เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กรมโรงงานฯรับลูกคุมดาต้าฯ เข้าบัญชี 108 ต้องขอใบ รง.4-ทำอีไอเอ
Economic กรมโรงงานฯรับลูกคุมดาต้าฯ เข้าบัญชี 108 ต้องขอใบ รง.4-ทำอีไอเอ
ยื้อโยกย้ายซี 10 “คลัง” จับตาสรรพากร-ชิงสรรพสามิตเดือด
Finance ยื้อโยกย้ายซี 10 “คลัง” จับตาสรรพากร-ชิงสรรพสามิตเดือด
เศรษฐกิจโลกใกล้ถึง ‘จุดแตก’? หมดแรง ‘ดูดซับ’ ส่งออกจากจีน
World เศรษฐกิจโลกใกล้ถึง ‘จุดแตก’? หมดแรง ‘ดูดซับ’ ส่งออกจากจีน
ร้อยมรดกเมือง เชื่อมสายน้ำ ปรับโฉมเกาะรัตนโกสินทร์
Economic ร้อยมรดกเมือง เชื่อมสายน้ำ ปรับโฉมเกาะรัตนโกสินทร์
BOYY ฉลองปีที่ 20 เปิด ‘Boyyish’ ดันพอร์ตแฟชั่น มุ่งตลาดออนไลน์
Biz Movement BOYY ฉลองปีที่ 20 เปิด ‘Boyyish’ ดันพอร์ตแฟชั่น มุ่งตลาดออนไลน์
รร.ทุ่งสง ชนะประกวดหนังสั้น ‘จำได้มั้ย…แม่ชอบกินอะไร ?’
SD รร.ทุ่งสง ชนะประกวดหนังสั้น ‘จำได้มั้ย…แม่ชอบกินอะไร ?’
ชัดแล้ว! กกต.จ่อแถลงผล “คดีฮั้ว สว.” 229 คน พรุ่งนี้
Politics ชัดแล้ว! กกต.จ่อแถลงผล “คดีฮั้ว สว.” 229 คน พรุ่งนี้
GEELY STARRAY EM-R คันใหญ่ นั่งสบาย ถูกใจสาย ‘คุ้มค่า’
Automotive GEELY STARRAY EM-R คันใหญ่ นั่งสบาย ถูกใจสาย ‘คุ้มค่า’
โพลชี้ ‘ม็อบ‘ การเมืองตอนนี้ยังไม่ใช่คำตอบ เศรษฐกิจ-คดีฮั้ว สว.สะสมแรงกดดัน
Politics โพลชี้ ‘ม็อบ‘ การเมืองตอนนี้ยังไม่ใช่คำตอบ เศรษฐกิจ-คดีฮั้ว สว.สะสมแรงกดดัน
พยากรณ์อากาศ 7 วัน (12 – 18 ก.ย. 69) มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักมากบางแห่ง กทม. 60-80%
News พยากรณ์อากาศ 7 วัน (12 – 18 ก.ย. 69) มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักมากบางแห่ง กทม. 60-80%
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ ชี้ 2567 ปีแห่งการติดดอย หุ้นไทยคอร์เนอร์แตก ฉุดซื้อขายซบเซา

29 ธ.ค. 2567 | 09:54น.
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ ชี้ 2567 ปีแห่งการติดหุ้น นักลงทุนแทบทุกกลุ่ม “ติดดอย” หุ้นไทยคอร์เนอร์แตก ราคาดิ่งเร็ว ขายออกไม่ทัน สร้างความเจ็บปวดให้กับนักลงทุน ฉุดปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันซบเซาหนัก

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) เปิดเผยว่า พอถึงสิ้นปี ก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีการประเมินผลตอบแทนการลงทุนของตลาดหุ้น และปรากฎการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างปีเพื่อที่จะเก็บไว้เป็นบทเรียนของปีต่อไปและอนาคต

