คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
หลังจากธนาคารกลางของจีน (PBOC) ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงมาตรการพยุงตลาดหุ้นมูลค่า 8 แสนล้านหยวน ก็สามารถสร้างความคึกคักให้ตลาดหุ้นจีนอย่างมาก โดยบลูมเบิร์กระบุว่า มาตรการกระตุ้นได้ช่วยให้ตลาดหุ้นจีน ซึ่งเคยสูญเสียอิทธิพลในดัชนี MSCI สำหรับตลาดเกิดใหม่ (EM) ไปกว่า 10 เดือน สามารถกลับมาโดดเด่นในตลาด EM อีกครั้งในเวลาเพียง 8 วัน โดยน้ำหนักของตลาดหุ้นจีนในดัชนี MSCI ขยับขึ้นถึง 27.8% ในสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา สูงที่สุดนับจากเดือนพฤศจิกายน 2023
การพลิกฟื้นกลับมาอย่างน่าทึ่งของตลาดหุ้นจีน หมายถึงการสิ้นสุดภาวะหุ้นล้าหลังคู่แข่งอื่น ๆ อย่างเช่น อินเดีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ที่ทะยานขึ้นนำหน้าไปมากในช่วงก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางคนเตือนให้ระมัดระวัง อย่าให้ความสำคัญเกินจริงกับการที่ตลาดหุ้นจีนพลิกฟื้นกลับมาแรง เพราะการฟื้นแรงเกิดจากฐานที่ต่ำทั้งในแง่ของมูลค่าและผลงาน (Performance) หุ้นจีนมีผลงานย่ำแย่กว่าตลาด EM อื่น ๆ มาเป็นเวลาถึง 4 ปี และลดต่ำลงมากเป็นประวัติการณ์ และถึงแม้จะดีดกลับมาแรงในครั้งนี้ก็ยังกู้คืนมาได้เพียง 16% ของที่สูญเสียไป
ดังนั้นยังมีช่องว่างอีกมากกว่าจะกู้มูลค่ากลับมาได้เต็ม เมื่อเทียบกับ 4 ปีที่ผ่านมา หากดูจากมูลค่าของดัชนี Hang Seng China Enterprises Index ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงที่สะท้อนผลงานโดยรวมทั้งหมดของหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง จะพบว่ายังคงมีการซื้อขายถูกกว่าหุ้นของตลาด EM อื่น ๆ ถึง 44%
อาร์ธิ จันทราเสการัน หัวหน้าบริหารจัดการสินทรัพย์ของ Shuaa Capital ระบุว่า แม้จะฟื้นตัว แต่ตลาดหุ้นจีนยังเหลือช่องว่างอีกมากกว่าจะมีมูลค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5 ปีที่ผ่านมา หากต้องการให้ตลาดปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน จำเป็นต้องกระตุ้นให้ประชาชนกลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง ทั้งด้านการบริโภค การซื้ออสังหาฯ อีกทั้งต้องแก้ปัญหาการว่างงาน
ฮัสเนน มาลิค หัวหน้าฝ่ายวิจัยกลยุทธ์การลงทุนและหุ้นของเทลลิเมอร์ชี้ว่า รัฐบาลจีนจำเป็นต้องออกมาตรการเพิ่มเติม เพราะจะเห็นว่าความต้องการบริโภคไม่ได้ปรับตัวขึ้น “เราไม่เห็นการกระตุ้นทางการคลังที่จะแก้ปัญหาความต้องการของผู้บริโภคที่อ่อนแอ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในแง่โครงสร้างของเศรษฐกิจมหภาคของจีน ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้ว ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข”
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นจีนจะดีดกลับมาแรง และกลับมาโดดเด่นในตลาด EM แต่ตามรายงานของ GlobalData บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลและให้คำปรึกษาในลอนดอนระบุว่า อินเดียแซงหน้าจีนในดัชนี MSCI รวมทุกประเทศทั่วโลก (MSCI All-Country World Index) เพราะเศรษฐกิจอินเดียเติบโตแข็งแกร่ง แม้จีนจะออกมาตรการกระตุ้นครั้งใหญ่ก็ไม่เพียงพอที่จะไล่ตามอินเดียทัน
โดยเดือนกันยายน หุ้นอินเดียในดัชนีดังกล่าวเพิ่มขึ้น 2.33% ส่วนจีนเพิ่มขึ้น 2.06% ทำให้ในปัจจุบันอินเดียอยู่อันดับ 6 ของโลก รองจากฝรั่งเศส แคนาดา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันประเมินว่าจีดีพีจีนปี 2024 จะเติบโต 4.7% อินเดีย 7%
การดีดตัวแรงของตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ที่ประเมินว่า มูลค่าฟื้นกลับมาถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กระตุ้นให้นักลงทุนหนุ่มสาวอายุน้อยที่กลัวพลาดโอกาส พากันแห่ไปเปิดบัญชีค้าหุ้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่วนคนอื่น ๆ ก็พากันไปเข้าคิวหน้าบริษัทโบรกเกอร์หลายแห่งเพื่อเปิดบัญชี โดยส่วนใหญ่เป็นคนในวัย 20 ปีกลาง ๆ และต้น 30 แต่เนื่องจากมีผู้ใช้บริการจำนวนมากพร้อมกัน ทำให้ระบบของธนาคารและโบรกเกอร์รองรับไม่ไหว ทำให้บางคนไม่สามารถเปิดบัญชีได้
ทอม ชาน พัค-แลม ประธานสถาบันดีลเลอร์ค้าหุ้นกล่าวว่า น่าสนใจที่ได้เห็นคนวัย 20 และ 30 ปี เดินทางมาที่บริษัทโบรกเกอร์ในฮ่องกงเพื่อเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น โดยปกติแล้วคนหนุ่มสาวเหล่านี้จะเปิดบัญชีออนไลน์ แต่เนื่องจากระบบออนไลน์หนาแน่นมาก พวกเขาเลยเดินทางมาที่บริษัทเพื่อเปิดบัญชีกับเจ้าหน้าที่โดยตรง
ไทเกอร์ โบรกเกอร์ ตัวแทนค้าหลักทรัพย์ในฮ่องกงเปิดเผยว่า เฉพาะสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน มีผู้มาเปิดบัญชีใหม่กับบริษัทเพิ่มขึ้น 73.4% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า โดย 80% ของลูกค้าเหล่านี้อายุต่ำกว่า 30 ปี ส่วนจำนวนลูกค้าที่กลับมาใช้งาน (Active) บนแอปพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น 10%