Skip to content

ตลาดทุน-แบงก์หนุนรื้อภาษี นายกฯการันตีไม่ขึ้น VAT 15%

07 ธ.ค. 2567 | 07:02น.
ตลาดทุน-แบงก์หนุนรื้อภาษี นายกฯการันตีไม่ขึ้น VAT 15%

แผนปฏิรูปภาษีมีทั้งขาขึ้นขาลดร้อนฉ่า นายกฯการันตีไม่ขึ้น VAT เป็น 15% ตลาดเงิน-ตลาดทุนหนุนขยับโครงสร้างครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 85 ปี คลังแย้มตัวเลขขึ้น VAT แค่ 1% รายได้เพิ่ม 7 หมื่นล้าน สมาคมธนาคารชี้หมดทางเลี่ยงขึ้นภาษี ให้รัฐมีรายได้ลงทุน-แก้งบฯขาดดุล สภาธุรกิจตลาดทุนแนะเก็บมูลค่าเพิ่ม 2 อัตรา แบ่งสินค้าฟุ่มเฟือย/จำเป็น คาดเก็บภาษีมั่งคั่ง-รีดกำไรขายหุ้น ตลาดหายวับ 50% หอการค้า-สภาอุตฯ-อสังหาฯวอนเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นขออย่าเพิ่งแตะ VAT

“ตลาดทุน-แบงก์” หนุนรื้อภาษี

หลังจากนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมทั้งปลัดกระทรวงการคลัง ส่งสัญญาณว่า กระทรวงการคลังกำลังทำการศึกษาแนวทางปฏิรูปการจัดเก็บภาษีใหม่ทั้ง 3 ประเภทคือ 1.การเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ (Global Minimum Tax) ที่อัตรา 15% ตามหลักการขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งอัตราการจัดเก็บต้องลดลงจากปัจจุบันที่ 20%

2.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งหลายประเทศส่วนใหญ่จะจัดเก็บภาษีเงินได้อยู่ที่ 17-18% และต่ำที่สุดที่ 15% และ 3.เพิ่มภาษีบริโภค หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งเป็นฐานภาษีใหญ่ ปัจจุบันคงอัตรา 7% จากอัตราที่กฎหมายกำหนด 10% ขณะที่อัตราเฉลี่ยทั่วโลก 15-25% โดยจีนจัดเก็บที่ 19% สิงคโปร์ 9% และหลายประเทศในยุโรปอยู่ที่ 20%

นายกฯยันไม่ปรับ VAT 15%

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ชี้แจงแนวความคิดการขึ้นภาษี (VAT ว่า จากข้อกังวลใจของพี่น้องประชาชน ต่อเรื่อง VAT15% วันนี้ได้พูดคุยหารือในประเด็นดังกล่าว กับท่านรองนายกรัฐมนตรี พิชัย ร่วมกับคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อความชัดเจน ขอสรุปเพื่อชี้แจงต่อพี่น้องประชาชน

1. ไม่มีการปรับ VAT เป็น 15%

2. กระทรวงการคลัง กำลังศึกษาการปรับโครงสร้างภาษี ซึ่งต้องมองทั้งระบบให้ครบทุกมิติและเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

3. การปรับโครงสร้างภาษีของประเทศอื่นๆ ใช้เวลาศึกษาและปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป บางประเทศใช้เวลาปรับเปลี่ยนกว่า 10 ปี

4. นโยบายหลักของรัฐบาล คือการลดรายจ่ายของประชาชน ลดรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการหาโอกาสจากการสร้างรายได้ใหม่ให้ประชาชน ทั้งหมดนี้ เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนคนไทย

นายกฯ ยืนยันว่า ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า การทำงานของรัฐบาล เราดำเนินการด้วยความรัดกุม รับฟังทุกภาคส่วน และยึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยของเราทุกคน

ต้องปฏิรูปภาษีใหญ่รอบ 85 ปี

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษี ที่ผ่านมานักการเมืองและรัฐบาลไม่มีใครกล้าแตะจุดนี้มาก เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อคะแนนเสียง ในขณะที่กฎหมายประมวลรัษฎากร บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2482 มีอายุ 85 ปี ที่ผ่านมาเป็นการแก้ไขแบบปะผุเท่านั้น ไม่เคยปฏิรูปสำเร็จ

ปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนจีดีพีต่อภาษีอยู่ที่ราว 16% ต่อเนื่องเกือบ 20 ปี ขณะที่ VAT จัดเก็บ 7% ตั้งแต่ปี’40 จนถึงวันนี้ 28 ปี

“เรามีรายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกวัน เผชิญปัญหากับปัญหาสังคมสูงวัยและอื่น ๆ ผมยังคิดไม่ออกเลยถ้าไม่เพิ่มภาษีหรือหารายได้เพิ่ม เราจะทำอย่างไร”

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์กล่าวว่า คนไทยไม่อยากเสียภาษี เพราะคิดว่าภาษีไม่เป็นธรรม แต่เราสามารถออกแบบภาษีแต่ละประเภทให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบุคคลแต่ละระดับและภาคธุรกิจได้ โดยรัฐจำเป็นต้องให้ความรู้ประชาชนระหว่างผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รวมถึงมีรูปแบบหรือผลประโยชน์คืนกลับมาสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม เช่น สวัสดิการต่าง ๆ

“แน่นอนการแก้ไขมันไม่ได้เปอร์เฟ็กต์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ต้องเดินหน้า หลักการคือขยายฐานให้กว้างมากที่สุด เก็บไม่ต้องมากแต่ต้องทั่วถึง เรื่องแรกที่น่าจะต้องทำคือ ปรับปรุง VAT การเพิ่มขึ้น 1% คาดว่ารัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือและลดผลกระทบกับคนรายได้ต่ำ ด้วยการยกเว้นภาษีสินค้าบางประเภท และรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็โอน VAT คืนให้ในอัตราที่เหมาะสม”

ขึ้น VAT 1% ได้เพิ่ม 7 หมื่นล้าน

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับโครงสร้างภาษี อยู่ในช่วงศึกษา ยังไม่ได้สรุปอัตราจัดเก็บ สำหรับภาษี VAT นั้น จัดเก็บอัตราต่ำมานานที่ 7% แม้กฎหมายจะกำหนดให้เก็บได้ที่ 10% ก็ตาม ส่วนที่พูดกันถึงอัตรา 15% นั้น ก็เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างศึกษา ว่าอัตราใดจะเหมาะสม

“ภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้าปรับขึ้นจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นยอดสุทธิ หลังหักการคืนภาษีต่าง ๆ ไปแล้ว ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล ยังศึกษาอยู่ว่า ถ้าปรับเป็น 15% จะมีผลต่อรายได้ภาษีแค่ไหน” แหล่งข่าวกล่าว

สมาคมแบงก์หนุนปรับโครงสร้าง

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ในนามของสมาคมธนาคารไทย อยากจะสื่อสารว่า การขึ้นภาษีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีการปรับโครงสร้างภาษี โครงสร้างคนที่อยู่ในระบบภาษีไม่เพียงพอต่องบประมาณรายจ่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงบฯสวัสดิการ ไม่ใช่งบฯลงทุน เมื่อประเทศขาดการลงทุน การแข่งขันสู้ได้ยาก ก็ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจ

“รัฐบาลไม่มีรายได้ที่จะลงทุน ต้องตั้งงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ในนามของสมาคมธนาคารไทย อยากจะสื่อสารว่า การขึ้นภาษีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

นายผยงกล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 12 ล้านคน แต่มีคนเสียภาษี 4 ล้านคน และมีคนขอสวัสดิการของรัฐ 70 ล้านคน ยังไม่รวมแรงงานนอกระบบที่เป็นต่างด้าว

ตลาดทุนแนะเก็บ VAT 2 อัตรา

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จํากัด ในฐานะกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เห็นด้วยกับแผนการปฏิรูปโครงสร้างภาษี