ปี 2024 หรือปี 2567 ที่กำลังจะผ่านไปในอีกเพียง 1 วันทำการนั้น ดัชนีตลาดหุ้นปิดที่ 1,402 จุด จากสิ้นปีที่แล้วที่ 1,416 จุด เท่ากับว่าติดลบประมาณ 1% หรือพูดง่าย ๆ ว่า “เสมอตัว” และเป็นอีกปีหนึ่งที่ “สูญหายไป” หลังจากที่ปี 2566 ตลาดหุ้นไทยก็ติดลบไปประมาณ 15% และทั้งสองปีก็เป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยเกือบจะ “แย่ที่สุดในโลก” เพราะตลาดหุ้นทั่วโลกต่างก็ทำผลตอบแทนที่ดีกันทั่วหน้าในระดับ “เลขสองหลัก”

และนั่นก็ทำให้ตลาดหุ้นไทยเป็น “Lost Decade” หรือ “ทศวรรษที่หายไป” คือเป็นตลาดหุ้นที่ไม่ให้ผลตอบแทนเลยในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา “อย่างเป็นทางการ” เพราะดัชนีตลาดหุ้นไทยเมื่อสิ้นปี 2014 (ปี 2557) อยู่ที่ 1,498 จุด สูงกว่าดัชนีในวันนี้ทั้งที่ผ่านมาแล้ว 10 ปีเต็ม

ปี 2024 นั้น มองในภาพใหญ่ก็คือ เศรษฐกิจไม่ได้ฟื้นตัวต่อจากปี 2023 (ปี 2566) ที่เป็นปีที่เศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 อัตราการเติบโตของ GDP ต่ำกว่า 3% ต่อปี และดูเหมือนว่านี่จะเป็น “อัตราปกติใหม่” หรือ “New Normal” ของเศรษฐกิจไทย คือปี 2025 (ปี 2568) และปีต่อ ๆ ไปเศรษฐกิจไทยก็อาจจะโตประมาณ 3% บวกลบ และเป็นประเทศที่ “เศรษฐกิจโตช้า” อย่าง “ถาวร” คล้าย ๆ กับประเทศพัฒนาแล้ว ทั้ง ๆ ที่เราเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เคยโตเร็วมากในระดับ 5-7% ในช่วง 20-30 ปีก่อน

ดัชนีตลาดหุ้นปี 2024 ที่ดูเหมือนว่า “ทรงตัว” นั้น มองลึกลงไปก็พบว่าไม่ได้เกิดขึ้นกับหุ้นทุกตัวอย่างสม่ำเสมอ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ มีหุ้นขนาดใหญ่มากเพียงไม่กี่ตัวที่มีราคาเพิ่มขึ้นมากและส่งผลต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้เพิ่มขึ้นในระดับไม่น้อยกว่า 6-7% ขึ้นไป โดยการขึ้นของราคาหุ้นนั้นอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากพื้นฐานของกิจการ แต่น่าจะเป็นปรากฎการณ์ที่เรียกว่าหุ้นถูก “Corner” คือหุ้นที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ต่ำกว่าปกติ ในขณะที่ความต้องการซื้อที่ไม่ได้อิงกับพื้นฐานทางธุรกิจของหุ้นมีมากกว่า ทำให้หุ้นปรับตัวขึ้น “มโหฬาร” ขนาดที่ทำให้ค่า PE สูงขึ้นในระดับเกือบ 100 เท่า แทนที่จะเป็น 10-20 เท่า อย่างที่ควรเป็น

ส่วนหุ้นตัวใหญ่อื่น ๆ และตัวเล็ก ๆ แทบทั้งหมดนั้น ราคากลับตกลงมาแม้ว่าผลประกอบการก็อาจจะไม่ได้เลวร้าย บางตัวก็โดดเด่นด้วยซ้ำ แต่ก็อาจจะ “ไม่มีคนเล่น” เหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งก็คือ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิตลอดทั้งปีในระดับกว่า 140,000 ล้านบาท หลังจากที่ขายต่อเนื่องมาแทบทุกปี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในระดับปีละไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท และนั่นทำให้มีคำกล่าวในแวดวงนักลงทุนว่าปี 2024 นั้น “หุ้นขึ้นกระจุก-หุ้นลงกระจาย” ทำให้นักลงทุนส่วนมากขาดทุน ในขณะที่มีน้อยคนมากที่ทำกำไรได้

