ออมสิน ปั้นนิวดิจิทัลโมเดล จัดทีมแกร่ง “คิด-เสิร์ฟ” โปรดักต์
สัมภาษณ์
ต้นปีที่ผ่านมา ธนาคารออมสินประกาศมุ่งสู่ “The Best & Biggest Local Bank in Thailand” ในปี 2561 โดยขณะนี้ผ่านมาแล้ว 1 ไตรมาส “ชาติชาย พยุหนาวีชัย” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้ใช้โอกาสจัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ณ ประเทศอิตาลี ระหว่าง 29 เม.ย.-5 พ.ค.ที่ผ่านมา บอกเล่าถึงความคืบหน้าการดำเนินงาน และสิ่งที่จะทำในระยะถัดไป
“ชาติชาย” เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกของปีนี้ (31 มี.ค. 2561) ออมสินปล่อยสินเชื่อใหม่แล้ว 149,303 ล้านบาท ทำให้สินเชื่อคงเหลืออยู่ที่ 2,059,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.24% หรือ 45,058 ล้านบาท จากสิ้นปี 2560 ส่วนเงินฝากอยู่ที่ 2,172,538 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย
“สินเชื่อเราโตต่อเนื่อง ปีนี้เราตั้งเป้าโต 1-1.5 เท่าของ GDP (มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) หรือ 4-6% ซึ่งไตรมาสแรกเราก็โต 2.2% ดังนั้นทั้งปีโต 4% จึงไม่มีปัญหา ปีนี้อาจโตได้ถึง 6% ส่วนเงินฝาก เนื่องจากเรามีสภาพคล่องเหลือเยอะมาก 3-4 แสนล้านบาท ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเร่งระดมในต้นปี แต่จะเร่งขึ้นในไตรมาส 3-4 ซึ่งก็จะเติบโตได้ตามเป้า”
โชว์ Q1 กำไร 1.3 หมื่นล้าน
“ชาติชาย” บอกว่า ไตรมาสแรกปีนี้ ออมสินมีกำไรสุทธิ 13,479 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 6,178 ล้านบาท ที่สำคัญ มาจากกำไรจากการขายหุ้นสามัญ ของ บมจ.ไออาร์พีซี ออกไป 7,000 ล้านบาท และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอีกส่วนหนึ่ง
“เห็นข่าวแบงก์พาณิชย์ที่มีกำไรสูงสุดในไตรมาสแรก กำไรที่ 1.1 หมื่นล้านบาท นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมของธุรกิจเปลี่ยนไป โดยค่าธรรมเนียม (ค่าฟี) ของแบงก์พาณิชย์ลดลงและจะลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นเขาก็คงต้องหารายได้ใหม่มาเสริม ส่วนธนาคารออมสิน ก่อนผมเข้ามา แบงก์มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากดอกเบี้ยรับ ประมาณ 96-97% มีรายได้ค่าธรรมเนียมแค่ 3-4% สาเหตุเพราะเราไม่ค่อยมีโปรดักต์ที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียม หรือบางโปรดักต์ก็ยกเว้นให้ราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ”
ขณะที่่รายได้ค่าฟีน้อย เดิมก็มองว่าเป็น “จุดอ่อน” ของออมสิน แต่ตอนนี้กลับเป็นผลดี เพราะรายได้ธนาคารไม่ได้ตกลง โดยปัจจุบันออมสินมีรายได้ดอกเบี้ย 95% ส่วนรายได้ค่าฟี 5% ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มเป็น 10% ในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งแม้ว่าจะยกเว้นค่าฟีใช้ผ่านแอพฯ โมบายแบงกิ้ง “MyMo” เมื่อรวมกับค่าฟีธุรกรรมผ่าน ATM ด้วย ส่งผลให้รายได้หายไป 2-3 หมื่นล้านบาท แต่หลังจากนี้รายได้ค่าฟีของออมสินจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากโปรดักต์ใหม่ ๆ เช่น บัตรเครดิต บัตร เดบิต บริการรับชำระเงิน ค่าคอมมิสชั่นขายประกัน ค่าฟีขายหน่วยลงทุน เป็นต้น
นอกจากนี้ การบริหารจัดการหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญ เพราะออมสินสามารถควบคุม NPL ณ สิ้นไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ 2.19%ของสินเชื่อรวม เทียบกับไตรมาสแรกปี 2559 อยู่ที่ 2.21% เมื่อเทียบกับแบงก์พาณิชย์ทั้งระบบที่มี NPL เฉลี่ยที่ 3.09% ถือว่าควบคุมได้ดี จึงทำกำไรได้ต่อเนื่อง และไม่ต้องใช้เงินตั้งสำรองหนี้เสียมาก
