“บล.พาย” ประเมินกำไร 9 แบงก์ไตรมาส 3/2567 ต่ำกว่าไตรมาสก่อนหน้า แต่ดีกว่าปีก่อน ขณะที่ 9 เดือนกำไรแตะ 1.68 แสนล้านบาท โตกว่าปีก่อน 4.7% เชื่อ “ไม่มีแบงก์ไหนรายงานกำไร Q3 โตโดดเด่น” เหตุสินเชื่อหดตัว-NIM ลด “ซีอีโอ KBANK” รับสินเชื่อโตต่ำเป้า ฟาก “SCBX” ชี้ทั้งอุตสาหกรรมไม่ต่างกัน
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเมินงบการเงินกลุ่มธนาคารพาณิชย์ งวดไตรมาส 3/2567 (ก.ค.-ก.ย.) ที่กำลังจะออกมา จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ 1.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) 2.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) 3.ธนาคารกรุงไทย (KTB) 4.บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCBX) 5.ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) 6.บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) 7.บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) 8.ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) และ 9.ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT)
โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิรวม 54,888 ล้านบาท เติบโต 3% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) แต่ลดลง 2.5% จากไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) และ 9 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) จะมีกำไรสุทธิรวม 168,330 ล้านบาท เติบโต 4.7% YOY
สำหรับกำไรไตรมาส 3 เติบโต YOY จาก 1.รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น อานิสงส์จากภาวะการลงทุนฟื้นตัว และจากเม็ดเงินใหม่จากการลงทุนของกองทุนวายุภักษ์หนึ่ง (VAYU1) หนุนเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) เริ่มไหลเข้า ช่วยปลุกธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลาดทุนฟื้นตัว ทั้งธุรกิจหลักทรัพย์, กองทุน และ Wealth Management หนุนรายได้ค่าธรรมเนียมและพอร์ตลงทุนมีผลตอบแทนดีขึ้น ช่วยทดแทนสินเชื่อที่ไม่โตและรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง และ 2.สำรองหนี้ปรับลดลง จากที่ผ่านมาแบงก์มีการเร่งตั้งสำรองไปแล้ว
ขณะที่กำไรที่ลดลง QOQ เนื่องจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากสินเชื่อหดตัว โดยคาดสินเชื่อรวมลดลง 1% QOQ และ ฉุดสินเชื่อ 9 เดือนแรกปีนี้ปรับลดลง 0.9% และส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลง และค่าใช้จ่ายการดำเนินงานและการลงทุนในระบบไอทีที่เป็นปกติของแบงก์เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
“เราคาดว่าไม่มีแบงก์ไหนที่รายงานกำไรไตรมาส 3 โตโดดเด่นทั้ง YOY และ QOQ โดยคาด SCB กำไรเพิ่มขึ้น YOY และทรงตัว QOQ ด้าน BBL, KBANK, KTB, TCAP, TTB เป็นกลุ่มที่กำไรโต YOY แต่ลดลง QOQ ส่วน KKP, CREDIT เป็นกลุ่มที่กำไรโต QOQ แต่ลดลง YOY และ TISCO คาดกำไรลดลงทั้ง YOY และ QOQ”
นายธนเดชกล่าวว่า ส่วนแนวโน้มกำไรแบงก์ไตรมาส 4/2567 ปกติจะเป็นจุดต่ำสุดของปี จากที่มีการบันทึกค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูง แต่คาดว่าจะยังคงได้แรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจตลาดทุน เพราะเป็นฤดูกาลซื้อหน่วยลงทุนเพื่อบริหารภาษี และเม็ดเงินใหม่จาก VAYU1 ที่จะเข้ามาต่อเนื่อง ส่วนสินเชื่อรวมคาดจะกลับมาขยายตัวได้ 1.8% QOQ เพราะเศรษฐกิจขยายตัว จากที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ และภาคท่องเที่ยว ส่งออกขยายตัว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อรวมปีนี้เหลือแค่ 0.9% YOY จากเดิม 1.9%
“กำไรแบงก์ไตรมาส 4 จะ Bottom เพราะเป็นช่วงพีกของการบันทึกค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ประกอบกับดอกเบี้ยขาลง ทำให้จะเริ่มเห็น NIM ปรับลดลงต่อเนื่อง โดยประเมิน กนง.จะลดดอกเบี้ยปีนี้ 1 ครั้ง 0.25% ในเดือน ธ.ค.”
