เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ เผยตลาดหุ้นเวียดนาม-ฮ่องกง ฟื้นแรงกว่า 10% กำเนิดเซียนหุ้นใหม่

11 พ.ค. 2567 | 18:05น.
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ ต้นแบบนักลงทุนวีไอชาวไทย เผยตลาดหุ้นเวียดนาม-ฮ่องกงจากต้นปีถึง 10 พ.ค. 67 ฟื้นแรง บวกกว่า 10% และ 13% กำเนิดบรรดาเซียนหุ้นหน้าใหม่ สาเหตุเพราะ ?

วันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนรายใหญ่สายเน้นคุณค่า (Value Investor) สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2567 ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวขึ้นไปประมาณ 10% แล้ว นับถึงวันที่ 10 พฤษภาคม นับเป็นการฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2566 ที่ดัชนีปรับตัวขึ้นไปประมาณ 12% โดยเหตุผลของการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นนั้นมาจากการฟื้นตัวของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวมาตั้งแต่ปี 2566 หลังจากสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 จบลง

ตัวเลขการนำเข้าและส่งออกที่เคยซบเซาเพราะภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้ออำนวยนั้น เดือนเมษายนที่ผ่านมา เติบโตขึ้น 19.9% และ 10.6% ตามลำดับ ซึ่งทำให้ประเทศได้เปรียบดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขการบริโภคของประชาชนคือการค้าปลีกเพิ่มขึ้น 9% รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 58% และ 4 เดือนที่ผ่านมานั้น แซงช่วงก่อนโควิดไปแล้ว การลงทุนทางตรงของต่างชาติตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้น 7.4% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเศรษฐกิจที่จะเติบโตต่อไปอย่างมั่นคง เช่นเดียวกับค่าเงินดองที่อ่อนค่าลงน้อยกว่าหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงไทยนับตั้งแต่ต้นปี

​ดูเหมือนว่าเวียดนามกำลัง “ตั้งหลัก” ได้ และกำลัง “ฟื้นตัว” จากภาวะวิกฤตเนื่องจากโควิด 19 ซึ่งช่วงหนึ่งดัชนีหุ้นตกลงมาอย่างรุนแรงประมาณ 45% จนเหลือประมาณ 650 จุด เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน 

ถึงวันนี้เศรษฐกิจของเวียดนามแข็งแกร่งและโตขึ้นมาก ตัวเลขและดัชนีทางเศรษฐกิจทุกตัวปรับขึ้นอย่างโดดเด่น ซึ่งส่งผลให้สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในระดับโลกของเวียดนามสูงขึ้นมาก และแม้ว่าในช่วงเร็ว ๆ นี้จะมีประเด็นทางการเมืองที่ผู้นำหลายคนต้องถูกปรับให้ออกไปเนื่องจากประเด็นการคอร์รัปชั่น ก็ดูเหมือนจะไม่กระทบกับเศรษฐกิจแต่อย่างใด

ตลาดหุ้นฮ่องกงฟื้น +13%

ตลาดหุ้นจีนที่ฮ่องกงนับตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 10 พฤษภาคม ปรับตัวขึ้นไปประมาณ 13% แล้วทั้ง ๆ ที่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ดัชนีตกลงมาประมาณ 11% และเป็นจุดที่ต่ำมากคือ ต่ำกว่าจุดสูงสุดในช่วงไม่น้อยกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาหุ้นถูกมากคือมีค่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PE) ต่ำกว่า 10 เท่า ทั้ง ๆ ที่บริษัทจดทะเบียนเป็นบริษัทใหญ่และเป็นบริษัททางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

นั่นทำให้รัฐบาลจีนต้องออกมาประกาศที่จะเข้ามาดูแลและพยุงหุ้นด้วยเม็ดเงินมหาศาล ซึ่งก็ส่งผลให้หุ้นฮ่องกงเริ่มปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นถึงประมาณ 27% ภายในเวลาเพียง 4 เดือน แม้ว่ารัฐบาลดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้ทำอะไรมากตามที่ประกาศไว้ อาจจะเป็นเพราะนักลงทุนเริ่มเห็นว่า ด้วยราคาหุ้นที่ถูกมากและรัฐบาลเริ่มที่จะเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดหุ้นในทางที่ดีขึ้น แทนที่จะ “ทุบ” บริษัทขนาดใหญ่โดยเฉพาะหุ้นเทคในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้หุ้นแย่มาหลายปี

การเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นจีนรอบนี้แม้ว่าจะแรง แต่ถ้ามองยาวออกไป ซึ่งจะต้องอาศัยการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมารองรับก็อาจจะมีคำถามสำคัญที่ตามมา จริงอยู่ ตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดในเดือนเมษายน แสดงให้เห็นว่าการส่งออกเริ่มจะฟื้นตัวที่บวก 1.5% เทียบกับปีก่อน จากเดือนก่อนที่การส่งออกติดลบ 7.5% 

ในขณะที่การนำเข้าก็เพิ่มขึ้น 8.4% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการเติบโตของ GDP จะดีขึ้น แต่ปัญหาก็คือ ประเทศผู้ส่งออกที่เป็นคู่แข่งหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ต่างก็ส่งออกเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ซึ่งนั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าจีนอาจจะกำลังถดถอยลงในด้านของการแข่งขัน ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งอาจจะมาจากสงครามการค้าที่เกิดขึ้นกับสหรัฐ ซึ่งนับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้น

ดังนั้น การปรับเพิ่มขึ้นของหุ้นในระยะยาวก็อาจจะไม่โดดเด่นตามการเติบโตของเศรษฐกิจที่อาจจะเติบโตช้าลง พูดง่าย ๆ หลังจากการปรับตัวรอบนี้แล้ว อนาคตก็อาจไปต่อไม่ได้มากโดยเฉพาะเมื่อค่า PE ของหุ้นสูงขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร การปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นของตลาดหุ้นจีนและเวียดนามในช่วงเร็ว ๆ นี้ ได้ทำให้นักลงทุนไทยหลาย ๆ คนที่เข้าไปลงทุนก่อนหน้านี้ได้กำไร หรือทำผลตอบแทนที่ดีมาก เพราะไม่ใช่เป็นเพราะตัวดัชนีหุ้นอย่างเดียว แต่ “หุ้นรายตัว” หลายตัวที่นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนนั้น มีการปรับตัวขึ้นไปสูงมาก

ทำกำไรหุ้นเวียดนามเป็นกอบเป็นกำ

หุ้นเวียดนามที่ทำกำไรให้ VI หลายคนกำไรเป็นกอบเป็นกำมักจะเป็นหุ้นแนว “ซุปเปอร์สต็อก” นั่นคือ เป็นหุ้นที่โตเร็วและราคาถูกหรือไม่แพงซึ่งก็หาได้ไม่ยาก เพราะเศรษฐกิจเวียดนามโตเร็วมาก แทบทุกอุตสาหกรรมยังเติบโต ในขณะที่ราคาหุ้นยังถูก ค่า PE ไม่เกิน 10 เท่า เช่น ในอุตสาหกรรมการเงินและอสังหาริมทรัพย์ ส่วนในอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นผู้ชนะชัดเจน เช่น ผู้ค้าปลีก อุตสาหกรรมเทคโนโลยี และสนามบิน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องก็มักมีค่า PE ระดับแค่ 20 เท่า บวกลบ 

หุ้นเหล่านี้ต่างก็ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้ VI หลายคนรวมถึงผู้บริหารกองทุนเวียดนามหลายรายกลายเป็น “เซียนหุ้นเวียดนาม” ไปแล้ว

หุ้นจีนนั้น ก่อนหน้านี้ประมาณแค่ 6-7 เดือน ก็ยังหาคนที่ลงทุนแล้วทำกำไรดียากมาก เพราะดัชนีหุ้นลดลงมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การตกลงมาของหุ้นอย่างแรงครั้งสุดท้ายได้ก่อให้เกิด “หุ้นถูกสุด ๆ” จำนวนมาก บางบริษัทที่ถูกรัฐบาล “ทุบ” อย่างรุนแรงเช่นที่เกี่ยวกับการศึกษาที่รัฐประกาศนโยบาย “ไม่ให้เป็นธุรกิจที่ค้ากำไร” ซึ่งทำให้บริษัทจดทะเบียนที่เป็นโรงเรียนทุกประเภทแทบจะหมดค่า ราคาหุ้นตกลงมา 80-90% ค่า PE เหลือแค่ 2-3 เท่าก็มี

นั่นยังไม่รวมถึงหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำที่ถูก “ทุบ” ไปก่อนหน้านั้นแล้วที่ค่า PE ลดลงมามากและก็ต่ำมากเทียบกับหุ้นเทคระดับโลกอื่น ๆ

เซียนหุ้นจีน

VI ที่กล้าเข้าไปลงทุนในช่วงที่ “มืดมน” มากของหุ้นจีน เพราะทั้งถูกสหรัฐแซงชั่นและข่มขู่ว่าจะยังทำต่อไป และถูกรัฐบาลจีนกดดันอย่างหนักเนื่องจากไป “ท้าทาย” นโยบาย “Common Prosperity” หรือการทำให้เกิด “ความเท่าเทียมของประชาชน” ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ต่างก็ได้รับผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมในระยะเวลาที่สั้นมาก ซึ่งก็ทำให้กลายเป็น “เซียนหุ้นจีน” ไป