เฉือนเนื้อซัพพอร์ตรัฐ
ส่วนสินทรัพย์รวม ณ สิ้นไตรมาสแรกอยู่ที่ 2,620,862 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2560 จำนวน 42,966 ล้านบาท ซึ่ง “ชาติชาย” อธิบายว่า การที่สินทรัพย์ของออมสินไม่ได้เป็นอันดับ 1 นั้น เนื่องจากแบงก์ต้องนำส่งรายได้เข้ารัฐถึง 55% ของกำไรสุทธิ หากเทียบกับแบงก์พาณิชย์ที่จ่ายภาษีแค่ 20% ของกำไร ส่วนนี้จึงทำให้ออมสินไม่ได้โตไปกว่าแบงก์พาณิชย์ แถมออมสินยังมีภารกิจทำโครงการตามนโยบายรัฐบาล ส่งผลให้แต่ละปีแบงก์มีผลขาดทุน (PSA) ประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท
“เราต้องทำครึ่งหนึ่งเป็นคอมเมอร์เชียล (เชิงพาณิชย์) แบงก์ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเราพยายามทำเพื่อสังคมทุกรูปแบบ ดังนั้นนโยบายของรัฐทุกอันมา เป็นต้นทุนของธนาคาร แล้วเราก็ทำซีเอสอาร์ ทำทุกเรื่องที่แบงก์พาณิชย์ไม่ได้ทำ”
ปี”61 โฟกัส 3 กลุ่มเป้าหมาย
สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2561 นี้ “ชาติชาย” บอกว่า กลุ่มเป้าหมายที่ออมสินโฟกัสก็คือ กลุ่มแรก เศรษฐกิจฐานราก ได้แก่ ผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ ลูกหนี้นอกระบบ และพ่อค้า-แม่ค้า ซึ่งแบงก์จะเข้าไปช่วยสร้างรายได้ สร้างอาชีพ รวมถึงตลาด ผ่านโครงการ อาทิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แก้ไขหนี้นอกระบบ บ้านประชารัฐ ไทยแลนด์สตรีตฟู้ด ธนาคารผู้สูงวัย เป็นต้น กลุ่มที่สอง ได้แก่ ลูกค้าบุคคล เน้นกลุ่มเด็กและเยาวชน ผู้มีรายได้ปานกลาง และผู้สูงวัย โดยแบงก์เตรียมออกแอปพลิเคชั่น “MyMo MyLife” เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าบุคคล ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าบริหารจัดการเองได้ทั้งด้านเงินกู้ เงินฝาก เงินลงทุน และประกันได้ในแอปเดียว และกลุ่มที่สาม เอสเอ็มอีสตาร์ตอัพ ที่จะมีการเปิดศูนย์ธุรกิจเอสเอ็มอี 82 แห่งภายใน ก.ย.นี้ และจะส่งผลให้ปีหน้าสามารถปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีได้ถึง 80,000 ล้านบาท
ปรับโมเดลธุรกิจรุกดิจิทัล
ผู้อำนวยการธนาคารออมสินกล่าวอีกว่า แบงก์กำลังพัฒนานวัตกรรมบริการทางการเงินใหม่ ๆ หลายเรื่อง อาทิ ไบโอเมทริกซ์ซีเคียวริตี้ (biometric security) รวมถึงการพัฒนากลยุทธ์ที่จะมัดใจลูกค้า (loyalty program) ที่จะมีคะแนนให้ลูกค้าในทุกประเภทธุรกรรม ซึ่งไม่ใช่แค่บัตรเครดิตเหมือนแบงก์อื่น ๆในปัจจุบัน
โดยธนาคารออมสินยืนยันไม่ปิดสาขา แถมยังเปิดเพิ่มจากปัจจุบันที่มีสาขา 1,059 แห่ง พร้อมเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ โดยเปลี่ยนโฉมสาขา เพิ่มเรื่องการขาย ปรับบทบาทพนักงานบริการให้เป็นพนักงานขายมากขึ้น ทำให้สาขาเป็น “เซลส์ & เซอร์วิส โมเดล” เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรต่อยอดบริการ ทำสาขาให้เป็น “สาขาดิจิทัล” มากขึ้น ซึ่งจะสามารถขายโปรดักต์ได้หลากหลาย ทั้งสินเชื่อ เงินฝาก ลงทุน ประกัน ฯลฯ
นอกจากนี้ ออมสินกำลังเดินหน้า new digital business model ทั้งการจัดตั้งฝ่ายงานใหม่ เพื่อทำหน้าที่คิด พัฒนาโปรดักต์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคณะกรรมการธนาคารอนุมัติแล้ว คาดว่าจะจัดตั้งได้ในเร็ว ๆ นี้ โดยจะเปิดรับสมัครพนักงานเพิ่มเข้ามาราว 20-30 คน, การมีพันธมิตรในการร่วมคิด ที่จะมีการแบ่งส่วนแบ่งรายได้ระหว่างกัน และการมี new business platform ที่ธนาคารเข้าไปร่วมลงทุนกับบริษัทต่าง ๆ
“ทั้งหมดนี้จะทำให้ในอนาคต ออมสินมีโปรดักต์ออกมาได้มากมาย เหนือกว่าคู่แข่งทั้งหมด” ผู้อำนวยการธนาคารออมสินกล่าวทิ้งท้าย