เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

เอกชนรุมค้านแบงก์ชาติ “ดอกเบี้ยสูง” กำลังซื้อทรุดต้นทุนพุ่ง

13 เม.ย. 2567 | 06:44น.
money

เอกชนรุมถล่ม ธปท. “ไม่ลดดอกเบี้ย” ขณะที่เศรษฐกิจอ่อนแรง รัฐบาลดันแบงก์รัฐ “EXIM-ธอส.” ออกโรงลดดอกเบี้ยเงินกู้สวนมติ กนง. สมาพันธ์เอสเอ็มอี เปิดข้อมูลชำแหละ 4 ข้อเท็จจริง ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจ ธปท.ใช้เป็นเหตุผล “ตรึงดอกเบี้ย” ตั้งคำถามความน่าเชื่อถือกลุ่มตัวอย่าง SMEs แค่ 254 ราย เป็นตัวแทนเอสเอ็มอีทั้งประเทศ 3 ล้านราย ส.อ.ท.ชี้ภาระต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น แถมราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งต่อ เตรียมขึ้นราคาสินค้ารอบใหม่ ภาคอสังหาฯชี้ดอกเบี้ยแพงลูกหนี้ผ่อนบ้านเหนื่อย โจทย์ใหญ่แบงก์ปฏิเสธปล่อยกู้บ้านต่ำ 3 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 มีมติ (5 ต่อ 2) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.5% ถือว่าสร้างความผิดหวังให้หลายฝ่าย โดยเฉพาะลูกหนี้และภาคธุรกิจเอกชน เพราะรอบนี้ก่อนการประชุม ทั้งศูนย์วิจัยของธนาคารไทยพาณิชย์-กรุงไทย และซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่าในการประชุม กนง.ครั้งนี้จะมีการลดดอกเบี้ยลง 0.25% เนื่องจากมองว่าระยะสั้นเศรษฐกิจยังชะลอตัวมากกว่าคาด และการลดดอกเบี้ยก็เป็นการปรับสมดุลเศรษฐกิจไทยใหม่ ให้สอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจไทยที่ต่ำลง

แบงก์รัฐออกโรง “ลดดอกเบี้ย”

ทั้งนี้ หลังจากที่ประชุม กนง.ประกาศมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 2.50% ซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ทำให้วันต่อมา (11 เมษายน) มีสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 2 แห่ง คือ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออกมาประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยและเอสเอ็มอี เป็นการส่งสัญญาณสวนกับมติของ กนง.ทันที

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้าทั่วไป และลูกค้า SMEs) ลง 0.15% ต่อปี จาก 6.75% เหลือ 6.60% ต่อปี มีผลตั้งแต่ 18 เมษายน 2567 โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการขานรับนโยบายของรัฐบาล เพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs

ขณะที่นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าและประชาชน ธอส.ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) 0.105% ต่อปี จากเดิม 6.90% ต่อปี ลดลงเหลือ 6.795% ต่อปี ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2567 เป็นต้นไป เพื่อเป็นของขวัญเนื่องในวันปีใหม่ไทยให้กับลูกค้าและประชาชน ให้มีภาระค่าใช้จ่ายลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ให้มีเงินเหลือเพียงพอในการดำรงชีพได้มากขึ้น ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ย MRR ในครั้งนี้ของ ธอส. ถือว่าต่ำที่สุดในระบบสถาบันการเงินในปัจจุบัน

คลังอุ้มลูกหนี้ กู้บ้านผ่อนไม่ไหว

นอกจากนี้ นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อ กนง.ยังไม่ปรับลดดอกเบี้ย กระทรวงการคลังจึงได้ขอให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ได้แก่ ธอส. ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) และสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) โดยเฉพาะลูกหนี้ที่เป็นผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การตรึงหรือลดอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ รวมถึงลดโอกาสที่ลูกหนี้จะกลายเป็นลูกหนี้ NPL ในอนาคต