บางคนอาจจะยังไม่แน่ใจว่าอะไรคือ “เซียนหุ้น” เพราะไม่มีนิยามที่ชัดเจน ผมเองจึงลองกำหนดลักษณะของคนที่จะได้รับฉายา “เซียนหุ้น” แบบหยาบ ๆ ดังต่อไปนี้

ข้อแรกคือ ต้องทำกำไรจากหุ้นเวียดนามและจีน “เยอะมาก” ในระยะเวลาค่อนข้างสั้น เช่น หุ้นบางตัวกำไรเป็นเท่าตัวหรือหลายเท่าตัวในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหรือแค่ปีสองปี เม็ดเงินที่ได้ก็ต้องเป็นหลักล้านหรือหลาย ๆ ล้านบาทขึ้นไป

ข้อสองคือ ถ้าจะเป็นเซียนได้ พอร์ตส่วนตัวโดยรวมก็ต้องใหญ่หรือใหญ่มาก เป็นหลัก 10 หรือ 100 บางคนก็อาจจะเป็นพันล้านบาท ซึ่งพอร์ตนี้ก็อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับหุ้นที่ทำกำไรได้ในตลาดเวียดนามหรือจีนมากนัก พูดง่าย ๆ นักลงทุนพอร์ตเล็กแม้ว่าจะทำผลตอบแทนดีแค่ไหน คนก็ไม่เรียกว่าเซียน

ข้อสามก็คือ สาธารณชน “รับรู้” หรือ “เข้าใจ” ว่าเขาทำอะไรและอย่างไรที่ทำให้รวยหรือได้รับผลตอบแทนจากหุ้นที่สูงลิ่ว อาจจะเนื่องจากมีสื่อที่นำเรื่องราวมาบอกแก่สาธารณชน มีการเปิดเผยข้อมูลจากหน่วยงานและเว็บไซต์สาธารณะถึงจำนวนและราคาของหุ้นที่ “เซียน” ถือ และสุดท้ายที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ มีการออกรายการและให้สัมภาษณ์กับสื่อทางการเงินต่าง ๆ ถึงรายละเอียดของกลยุทธ์การลงทุนที่ทำ

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่ากำลังจะเกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยก็คือ จะมี “เซียนหุ้นจีน-เวียดนาม” ที่ไม่ได้บริหารเงินตนเอง แต่เป็นคนที่ “บริหารกองทุนรวม” หุ้นจีนและ/หรือเวียดนาม ที่เป็นกองทุน “Active Fund” แนวเฮดจ์ฟันด์ที่เลือกหุ้นลงทุนเป็นรายตัวและมีข้อจำกัดในการลงทุนน้อย 

ในขณะที่ผู้ลงทุนก็มักจะเป็น “รายใหญ่” ที่ต้องถือหน่วยลงทุนในระดับอย่างน้อยเป็นแสนหรือหลักล้านบาทขึ้นไป อานิสงส์ส่วนหนึ่งจากประเด็นเรื่องภาษีการลงทุนหุ้นต่างประเทศที่ทำให้นักลงทุนส่วนบุคคลจะต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาที่สูงสุด 35% หากมีกำไรจากการลงทุนและนำเงินกลับไทย

การ “กำเนิด” เซียนหุ้นเวียดนามและจีนนี้ แน่นอนว่าอาจจะมีโอกาสที่จะ “ดับ” ได้ในอนาคต ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยที่เคยมี “เซียนหุ้น” เกิดขึ้นมากมายแบบไม่น่าเชื่อในยุคที่ตลาดหุ้นบูมและเอื้ออำนวย ในช่วงนั้นเรามี “เซียนหุ้น” เกิดขึ้นมากจนแทบจะ “เดินชนกัน” แต่ละเซียนต่างก็มีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่แนวซุปเปอร์สต็อก แนวเทรดเดอร์ทั้งแบบ VI และโมเมนตัม แนวหุ้น Turnaround หรือหุ้นฟื้นตัว 

มีทั้งแบบที่เสี่ยงมากเพราะใช้เงินกู้มหาศาลและแนวที่เสี่ยงน้อยกว่าแต่ก็ยังลงทุนในหุ้นเต็มร้อย แต่เมื่อภาวะตลาดตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เซียนจำนวนมากก็ “ล้มหายตายจาก” ไป

คงต้องดูกันต่อไปว่าพัฒนาการของ “เซียนหุ้นจีน-เวียนาม” จะไปได้ไกลแค่ไหน