ทั้งนี้ คาดการณ์รายได้ค่าธรรมเนียมไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 51,000 ล้านบาท เติบโต 7.7% YOY และ 3% QOQ จากไตรมาส 3 อยู่ที่ 49,500 ล้านบาท เติบโต 3% YOY และ 4% QOQ ซึ่งยังไม่รวมการดำเนินการเรื่องไอพีโอ ซึ่งในภาวะที่ตลาดหุ้นฟื้นตัวคาดว่าไอพีโอจะกลับมาคึกคัก หนุนรายได้ฝั่ง Investment Banking เพิ่มเติม

ส่วนสถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ช่วงไตรมาส 4 คาดปรับเพิ่มขึ้น 3% QOQ ขยับขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 3 ที่คาดปรับเพิ่มขึ้น 2% QOQ แต่ยังไม่น่ากังวล ส่วน NPL Ratio สิ้นปีจะอยู่ที่ 3.9% จากสิ้นปีที่แล้วอยู่ที่ 3.6% โดยเซ็กเมนต์รถยนต์ที่มีปัญหา NPL ปีนี้ยังขาดทุนรถยึดจากผลกระทบที่มีการปล่อยสินเชื่อเมื่อปี 2565-2566 แต่จากปี 2567 ที่แบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อและคาดยอดขายรถยนต์ใหม่ปีนี้จะหดตัว 20% ทำให้สถานการณ์ในปี 2568 แบงก์จะเริ่มขาดทุนจากส่วนนี้ลดลง
“ปี’68 ดอกเบี้ยจะเป็นธีมหลักของทั่วโลกที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะฉะนั้นคาดว่าสินเชื่อรถยนต์ใกล้ถึงจุดต่ำสุด ส่วนสินเชื่อบ้านยังเป็นอาการป่วยเรื้อรัง ไม่แย่ถึงที่สุด แต่ไม่ฟื้นง่าย ๆ”
นายธนเดชกล่าวว่ากลุ่มแบงก์กำลังเข้าสู่ยุคของการเติบโตปานกลาง โดยคาดกำไรแบงก์จะเติบโตเฉลี่ยแค่ระดับ 5% ในช่วง 3 ปีจากนี้ (ปี 2567-2569) โดยสินเชื่อจะโตแค่ระดับ 1-2% เพราะ 1.เศรษฐกิจไม่โต 2.ปัญหาการเงินยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา ยกเว้นรัฐบาลจะมีวิธีการยกเอาหนี้ที่มีปัญหาออกไป และ 3.NIM ยังลดลง จึงไม่คุ้มเสี่ยงที่จะปล่อยกู้ ดังนั้น ตัวแปรหลักคือรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจะมาทดแทนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ทิศทางดอกเบี้ยขาลงจะหนุนพอร์ตลงทุน และการตั้งสำรองหนี้ลดลงจากแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ
“การเติบโตของแบงก์จากนี้ไป จะไม่ได้มาจากฝั่งรายได้ดอกเบี้ยแล้ว แต่จะมาจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย จากการลงทุน จากค่าธรรมเนียม และสำรองหนี้ที่ลดลง จากการควบคุมพอร์ตสินเชื่อ”
อย่างไรก็ตาม คงน้ำหนักการลงทุนหุ้นแบงก์ “เท่ากับตลาด” แม้อัตราการเติบโตของกำไรไม่โดดเด่น แต่พื้นฐานของแบงก์ไทยยังแข็งแกร่ง จากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง และมูลค่าหุ้น (Valuation) ไม่แพง และโชคดีเป็นเป้าหมายลงทุนของ VAYU1 ซึ่งเชื่อว่าช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงของราคาและตลาดหุ้นไปได้จนถึงไตรมาส 1/2568
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KBANK กล่าวว่า ภาพรวมสินเชื่อของธนาคารปีนี้น่าจะทรงตัว คงโตไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 3-5% เนื่องจากลูกค้าระมัดระวังในการกู้ยืม และแบงก์เองก็ต้องประคองตัวให้ผ่านพ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCBX) กล่าวว่า ปีนี้ธุรกิจของเอสซีบี เอกซ์ คงมีทิศทางเดียวกับอุตสาหกรรมธนาคาร คงไม่ได้แตกต่างกัน โดยธุรกิจที่ยังสามารถขยายตัวได้ดี จะเป็นในส่วนของบริษัท อบาคัส ดิจิทัล จำกัด และบริษัท มันนิกซ์ จำกัด ซึ่งปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์และสินเชื่อดิจิทัล แต่พอร์ตสินเชื่อยังมีขนาดค่อนข้างเล็ก