เพราะมองว่ามีความจำเป็น แต่ต้องดูทั้งระบบ และดำเนินการไปพร้อมกัน ๆ เพื่อให้รัฐบาลบรรลุ 3 ข้อคือ 1.จัดเก็บภาษีได้เต็มประสิทธิภาพ 2.ช่วยให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น และ 3.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

“ช่วงเวลาที่ควรทำอาจเป็นช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีกว่านี้ ซึ่งน่าจะเอื้อในการทำสิ่งพวกนี้ และไม่มีกระแสต่อต้าน”

สำหรับกรณีการปรับขึ้น VAT ไปสู่ระดับ 15% นั้น นายไพบูลย์กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่จัดเก็บภาษี VAT ค่อนข้างต่ำ จริง ๆ ภาษีการบริโภคเป็นภาษีที่แฟร์ที่สุด ใครจ่ายซื้อของก็ต้องเสียไป แต่คอนเซ็ปต์รัฐบาลสามารถออกแบบได้หลายวิธี

“ตามที่ฟัง รมว.คลัง มีแนวคิดคือ เก็บภาษี VAT สูงขึ้น และเมื่อรัฐบาลมีรายได้เข้ามามากขึ้น ก็สามารถเอาไปจัดทำสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับคนที่มีรายได้น้อย ผมคิดว่ามี 2 แนวคิดที่สามารถดำเนินการได้คือ 1.เก็บ VAT โดยทำเป็น 2 อัตรา ซึ่งจีนหรือบางประเทศในยุโรปที่ทำกัน

กรณีเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ก็สามารถจัดเก็บภาษี VAT แพงขึ้น หรือเก็บภาษีไปได้ถึง 15% ส่วนกรณีเป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน จริง ๆ ก็อาจเก็บภาษี VAT ลดลงมาได้ เช่น เก็บภาษีแค่ 5%”

แนวทางที่ 2.คือเก็บ VAT ตามมูลค่าราคาสินค้าเกิน x บาทขึ้นไป ยกตัวอย่างสินค้าที่มีมูลค่าเกิน 10,000 บาท ก็เสียภาษีแพงขึ้นไปอีกอัตราหนึ่ง แต่ถ้าแค่ซื้อสินค้าบริโภค อาจเก็บเท่าเดิมที่ 7%

แก้ลักลั่นภาษีเงินได้บุคคล-นิติฯ

นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า ส่วนแนวคิดจะปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคลให้อยู่ในอัตราเดียวกันที่ระดับ 15% และยกเลิกอัตราขั้นบันได คงต้องออกแบบให้ดี แต่โจทย์ใหญ่วันนี้ มีความลักลั่นกันอยู่ระหว่างภาษีบุคคลธรรมดา (อัตราสูงสุดที่ 35%) กับภาษีนิติบุคคลที่เก็บอยู่ 20%

“ปัจจุบันมีความลักลั่น สมมุติเป็นเจ้าของกิจการ ก็มักให้เงินเดือนตัวเองน้อย ๆ และเอาไปเป็นกำไรบริษัทแทน เพื่อจ่ายภาษีแค่ 20% แต่แน่นอนจ่ายภาษี 20% เป็นภาษีเฉพาะกำไร แต่เวลาจะนำเงินออกมาใช้ต้องเอาเป็นเงินปันผล (Dividend) ซึ่งต้องจ่ายภาษีเงินปันผลอีก 10% และเมื่อคิดสุทธิแล้วจะจ่ายภาษีนิติบุคคลแค่ 28% แต่ภาษีบุคคลธรรมดาจ่ายสูงถึง 35% ดังนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องปรับเพื่อให้ไม่มีความลักลั่นตรงนี้”

นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าวันนี้มีความรั่วไหลเยอะ เพราะจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาไม่ได้ ปัจจุบันมีผู้ยื่นแบบ 10 ล้านคน แต่มีผู้เสียภาษีเพียง 4 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะน้อยไปมาก และถ้าไปดูคนที่จ่ายภาษีสูงสุด 35% หรือคนที่มีรายได้ต่อปีเกิน 5 ล้านบาท ไม่ถึงแสนคน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ สะท้อนว่ามีการหลบเลี่ยงภาษีกันมาก

