Skip to content

ธนาคารกลางเกาหลีใต้หั่นดอกเบี้ย 0.25% กระตุ้นเศรษฐกิจ หลังการใช้จ่ายซบเซา

11 ต.ค. 2567 | 12:19น.
ธนาคารกลางเกาหลีใต้หั่นดอกเบี้ย 0.25% กระตุ้นเศรษฐกิจ หลังการใช้จ่ายซบเซา

ธนาคารกลางเกาหลีใต้หั่นดอกเบี้ย 0.25% หลังตัวเลขภาคอสังหาฯส่งสัญญาณชะลอตัว และเงินเฟ้อลดลง สะท้อนความกังวลต่อการใช้จ่ายภาคเอกชนที่ซบเซาทั้งในภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการธนาคารกลางเปรยว่าอาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับนี้ต่อไปอีก 3 เดือน

วันที่ 11 ตุลาคม 2024 บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (Bank of Korea) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 3.50% เหลือ 3.25% หลังตัวเลขภาคอสังหาริมทรัพย์ส่งสัญญาณชะลอตัว และเงินเฟ้อลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ทางการสามารถเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้วยการเปลี่ยนทิศนโยบายได้อย่างระมัดระวัง

จากแบบสำรวจของบลูมเบิร์กที่สำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ 20 คน คาดการณ์ว่าธนาคารกลางเกาหลีใต้จะลดอัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรระยะเวลา 7 วัน (7-day repurchase rate) ซึ่งเป็นดอกเบี้ยอ้างอิงหลักลง 25 เบซิสพอยต์ (0.25%) เหลือ 3.25% 

รี ชางยง (Rhee Changyong) ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน 5 คนมองว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับเดิมต่อไปอีก 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งลดความน่าจะเป็นที่จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมกราคม อย่างไรก็ตาม มีกรรมการคัดค้านการลดอัตราดอกเบี้ย 1 เสียง

ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ กล่าวในที่แถลงข่าวหลังการประชุมว่า ถือเป็นการตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยแบบ “hawkish cut” หรือก็คือการลดอย่างแข็งกร้าว ซึ่งตลาดก็สะท้อนมุมมองดังกล่าวเช่นกัน โดยเงินวอนแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์

ธนาคารกลางเกาหลีใต้เข้าร่วมกระแสการเปลี่ยนนโยบายของธนาคารกลางอื่น ๆ โดยลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อฟื้นโมเมนตัมทางเศรษฐกิจ ที่มีภาวะเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลงแล้วในขณะนี้ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งหั่นอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 50 เบซิสพอยต์ (0.50%) เมื่อเดือนกันยายน เนื่องจากหันมาให้ความสำคัญกับการทำให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะยังโตต่อไปได้ (soft landing) มากกว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อที่เคยให้ความสำคัญมาก่อนหน้านี้

ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5% นานกว่าปีครึ่ง ผู้กำหนดนโยบายขยายระยะเวลาการคงอัตราดอกเบี้ยมาตลอด ด้วยเกรงว่าการเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไปอาจทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ดีดตัวขึ้น และเป็นภัยต่อเสถียรภาพทางการเงินได้

ทั้งนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยอาจสะท้อนข้อกังวลต่อการใช้จ่ายภาคเอกชนที่ซบเซากับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (credit risk) ของอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ที่เต็มไปด้วยลูกหนี้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว (floating rate) อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการกู้ยืมเงิน (interest expenses) ซึ่งฉุดการบริโภค จนสมาชิกรัฐสภาต้องออกมาเรียกร้องให้ธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ย