เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สทนช.เร่งพร่องน้ำรับฝน 4-7 ต.ค. ทุ่งเจ้าพระยารับน้ำแล้ว 69%
Economic สทนช.เร่งพร่องน้ำรับฝน 4-7 ต.ค. ทุ่งเจ้าพระยารับน้ำแล้ว 69%
SEALECT ดึง “Butterbear” เจาะแฟนด้อม ทุ่มงบกว่า 10 ล้าน ดันยอดขาย-ฐานลูกค้าโต 13%
Business SEALECT ดึง “Butterbear” เจาะแฟนด้อม ทุ่มงบกว่า 10 ล้าน ดันยอดขาย-ฐานลูกค้าโต 13%
น้ำท่วมกระทบเกษตร 1.52 ล้านไร่ เกษตรฯ ตั้งแนวรับฝนรอบใหม่-เร่งแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด
Economic น้ำท่วมกระทบเกษตร 1.52 ล้านไร่ เกษตรฯ ตั้งแนวรับฝนรอบใหม่-เร่งแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด
“ศุภจี” เช็กสต๊อก CP All ยันสินค้าพอ ตั้ง War Room เร่งกระจายทั่วพื้นที่น้ำท่วม คุมเข้มราคาสินค้าจำเป็น
Economic “ศุภจี” เช็กสต๊อก CP All ยันสินค้าพอ ตั้ง War Room เร่งกระจายทั่วพื้นที่น้ำท่วม คุมเข้มราคาสินค้าจำเป็น
กทม.เปิดเยียวยาน้ำท่วม 2 ระบบ ยื่นออนไลน์แอพพ์ “ทางรัฐ–กทม.”
News กทม.เปิดเยียวยาน้ำท่วม 2 ระบบ ยื่นออนไลน์แอพพ์ “ทางรัฐ–กทม.”
เกษตรฯ เตรียมรับฝนหนัก 4-7 และ 9-12 ต.ค. แบ่ง 4 พื้นที่เสี่ยง ระดมเรือ-เครื่องสูบน้ำสแตนด์บาย 24 ชม.
Economic เกษตรฯ เตรียมรับฝนหนัก 4-7 และ 9-12 ต.ค. แบ่ง 4 พื้นที่เสี่ยง ระดมเรือ-เครื่องสูบน้ำสแตนด์บาย 24 ชม.
“ศุภจี” ส่งถุงยังชีพ 2,000 ชุดช่วยน้ำท่วมปราจีนบุรี เร่งคุมสินค้า–ราคา เตรียม “ธงฟ้า” ฟื้นฟูหลังน้ำลด
Economic “ศุภจี” ส่งถุงยังชีพ 2,000 ชุดช่วยน้ำท่วมปราจีนบุรี เร่งคุมสินค้า–ราคา เตรียม “ธงฟ้า” ฟื้นฟูหลังน้ำลด
กทม.เร่งสูบน้ำ “ฝั่งตะวันออก” โยกเครื่องช่วย“ลาดกระบัง” พร่องแก้มลิงรับฝนระลอกใหม่
News กทม.เร่งสูบน้ำ “ฝั่งตะวันออก” โยกเครื่องช่วย“ลาดกระบัง” พร่องแก้มลิงรับฝนระลอกใหม่
มิตซูบิชิ ปาเจโร เนียน นุ่ม แรง หรู
Automotive มิตซูบิชิ ปาเจโร เนียน นุ่ม แรง หรู
“แมคโดนัลด์” เปิดธุรกิจโฆษณา ต่อยอด 1.4 หมื่นสาขาสู่ช่องทางสื่อ
Business “แมคโดนัลด์” เปิดธุรกิจโฆษณา ต่อยอด 1.4 หมื่นสาขาสู่ช่องทางสื่อ
ดูทั้งหมด

ตลาดทุน-แบงก์หนุนรื้อภาษี นายกฯการันตีไม่ขึ้น VAT 15%

07 ธ.ค. 2567 | 07:02น.