ไม่ควรยกเลิกค่าลดหย่อน

ส่วนประเด็นที่อาจจะยกเลิกค่าลดหย่อนภาษีต่าง ๆ นายไพบูลย์กล่าวว่า ต้องระวังข้อเสียคือ อาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถผลักดันบางนโยบายที่ต้องการจะส่งเสริมได้ เช่น ลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG), กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

ก็แปลว่ารัฐบาลไม่สามารถใช้ภาษีมาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายที่ต้องการจะเห็นได้ ดังนั้น ต้องไปชั่งน้ำหนักดูว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม แต่ในมุมส่วนตัวมองว่ายังมีความจำเป็นอยู่ในการเก็บไว้ในบางเรื่องที่รัฐบาลยังอยากจะผลักดัน

เก็บภาษีกำไรขายหุ้นกระทบตลาด

ส่วนการจะจัดเก็บภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) ของคนรวย รวมถึงภาษีกำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain Tax) นั้น นายไพบูลย์กล่าวว่า ต้องดูว่าวันนี้ตลาดทุนไทยแข็งแรงพอหรือยัง ซึ่งหากเก็บภาษีจริงรัฐบาลได้เงินเพิ่มแน่นอน

แต่วันนี้ขนาดยังไม่เก็บภาษี สภาพตลาดทุนก็ยังไม่ได้เป็นตลาดที่เฟื่องฟูมาก หรือเป็นตลาดทุนที่ทุกคนได้กำไรสูงมาก และจริง ๆ ถ้าลงทุนมา 10 ปี ขาดทุนกันถ้วนหน้า นักลงทุนต่างชาติก็ขายหุ้นไทยออกไปตลอด ทั้งนี้ เชื่อว่าถ้าเก็บ สภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยจะหายไปอีกครึ่งหนึ่งจากในปัจจุบัน

“ผมอยากให้นโยบายรัฐบาลไม่ย้อนแย้งกัน วันนี้รัฐบาลอยากเป็น Financial Hub จึงเป็นที่มาการลดภาษีบุคคลธรรมดา-นิติบุคคล เพื่อให้มีความทัดเทียม แต่ถ้าไปเก็บ Capital Gain Tax เรื่องผลักดัน Financial Hub ก็จบเลย”

เศรษฐกิจยังไม่ดีอย่าเพิ่งขึ้น VAT

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าตามกฎหมายจะกำหนดให้อัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ไม่ดีนัก มุมมองเอกชนเห็นว่า รัฐบาลควรจะคง VAT ไว้ที่ 7% และรัฐบาลยังมีช่องว่างที่จะสามารถจัดเก็บรายได้จากคนที่อยู่นอกระบบภาษีได้ ซึ่งรัฐบาลควรจะต้องเร่งมาตรการดึงบุคคลเหล่านั้นเข้ามาในระบบภาษีให้ได้

สภาอุตฯเห็นด้วยขยายฐานภาษี

นายทวี ปิยะพัฒนา รองประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เอกชนเห็นด้วยที่รัฐจะมีการปรับโครงสร้างภาษี ในนามของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กกร.มีการเสนอให้รัฐบาลพิจารณาอย่างจริงจังมานานแล้ว คนไทยยื่นเสียภาษีประมาณ 10 ล้านคน

แต่เสียภาษีจริงประมาณ 4 ล้านคน ดังนั้น อีก 6 ล้านคนควรไปดูว่าหายไปไหน และคนที่ยังไม่ยื่น ยังไม่เข้าระบบ จะดึงเข้ามาได้อย่างไร อย่างไรก็ดี ในเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการขึ้นภาษี VAT

หวั่นผู้ประกอบการเลี่ยงเข้าระบบ

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า การปรับขึ้น VAT เป็น 10% หรือ 15 % สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารอย่างมาก โดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาอาหาร และอาจทำให้ลูกค้าลังเลที่จะใช้บริการ ส่งผลต่อเนื่องไปยังความอยู่รอดของกิจการ

