คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
กำลังเป็นประเด็นร้อนล่าสุดสำหรับปัญหาการผลิต “มากเกินไป” ของสินค้าจีน ซึ่งกลายมาเป็นความตึงเครียดเพิ่มเติมให้กับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน โดยสหรัฐอเมริกาเห็นว่าจีนนั้นจงใจผลิตสินค้าจน “ล้นเกิน” เพื่อส่งออกในราคาต่ำเกินจริง เพราะรัฐบาลเป็นผู้อุดหนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประเทศอื่น ๆ
“พอล ครุกแมน” นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ออกมาสะท้อนมุมมองในทิศทางเดียวกัน โดยให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์กทีวีว่า บรรดาผู้นำจีน “มีความไม่เต็มใจอย่างน่าประหลาด” ที่จะเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศแทนการผลิตสินค้าเยอะ ๆ เพื่อส่งออก การที่เราดูเหมือนจะไม่เข้าใจความจริงอย่างสมบูรณ์เกี่ยวกับจีนในประเด็นนี้ เป็นภัยคุกคามต่อพวกเราทั้งหมด
“สหรัฐอเมริกาไม่สามารถดูดซับสินค้าส่วนเกินเหล่านั้น และโลกก็จะไม่ยอมรับทุกอย่างที่จีนต้องการส่งออก” ครุกแมนระบุและว่า รูปแบบเศรษฐกิจทั้งหมดของจีนไม่ยั่งยืนเพราะว่าการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ “ไม่เพียงพออย่างมาก ๆ” อีกทั้งขาดแคลนการลงทุนที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจเดินหน้า ซึ่งอันที่จริงจีนควรสนับสนุนความต้องการบริโภคภายในประเทศ มากกว่าการส่งเสริมให้ผลิตสินค้ามากขึ้น
ครุกแมนเปรียบเทียบด้วยว่า ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ญี่ปุ่นก็เผชิญปัญหาคล้ายกับจีน กล่าวคือเกิดวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และต่อ ๆ มาก็มีปัญหาโครงสร้างประชากรแก่ชรา แต่ญี่ปุ่นจัดการปัญหาได้ดีกว่าจีนมาก โดยใช้วิธีสนับสนุนและรักษาการบริโภคภายในประเทศให้เติบโต หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการว่างงานสูง มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ญี่ปุ่นใช้หนทางที่ยั่งยืนกว่า แต่จีนนั้นในขณะนี้ตนมองไม่เห็นสัญญาณว่าจะแก้ปัญหาแนวทางเดียวกับญี่ปุ่น
สตีเฟน โรช นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังและอดีตประธาน มอร์แกน สแตนลีย์ เอเชีย บอกว่า จากการเดินทางไปเยือนจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ เขาพบบรรยากาศที่ไม่สดใส โดยเฉพาะในหมู่ผู้ประกอบการและนักศึกษา “ผมพบว่าปักกิ่งไม่มีประกายไฟมากนัก ไม่เหมือนที่ผมคุ้นเคยตลอดหลายปีที่เดินทางไปที่นั่น”
ทางด้าน หลี่ ต้าวขุย ที่ปรึกษานโยบายรัฐบาลจีน ประเมินว่าในช่วงหลายเดือนข้างหน้า คาดว่านโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติมน่าจะถูกประกาศใช้ พร้อมกันนี้ เขาเรียกร้องให้รัฐบาลกลางจีนออกพันธบัตรมากขึ้น เพื่อชดเชยปัญหารัฐบาลท้องถิ่นขาดแคลนเงินสดที่จะนำมาใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ปัญหาการผลิตสินค้าราคาถูกและผลิตแบบล้นเกินเพื่อสร้างความได้เปรียบในการส่งออก ไม่เพียงสร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐ แต่ยังรวมถึงสหภาพยุโรปและพันธมิตรของสหรัฐ เพราะการบูมของส่งออกจีนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสินค้าอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยี แต่ยังรวมไปถึงสินค้าโลว์เทคโนโลยีทั้งหมดด้วย ตั้งแต่เหล็กไปจนถึงอาหารสัตว์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าทำให้จีนเสี่ยงที่จะได้รับผลสะท้อนกลับด้านลบจากหลายประเทศ เพราะว่าในหลายกรณีเมื่อใดก็ตามที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้น ก็จะตามมาด้วยราคาที่ถูก หากสองสิ่งนี้ดำรงอยู่นาน ก็เสี่ยงที่จะทำให้ประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากสหรัฐและยุโรป มีปฏิกิริยาตอบโต้ จึงเท่ากับว่าจีนจะพบกับศึกสองด้านพร้อมกัน
ออง เคียน หมิง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศมาเลเซีย ชี้ว่า คู่ค้าของจีนมีความกังวลว่าการผลิตล้นเกินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบ้านในจีน จะนำไปสู่การดัมพ์ราคาวัสดุบลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาณการตอบโต้เริ่มขึ้นแล้ว เห็นได้จากข้อมูลขององค์การการค้าโลก ที่พบว่ามีการใช้มาตรการต่อต้านการอุดหนุนและต่อต้านการทุ่มตลาดมากเป็นประวัติการณ์ตอบโต้จีนในปีที่แล้ว โดยการใช้มาตรการต่อต้านการอุดหนุนเกิดขึ้นมากที่สุดในกลุ่มจี 7 ซึ่งเป็นชาติอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขณะที่มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดมาจากหลากหลายประเทศ เช่น อินเดีย เกาหลีใต้
เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จีนส่งออกเหล็กและแร่เหล็ก 13 ล้านตัน สูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากตลาดก่อสร้างบ้านในจีนทรุดฮวบลงจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่ แต่ผู้ผลิตเหล็กไม่มีสัญญาณจะลดการผลิตลง และราคาลดลงติดต่อกัน 3 ปีแล้ว ทำให้ประเทศละตินอเมริกาบางประเทศขึ้นภาษีสินค้าจีนแล้ว เมื่อประกอบกับถูกสหรัฐเก็บภาษีเพิ่มขึ้นซึ่งจะมีผลในเดือนสิงหาคมนี้ อาจทำให้จีนหันมาส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กมากขึ้นในตลาดเอเชียแทน
บลูมเบิร์กชี้ว่า บริษัทจำนวนมากในเวียดนาม อินเดีย กำลังร้องเรียนเกี่ยวกับการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าเหล็กราคาถูกจากจีน ส่วนไทยและซาอุดีอาระเบียก็กำลังพิจารณาปรับขึ้นภาษีสินค้าดังกล่าวจากจีน