แผนปฏิรูปภาษีมีทั้งขาขึ้นขาลดร้อนฉ่า นายกฯการันตีไม่ขึ้น VAT เป็น 15% ตลาดเงิน-ตลาดทุนหนุนขยับโครงสร้างครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 85 ปี คลังแย้มตัวเลขขึ้น VAT แค่ 1% รายได้เพิ่ม 7 หมื่นล้าน สมาคมธนาคารชี้หมดทางเลี่ยงขึ้นภาษี ให้รัฐมีรายได้ลงทุน-แก้งบฯขาดดุล สภาธุรกิจตลาดทุนแนะเก็บมูลค่าเพิ่ม 2 อัตรา แบ่งสินค้าฟุ่มเฟือย/จำเป็น คาดเก็บภาษีมั่งคั่ง-รีดกำไรขายหุ้น ตลาดหายวับ 50% หอการค้า-สภาอุตฯ-อสังหาฯวอนเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นขออย่าเพิ่งแตะ VAT

“ตลาดทุน-แบงก์” หนุนรื้อภาษี

หลังจากนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมทั้งปลัดกระทรวงการคลัง ส่งสัญญาณว่า กระทรวงการคลังกำลังทำการศึกษาแนวทางปฏิรูปการจัดเก็บภาษีใหม่ทั้ง 3 ประเภทคือ 1.การเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ (Global Minimum Tax) ที่อัตรา 15% ตามหลักการขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งอัตราการจัดเก็บต้องลดลงจากปัจจุบันที่ 20%

2.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งหลายประเทศส่วนใหญ่จะจัดเก็บภาษีเงินได้อยู่ที่ 17-18% และต่ำที่สุดที่ 15% และ 3.เพิ่มภาษีบริโภค หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งเป็นฐานภาษีใหญ่ ปัจจุบันคงอัตรา 7% จากอัตราที่กฎหมายกำหนด 10% ขณะที่อัตราเฉลี่ยทั่วโลก 15-25% โดยจีนจัดเก็บที่ 19% สิงคโปร์ 9% และหลายประเทศในยุโรปอยู่ที่ 20%

นายกฯยันไม่ปรับ VAT 15%

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ชี้แจงแนวความคิดการขึ้นภาษี (VAT ว่า จากข้อกังวลใจของพี่น้องประชาชน ต่อเรื่อง VAT15% วันนี้ได้พูดคุยหารือในประเด็นดังกล่าว กับท่านรองนายกรัฐมนตรี พิชัย ร่วมกับคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อความชัดเจน ขอสรุปเพื่อชี้แจงต่อพี่น้องประชาชน

1. ไม่มีการปรับ VAT เป็น 15%

2. กระทรวงการคลัง กำลังศึกษาการปรับโครงสร้างภาษี ซึ่งต้องมองทั้งระบบให้ครบทุกมิติและเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

3. การปรับโครงสร้างภาษีของประเทศอื่นๆ ใช้เวลาศึกษาและปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป บางประเทศใช้เวลาปรับเปลี่ยนกว่า 10 ปี

4. นโยบายหลักของรัฐบาล คือการลดรายจ่ายของประชาชน ลดรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการหาโอกาสจากการสร้างรายได้ใหม่ให้ประชาชน ทั้งหมดนี้ เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนคนไทย

นายกฯ ยืนยันว่า ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า การทำงานของรัฐบาล เราดำเนินการด้วยความรัดกุม รับฟังทุกภาคส่วน และยึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยของเราทุกคน

ต้องปฏิรูปภาษีใหญ่รอบ 85 ปี

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษี ที่ผ่านมานักการเมืองและรัฐบาลไม่มีใครกล้าแตะจุดนี้มาก เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อคะแนนเสียง ในขณะที่กฎหมายประมวลรัษฎากร บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2482 มีอายุ 85 ปี ที่ผ่านมาเป็นการแก้ไขแบบปะผุเท่านั้น ไม่เคยปฏิรูปสำเร็จ

ปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนจีดีพีต่อภาษีอยู่ที่ราว 16% ต่อเนื่องเกือบ 20 ปี ขณะที่ VAT จัดเก็บ 7% ตั้งแต่ปี’40 จนถึงวันนี้ 28 ปี

“เรามีรายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกวัน เผชิญปัญหากับปัญหาสังคมสูงวัยและอื่น ๆ ผมยังคิดไม่ออกเลยถ้าไม่เพิ่มภาษีหรือหารายได้เพิ่ม เราจะทำอย่างไร”

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์กล่าวว่า คนไทยไม่อยากเสียภาษี เพราะคิดว่าภาษีไม่เป็นธรรม แต่เราสามารถออกแบบภาษีแต่ละประเภทให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบุคคลแต่ละระดับและภาคธุรกิจได้ โดยรัฐจำเป็นต้องให้ความรู้ประชาชนระหว่างผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รวมถึงมีรูปแบบหรือผลประโยชน์คืนกลับมาสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม เช่น สวัสดิการต่าง ๆ

“แน่นอนการแก้ไขมันไม่ได้เปอร์เฟ็กต์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ต้องเดินหน้า หลักการคือขยายฐานให้กว้างมากที่สุด เก็บไม่ต้องมากแต่ต้องทั่วถึง เรื่องแรกที่น่าจะต้องทำคือ ปรับปรุง VAT การเพิ่มขึ้น 1% คาดว่ารัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือและลดผลกระทบกับคนรายได้ต่ำ ด้วยการยกเว้นภาษีสินค้าบางประเภท และรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็โอน VAT คืนให้ในอัตราที่เหมาะสม”

ขึ้น VAT 1% ได้เพิ่ม 7 หมื่นล้าน

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับโครงสร้างภาษี อยู่ในช่วงศึกษา ยังไม่ได้สรุปอัตราจัดเก็บ สำหรับภาษี VAT นั้น จัดเก็บอัตราต่ำมานานที่ 7% แม้กฎหมายจะกำหนดให้เก็บได้ที่ 10% ก็ตาม ส่วนที่พูดกันถึงอัตรา 15% นั้น ก็เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างศึกษา ว่าอัตราใดจะเหมาะสม

“ภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้าปรับขึ้นจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นยอดสุทธิ หลังหักการคืนภาษีต่าง ๆ ไปแล้ว ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล ยังศึกษาอยู่ว่า ถ้าปรับเป็น 15% จะมีผลต่อรายได้ภาษีแค่ไหน” แหล่งข่าวกล่าว

สมาคมแบงก์หนุนปรับโครงสร้าง

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ในนามของสมาคมธนาคารไทย อยากจะสื่อสารว่า การขึ้นภาษีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีการปรับโครงสร้างภาษี โครงสร้างคนที่อยู่ในระบบภาษีไม่เพียงพอต่องบประมาณรายจ่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงบฯสวัสดิการ ไม่ใช่งบฯลงทุน เมื่อประเทศขาดการลงทุน การแข่งขันสู้ได้ยาก ก็ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจ

“รัฐบาลไม่มีรายได้ที่จะลงทุน ต้องตั้งงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ในนามของสมาคมธนาคารไทย อยากจะสื่อสารว่า การขึ้นภาษีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

นายผยงกล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 12 ล้านคน แต่มีคนเสียภาษี 4 ล้านคน และมีคนขอสวัสดิการของรัฐ 70 ล้านคน ยังไม่รวมแรงงานนอกระบบที่เป็นต่างด้าว

ตลาดทุนแนะเก็บ VAT 2 อัตรา

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จํากัด ในฐานะกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เห็นด้วยกับแผนการปฏิรูปโครงสร้างภาษี

เพราะมองว่ามีความจำเป็น แต่ต้องดูทั้งระบบ และดำเนินการไปพร้อมกัน ๆ เพื่อให้รัฐบาลบรรลุ 3 ข้อคือ 1.จัดเก็บภาษีได้เต็มประสิทธิภาพ 2.ช่วยให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น และ 3.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