นอกจากนี้ รัฐอาจต้องเผชิญความท้าทายสูงในการดึงร้านอาหารรายย่อยเข้าระบบ เพราะปัจจุบันที่ VAT 7% ร้านอาหารรายเล็ก-รายย่อยต่างเลี่ยงไม่เข้าระบบ โดยไม่บวก VAT เนื่องจากกลัวลูกค้าหาย อย่างร้านปิ้งย่างราคา 700 บาท หากบวก VAT 7% บวกเซอร์วิสชาร์จอีก 10% ราคาจะเป็นเกือบ 900 บาท ดังนั้น หากจะขึ้น VAT เป็น 10% ยิ่งจูงใจให้เข้าระบบได้ลำบาก

ขึ้น VAT หวั่นเลี่ยงภาษี

ด้านนางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เบื้องต้นอาจเกิดผลกระทบกับทั้งฝั่งผู้บริโภคซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และผู้ประกอบการที่บางรายอาจไม่สามารถบาลานซ์ VAT ฝั่งซื้อวัตถุดิบกับฝั่งการขายสินค้าออกไปได้ ทำให้มีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น จนไม่เพียงเกิดการชะลอตัวของการจับจ่าย แต่อาจนำไปสู่ความพยายามเลี่ยงภาษีด้วย

ดังนั้น ภาครัฐควรเน้นย้ำประโยชน์ที่ชัดเจน-จับต้องได้ของการปรับขึ้นภาษีครั้งนี้ ที่มากกว่าการชดเชยภายหลัง และการลดภาษีรายได้นิติบุคคลจาก 20% เป็น 15% โดยอาจมีเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อภาพรวมอย่างการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับสินค้า-บริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อจูงใจทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

ควรรอจังหวะอีก 2-3 ปี

นายอธิพล ตีระสงกรานต์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด กล่าวว่า แม้จะเห็นด้วยกับการปรับขึ้นภาษี VAT เพื่อเพิ่มรายได้ภาครัฐ แต่อาจต้องรอจังหวะเวลาอีก 2-3 ปี เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ส่วนการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 20% เป็น 15% นั้น เชื่อว่าจะช่วยลดภาระให้ภาคธุรกิจได้

ปั๊มจีดีพี 4-5% แลกเพิ่ม VAT

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า การขึ้นภาษี VAT จะเป็นการซ้ำเติมวิกฤตประชาชนให้เป็นวิกฤตซ้ำซ้อน จะมีปัญหาของแพง เงินเฟ้อ ไม่ได้คัดค้านการขึ้นภาษี แต่เวลาที่เหมาะสมควรจะต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน

อย่างน้อยที่สุด รัฐบาลควรจะต้องบริหารจัดการเศรษฐกิจประเทศให้จีดีพีเติบโต 4-5% ขึ้นไป ซึ่งเป็นตัวเลขจีดีพีที่ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการสามารถลืมตาอ้าปากได้ และน่าจะเต็มใจที่จะจ่ายภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

นายสุนทรกล่าวว่า แนวคิดในการจัดเก็บภาษีมั่งคั่งหรือ Wealth Tax ที่มีแนวทางจะเพิ่มการจัดเก็บจากผู้มีบ้าน ที่ดิน รถยนต์ เงินฝาก และกำไรจากการขายหุ้นนั้น กลุ่มผู้มั่งคั่งอย่างแท้จริง มีความได้เปรียบในด้านเงินทุนและเป็นผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ จึงเห็นด้วยที่จะมีการเพิ่มการจัดเก็บภาษีในกลุ่มนี้ โดยสามารถโฟกัสกลุ่มลูกค้าเวลท์ของสถาบันการเงิน กลุ่มลูกค้าบริษัทหลักทรัพย์

อีกกลุ่มประชาชนรากหญ้าหาเช้ากินค่ำ ผู้ประกอบการรายกลาง-รายเล็ก ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ มีปัญหาหนี้สิน ขาดสภาพคล่อง ไม่มีแหล่งเงินทุนมาต่อยอดกิจการ ไม่ควรจัดเข้าไปอยู่ในกลุ่ม Wealth

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงการคลัง ภาษี แวต