รวมทั้งให้จัดทำระบบแจ้งเตือนลูกหนี้ที่กำลังจะครบกำหนดชำระหนี้ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถเจรจาขอปรับอัตราดอกเบี้ยใหม่กับธนาคารได้ และกำลังเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม ซึ่งจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็ว ๆ นี้

เอสเอ็มอีถล่มแบงก์ชาติ

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มติ กนง. 5 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนต้องขอบคุณ กนง. เสียงข้างน้อย 2 เสียงที่ให้ความสำคัญกับความทุกข์ร้อนของเศรษฐกิจฐานราก

โดยประเทศไทยมีผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 2.7 ล้านราย วิสาหกิจชุมชนอีกเกือบ 100,000 ราย และเกษตรกรอีกราว 7 ล้านครัวเรือน ต่างก็เผชิญมรสุมการเพิ่มขึ้นต้นทุนวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิต พลังงาน ค่าครองชีพ อัตราดอกเบี้ยที่สูงมาอย่างต่อเนื่องนับปี ทำให้ภาระค่าครองชีพ ขีดความสามารถในการดำรงชีวิตและธุรกิจต่ำลง สะท้อนจากหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 91 ของ GDP และผลกระทบต่อคุณภาพหนี้ หนี้ค้างชำระ หนี้เสีย และหนี้นอกระบบที่สูงขึ้น ทั้งที่อยู่อาศัย รถยนต์ถูกยึด ดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลท่วม ดอกเบี้ยสินเชื่อธุรกิจพุ่ง สวนทางกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และต้นทุนการเงินที่แท้จริงของสถาบันการเงิน

“ขณะที่บทบาทของ ธปท.ที่มีความสำคัญต่อการสร้างความเป็นธรรมกำกับดูแลสถาบันการเงินในระบบ ความเป็นธรรมของดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และคุ้มครองทั้งประชาชนผู้ฝากเงิน ประชาชนผู้เป็นลูกค้าสถาบันการเงินที่ต้องไม่ถูกเอาเปรียบจากความรู้ไม่เท่าทัน เคยลงไปสัมผัสสถานการณ์เศรษฐกิจบนท้องถนน ความเดือดร้อนของผู้ประกอบการชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำหรือไม่ว่าเขาเผชิญพิษเศรษฐกิจ มีอะไรที่จำเป็นช่วยเหลือบรรเทาภาระหรือความต้องการที่แท้จริงในการประกอบอาชีพหรือไม่ อย่างไร”

ชำแหละ 4 ข้อ ข้อมูล ธปท.

นายแสงชัยกล่าวต่อว่า สิ่งที่ ธปท.ให้ข้อมูล สวนทางกับข้อมูลการสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) อย่างมีนัยสำคัญ 4 เรื่อง คือ 1.กลุ่มตัวอย่างที่ ธปท. ใช้ในการสำรวจ BSI Special (ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ) กับผู้ประกอบการ SMEs เมื่อเดือนมีนาคม มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 254 ราย ด้วยคำถามว่าท่านเผชิญอุปสรรคในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินมากขึ้นหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเทียบกับ สสว. จัดทำดัชนีชี้วัดภาวะทางเศรษฐกิจสำหรับเอสเอ็มอีช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ใช้กลุ่มตัวอย่างกว่า 2,736 ราย ครอบคลุม 6 ภูมิภาค 25 สาขาธุรกิจ ทั้งภาคการค้า ภาคการบริการ ภาคการผลิต และภาคธุรกิจการเกษตร

“ความน่าเชื่อถือของกลุ่มตัวอย่าง 254 คน เทียบกับเอสเอ็มอีเกือบ 3 ล้านราย สะท้อนว่าที่มาของข้อมูล ว่าการกระจายระดับขนาดของ SMEs เพียงพอหรือไม่ กับการนำมาเป็นข้อมูลของ ธปท. มาตรฐาน ความเชื่อมั่น ความเป็นมืออาชีพทางเศรษฐกิจ และต้องปกป้องเสถียรภาพทางการเงิน ที่ไม่ใช่เอาใจแต่กลุ่มทุนใหญ่ โดยไม่ใส่ใจกับข้อมูลหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีบทบาทในระดับเดียวกัน”

2.ธปท.ให้ข้อมูลว่า สินเชื่อธุรกิจชะลอลง ส่วนหนึ่งมาจากการชำระคืนหนี้ แต่จากข้อมูลแปลได้อีกด้านว่า สินเชื่อธุรกิจโตติดลบ -1.1% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี โดยสินเชื่อเอสเอ็มอีวงเงินต่ำกว่า 500 ล้านบาท ติดลบถึง -5.1% นั่นหมายความว่า อัตราการปล่อยสินเชื่อลดลง โดยเฉพาะเอสเอ็มอี

3.ดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีของ สสว. พบว่า ความเชื่อมั่นลดลงจากรอบก่อนหน้าทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่าเดิม และลดลงในทุกภาคธุรกิจคือ ทั้งภาคการผลิต, ภาคการค้า และภาคบริการ ยกเว้นภาคธุรกิจการเกษตร +0.5 เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจ ธปท. กับ สสว. มีความแตกต่าง และไม่สอดคล้องกัน แต่ข้อมูล สสว.ที่มีความละเอียดสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจฐานรากได้ชัดเจนมากกว่า

4.การสำรวจของ สสว.พบว่า เอสเอ็มอีร้อยละ 35.3 ต้องการให้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้, ร้อยละ 28.2 ต้องการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน เป็นต้น ซึ่งผลสำรวจตรงข้ามกับ ธปท. ที่ตัวเลขออกมามีเอสเอ็มอีสะท้อนปัญหาดอกเบี้ยสูงเพียงร้อยละ 12 ในภาคการผลิต และกลุ่มที่ไม่ใช่ภาคการผลิตร้อยละ 22

ส.อ.ท.ต้นทุนพุ่งจ่อขึ้นราคาสินค้า

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การคงดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนหนึ่งมองว่า กนง.รอดูท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และก็คาดว่าในช่วงครึ่งปีแรก เฟดจะยังไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยแน่นอน ดังนั้นไทยก็น่าจะมีแนวทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าภาคเอกชนต้องการให้ลดดอกเบี้ย เพื่อเป็นการเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ บวกกับนโยบายดิจิทัลวอลเลตที่กำลังจะเกิดขึ้น ยิ่งจะส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

“เมื่อทุกอย่างไม่ได้ถูกคลี่คลาย แถมราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มจะพุ่งไปแตะ 100 เหรียญ/บาร์เรล ยิ่งซ้ำเติมต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ในท้ายที่สุดก็จะส่งผลต่อราคาสินค้าที่อาจต้องปรับขึ้นตามมา ตอนนี้เรายังอั้นราคาสินค้าไว้ได้อีก 3-6 เดือน แต่ถ้าเมื่อไรที่ราคาพลังงาน ต้นทุนด้านอื่น ๆ ขึ้น ภาระจากอัตราดอกเบี้ย ตอนนั้นเอกชนก็ต้องขึ้นราคาสินค้า”

ศก.โตต่ำหวัง “ลดดอกเบี้ย” ช่วย

ขณะที่นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าเข้าใจมุมมองของ กนง. ที่ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่างการฟื้นตัว การดูแลหนี้สาธารณะไม่ให้สูง รักษาเสถียรภาพของเงินทุนเข้าออก ทำให้ กนง.คงอัตราดอกเบี้ย 2.50% แต่ในมุมของผู้ประกอบการและประชาชนก็อยากให้ลดดอกเบี้ย ในภาวะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และต้นทุนต่าง ๆ อยู่ระดับสูง แม้การลดดอกเบี้ยจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการและประชาชนลดลง แต่ก็มีส่วนช่วยบรรเทาภาระลูกหนี้ในขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ และกำลังซื้อในประเทศซบเซา

“ต้องจับตาท่าทีของ กนง. นับจากนี้ไปว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยเช่นเดิมอีกหรือไม่ หากยังคงอัตราดอกเบี้ยในลักษณะนี้ไปอีกระยะ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีต้นทุนค่าพลังงาน ค่าวัตถุดิบ รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่สูง กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน”