“ช่วงเวลาที่ควรทำอาจเป็นช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีกว่านี้ ซึ่งน่าจะเอื้อในการทำสิ่งพวกนี้ และไม่มีกระแสต่อต้าน”

สำหรับกรณีการปรับขึ้น VAT ไปสู่ระดับ 15% นั้น นายไพบูลย์กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่จัดเก็บภาษี VAT ค่อนข้างต่ำ จริง ๆ ภาษีการบริโภคเป็นภาษีที่แฟร์ที่สุด ใครจ่ายซื้อของก็ต้องเสียไป แต่คอนเซ็ปต์รัฐบาลสามารถออกแบบได้หลายวิธี

“ตามที่ฟัง รมว.คลัง มีแนวคิดคือ เก็บภาษี VAT สูงขึ้น และเมื่อรัฐบาลมีรายได้เข้ามามากขึ้น ก็สามารถเอาไปจัดทำสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับคนที่มีรายได้น้อย ผมคิดว่ามี 2 แนวคิดที่สามารถดำเนินการได้คือ 1.เก็บ VAT โดยทำเป็น 2 อัตรา ซึ่งจีนหรือบางประเทศในยุโรปที่ทำกัน

กรณีเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ก็สามารถจัดเก็บภาษี VAT แพงขึ้น หรือเก็บภาษีไปได้ถึง 15% ส่วนกรณีเป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน จริง ๆ ก็อาจเก็บภาษี VAT ลดลงมาได้ เช่น เก็บภาษีแค่ 5%”

แนวทางที่ 2.คือเก็บ VAT ตามมูลค่าราคาสินค้าเกิน x บาทขึ้นไป ยกตัวอย่างสินค้าที่มีมูลค่าเกิน 10,000 บาท ก็เสียภาษีแพงขึ้นไปอีกอัตราหนึ่ง แต่ถ้าแค่ซื้อสินค้าบริโภค อาจเก็บเท่าเดิมที่ 7%

แก้ลักลั่นภาษีเงินได้บุคคล-นิติฯ

นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า ส่วนแนวคิดจะปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคลให้อยู่ในอัตราเดียวกันที่ระดับ 15% และยกเลิกอัตราขั้นบันได คงต้องออกแบบให้ดี แต่โจทย์ใหญ่วันนี้ มีความลักลั่นกันอยู่ระหว่างภาษีบุคคลธรรมดา (อัตราสูงสุดที่ 35%) กับภาษีนิติบุคคลที่เก็บอยู่ 20%

“ปัจจุบันมีความลักลั่น สมมุติเป็นเจ้าของกิจการ ก็มักให้เงินเดือนตัวเองน้อย ๆ และเอาไปเป็นกำไรบริษัทแทน เพื่อจ่ายภาษีแค่ 20% แต่แน่นอนจ่ายภาษี 20% เป็นภาษีเฉพาะกำไร แต่เวลาจะนำเงินออกมาใช้ต้องเอาเป็นเงินปันผล (Dividend) ซึ่งต้องจ่ายภาษีเงินปันผลอีก 10% และเมื่อคิดสุทธิแล้วจะจ่ายภาษีนิติบุคคลแค่ 28% แต่ภาษีบุคคลธรรมดาจ่ายสูงถึง 35% ดังนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องปรับเพื่อให้ไม่มีความลักลั่นตรงนี้”

นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าวันนี้มีความรั่วไหลเยอะ เพราะจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาไม่ได้ ปัจจุบันมีผู้ยื่นแบบ 10 ล้านคน แต่มีผู้เสียภาษีเพียง 4 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะน้อยไปมาก และถ้าไปดูคนที่จ่ายภาษีสูงสุด 35% หรือคนที่มีรายได้ต่อปีเกิน 5 ล้านบาท ไม่ถึงแสนคน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ สะท้อนว่ามีการหลบเลี่ยงภาษีกันมาก