โดยหากรัฐบาลจะมีนโยบายทางการคลังเพิ่มเติม ผ่านมาตรการต่าง ๆ เฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง เช่น Soft Loan สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ง่ายมากขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบ คงจะช่วยประคองความสามารถของ SMEs ให้เดินหน้าต่อไปได้

ปมใหญ่แบงก์ไม่อนุมัติกู้บ้าน

ขณะที่นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหาต้นทุนดอกเบี้ยแพงก็เป็นภาระต่อการผ่อนบ้าน โดยสมาคมยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลเรื่องการปรับลดดอกเบี้ยไปแล้ว แต่เรื่องดอกเบี้ยนโยบายเป็นอำนาจของ ธปท. จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้รัฐบาลจะให้ธนาคารของรัฐลดดอกเบี้ยนำร่อง แต่หากธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ไม่ลดก็มีค่าเท่าเดิม

ที่น่าห่วงคือ ปัญหาธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท แต่ธนาคารอยากปล่อยสินเชื่อบ้าน 5 ล้านบาทขึ้นไป เพราะเซ็กเมนต์นี้ขายดี ดีเวลอปเปอร์ก็หันมาพัฒนาตลาดนี้ แก้เรื่องการถูกปฏิเสธสินเชื่อ

“ปัญหาก็วนมากระทบกับประชาชนที่ต้องการซื้อบ้าน แต่ไม่มีกำลังซื้อในเซ็กเมนต์ดังกล่าว ธุรกิจเลยซบเซา การลดดอกเบี้ยย่อมดีต่อผู้ซื้อ ทำให้ซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น ผ่อนลดลง ธุรกิจอสังหาฯก็จะกระเตื้อง”

นายปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปรีดา โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า เข้าใจในภารกิจของแบงก์ชาติที่ต้องควบคุมเรื่องเงินเฟ้อ แต่นโยบายที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อผู้ที่จะซื้อบ้าน ต้องแบกต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้การตัดสินใจซื้อบ้านช้าลง มาตรการ LTV ก็ยังคงมีอยู่ เรื่องนี้สมาคมอสังหาฯได้ยื่นขอผ่อนผันมาตรการนี้ไปแล้ว และครึ่งปีหลังอยากให้ปรับลดดอกเบี้ยบ้านลง 0.5% ก็ยังดี

ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ต้องอดทน

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เรื่องดอกเบี้ย ผู้ที่กำหนดคือ ธปท. ซึ่งมีหน้าที่รักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศและเชื่อมโยงกับระดับโลก

“ช่วงนี้ต้องอดทน เนื่องจากอเมริกาขึ้นดอกเบี้ยไปเยอะ เราก็ต้องขึ้นตามเพื่อให้ส่วนต่างห่างไม่มาก ที่เฝ้าดูกันอยู่คืออเมริกาจะลดดอกเบี้ยตอนไหน ไตรมาส 3 หรือ 4 ถ้ามองในมุมของแบงก์ชาติ เขาก็ต้องดูทิศทางให้ชัดเจน”

แน่นอนสถานการณ์ตอนนี้ตกเป็นภาระของคนผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือคนที่จะกู้สินเชื่ออาจน้อยลง ผู้ประกอบการเองก็ไม่กล้าลงทุนและต้องปรับตัวตลอดเวลา บ้านเป็นปัจจัย 4 ทุกคนต้องการมีที่อยู่อาศัย ขณะที่ต้นทุนของผู้ประกอบการไม่ได้ลด ที่ดินก็แพง ค่าก่อสร้างก็แพง

“อยากให้แบงก์ชาติพิจารณา ถ้าลดดอกเบี้ยได้ก็ดี เพราะคนที่มีรายได้น้อย ดอกเบี้ยถือเป็นภาระ โดยค่อย ๆ ลดทีละ 0.25% ก็ได้ แค่มีทิศทางจะลดลง ผมว่าทุกฝ่ายก็แฮปปี้แล้ว”