ไม่ควรยกเลิกค่าลดหย่อน

ส่วนประเด็นที่อาจจะยกเลิกค่าลดหย่อนภาษีต่าง ๆ นายไพบูลย์กล่าวว่า ต้องระวังข้อเสียคือ อาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถผลักดันบางนโยบายที่ต้องการจะส่งเสริมได้ เช่น ลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG), กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

ก็แปลว่ารัฐบาลไม่สามารถใช้ภาษีมาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายที่ต้องการจะเห็นได้ ดังนั้น ต้องไปชั่งน้ำหนักดูว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม แต่ในมุมส่วนตัวมองว่ายังมีความจำเป็นอยู่ในการเก็บไว้ในบางเรื่องที่รัฐบาลยังอยากจะผลักดัน

เก็บภาษีกำไรขายหุ้นกระทบตลาด

ส่วนการจะจัดเก็บภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) ของคนรวย รวมถึงภาษีกำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain Tax) นั้น นายไพบูลย์กล่าวว่า ต้องดูว่าวันนี้ตลาดทุนไทยแข็งแรงพอหรือยัง ซึ่งหากเก็บภาษีจริงรัฐบาลได้เงินเพิ่มแน่นอน

แต่วันนี้ขนาดยังไม่เก็บภาษี สภาพตลาดทุนก็ยังไม่ได้เป็นตลาดที่เฟื่องฟูมาก หรือเป็นตลาดทุนที่ทุกคนได้กำไรสูงมาก และจริง ๆ ถ้าลงทุนมา 10 ปี ขาดทุนกันถ้วนหน้า นักลงทุนต่างชาติก็ขายหุ้นไทยออกไปตลอด ทั้งนี้ เชื่อว่าถ้าเก็บ สภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยจะหายไปอีกครึ่งหนึ่งจากในปัจจุบัน

“ผมอยากให้นโยบายรัฐบาลไม่ย้อนแย้งกัน วันนี้รัฐบาลอยากเป็น Financial Hub จึงเป็นที่มาการลดภาษีบุคคลธรรมดา-นิติบุคคล เพื่อให้มีความทัดเทียม แต่ถ้าไปเก็บ Capital Gain Tax เรื่องผลักดัน Financial Hub ก็จบเลย”

เศรษฐกิจยังไม่ดีอย่าเพิ่งขึ้น VAT

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าตามกฎหมายจะกำหนดให้อัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ไม่ดีนัก มุมมองเอกชนเห็นว่า รัฐบาลควรจะคง VAT ไว้ที่ 7% และรัฐบาลยังมีช่องว่างที่จะสามารถจัดเก็บรายได้จากคนที่อยู่นอกระบบภาษีได้ ซึ่งรัฐบาลควรจะต้องเร่งมาตรการดึงบุคคลเหล่านั้นเข้ามาในระบบภาษีให้ได้

สภาอุตฯเห็นด้วยขยายฐานภาษี

นายทวี ปิยะพัฒนา รองประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เอกชนเห็นด้วยที่รัฐจะมีการปรับโครงสร้างภาษี ในนามของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กกร.มีการเสนอให้รัฐบาลพิจารณาอย่างจริงจังมานานแล้ว คนไทยยื่นเสียภาษีประมาณ 10 ล้านคน

แต่เสียภาษีจริงประมาณ 4 ล้านคน ดังนั้น อีก 6 ล้านคนควรไปดูว่าหายไปไหน และคนที่ยังไม่ยื่น ยังไม่เข้าระบบ จะดึงเข้ามาได้อย่างไร อย่างไรก็ดี ในเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการขึ้นภาษี VAT

หวั่นผู้ประกอบการเลี่ยงเข้าระบบ

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า การปรับขึ้น VAT เป็น 10% หรือ 15 % สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารอย่างมาก โดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาอาหาร และอาจทำให้ลูกค้าลังเลที่จะใช้บริการ ส่งผลต่อเนื่องไปยังความอยู่รอดของกิจการ

นอกจากนี้ รัฐอาจต้องเผชิญความท้าทายสูงในการดึงร้านอาหารรายย่อยเข้าระบบ เพราะปัจจุบันที่ VAT 7% ร้านอาหารรายเล็ก-รายย่อยต่างเลี่ยงไม่เข้าระบบ โดยไม่บวก VAT เนื่องจากกลัวลูกค้าหาย อย่างร้านปิ้งย่างราคา 700 บาท หากบวก VAT 7% บวกเซอร์วิสชาร์จอีก 10% ราคาจะเป็นเกือบ 900 บาท ดังนั้น หากจะขึ้น VAT เป็น 10% ยิ่งจูงใจให้เข้าระบบได้ลำบาก

ขึ้น VAT หวั่นเลี่ยงภาษี

ด้านนางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เบื้องต้นอาจเกิดผลกระทบกับทั้งฝั่งผู้บริโภคซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และผู้ประกอบการที่บางรายอาจไม่สามารถบาลานซ์ VAT ฝั่งซื้อวัตถุดิบกับฝั่งการขายสินค้าออกไปได้ ทำให้มีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น จนไม่เพียงเกิดการชะลอตัวของการจับจ่าย แต่อาจนำไปสู่ความพยายามเลี่ยงภาษีด้วย

ดังนั้น ภาครัฐควรเน้นย้ำประโยชน์ที่ชัดเจน-จับต้องได้ของการปรับขึ้นภาษีครั้งนี้ ที่มากกว่าการชดเชยภายหลัง และการลดภาษีรายได้นิติบุคคลจาก 20% เป็น 15% โดยอาจมีเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อภาพรวมอย่างการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับสินค้า-บริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อจูงใจทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

ควรรอจังหวะอีก 2-3 ปี

นายอธิพล ตีระสงกรานต์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด กล่าวว่า แม้จะเห็นด้วยกับการปรับขึ้นภาษี VAT เพื่อเพิ่มรายได้ภาครัฐ แต่อาจต้องรอจังหวะเวลาอีก 2-3 ปี เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ส่วนการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 20% เป็น 15% นั้น เชื่อว่าจะช่วยลดภาระให้ภาคธุรกิจได้

ปั๊มจีดีพี 4-5% แลกเพิ่ม VAT

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า การขึ้นภาษี VAT จะเป็นการซ้ำเติมวิกฤตประชาชนให้เป็นวิกฤตซ้ำซ้อน จะมีปัญหาของแพง เงินเฟ้อ ไม่ได้คัดค้านการขึ้นภาษี แต่เวลาที่เหมาะสมควรจะต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน

อย่างน้อยที่สุด รัฐบาลควรจะต้องบริหารจัดการเศรษฐกิจประเทศให้จีดีพีเติบโต 4-5% ขึ้นไป ซึ่งเป็นตัวเลขจีดีพีที่ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการสามารถลืมตาอ้าปากได้ และน่าจะเต็มใจที่จะจ่ายภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

นายสุนทรกล่าวว่า แนวคิดในการจัดเก็บภาษีมั่งคั่งหรือ Wealth Tax ที่มีแนวทางจะเพิ่มการจัดเก็บจากผู้มีบ้าน ที่ดิน รถยนต์ เงินฝาก และกำไรจากการขายหุ้นนั้น กลุ่มผู้มั่งคั่งอย่างแท้จริง มีความได้เปรียบในด้านเงินทุนและเป็นผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ จึงเห็นด้วยที่จะมีการเพิ่มการจัดเก็บภาษีในกลุ่มนี้ โดยสามารถโฟกัสกลุ่มลูกค้าเวลท์ของสถาบันการเงิน กลุ่มลูกค้าบริษัทหลักทรัพย์

อีกกลุ่มประชาชนรากหญ้าหาเช้ากินค่ำ ผู้ประกอบการรายกลาง-รายเล็ก ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ มีปัญหาหนี้สิน ขาดสภาพคล่อง ไม่มีแหล่งเงินทุนมาต่อยอดกิจการ ไม่ควรจัดเข้าไปอยู่ในกลุ่ม Wealth

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงการคลัง ภาษี แวต