ปี 2024 นั้น ประเด็นเรื่องหุ้นตัวใหญ่ถูกคอร์เนอร์มีการพูดถึงกันพอสมควร เพราะมันทำให้ดัชนีตลาดผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ประเด็นของหุ้นตัวกลางและเล็กหลาย ๆ ตัวที่ถูกคอร์เนอร์มานานเริ่มทยอย “แตก” อย่างต่อเนื่อง โดยที่อาจจะไม่ได้เป็นข่าวอะไรมากนัก แต่สร้างความเจ็บปวดให้กับนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก และรายใหญ่ที่เป็นเจ้ามือหรือสปอนเซอร์หลักในการคอร์เนอร์หุ้นตัวนั้นด้วย

เหตุผลที่ “คอร์เนอร์แตก” นั้น เป็นเพราะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ส่งผลให้รายได้บริษัทลดลงและที่แย่กว่านั้นก็คือกำไรหดหายหรือการเติบโตลดลงมาก บริษัทที่หุ้นถูกคอร์เนอร์มานานนั้น มักจะสร้าง “สตอรี่” ไว้มากว่าจะเติบโตเร็ว มีความสามารถสูง รวมถึงมีการขยายตัวทำธุรกิจเพิ่มสารพัดโดยเฉพาะการเทคโอเวอร์ธุรกิจที่ไม่มีศักยภาพจริง มาถึงปีนี้ก็เริ่มแสดงให้เห็นว่าไม่มีผลงานและกลายเป็นภาระกับบริษัท สิ่งเหล่านี้ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจและเริ่มขายหุ้น

สถาบันการเงินและคนที่ซื้อหุ้นกู้ของบริษัทเริ่มขาดความมั่นใจและปฎิเสธที่จะต่ออายุวงเงินกู้ให้ บริษัทเริ่มจะมีปัญหาทางการเงิน หุ้นตกลงไปอีก จนถึงจุดที่คอร์เนอร์แตกจริง ๆ ก็คือหุ้นที่เจ้าของเองที่เคยกู้เงินเอามาคอร์เนอร์หุ้นตัวเองถูกฟอร์สเซลหรือบังคับขายหุ้นลงในตลาด ทำให้หุ้นตกลงไปถึง “พื้น” บางทีติดต่อกันหลายวัน คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับหุ้นเสียหายหนักกันทุกคน คนเลิกเข้าไปเล่นหุ้นที่ถูกคอร์เนอร์ คนที่เล่นอยู่อยากจะออก โดยเฉพาะรายใหญ่ที่เข้าไปตั้งแต่แรก

แต่จะ “ออกของ” หรือขายหุ้นจำนวนมากได้อย่างไรถ้า “ไม่มีคนรับหุ้น” ในระดับราคาที่เป็นไปได้ และนี่ก็เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2024 ที่ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันลดลงอย่างต่อเนื่องอย่างที่ไม่เคยเห็นมานานเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว ปริมาณการซื้อขายหุ้นไทยที่คึกคักที่สุดในอาเซียนและเคยสูงถึงแสนล้านบาทต่อวันในช่วงหนึ่งเมื่อ 5-6 ปีมาแล้วนั้น ล่าสุดเมื่อ 3-4 วันก่อน เหลือไม่เกิน 30,000 ล้านบาทต่อวัน

นักลงทุนรายย่อยนั้น ที่ผ่านมาก็มักจะเล่น “หุ้นปั่น” หรือหุ้นที่มีการคอร์เนอร์โดยรายใหญ่หรือเจ้าของ หลังจากเจ็บตัวอย่างหนักมาต่อเนื่อง พวกเขาก็เริ่มหยุด จำนวนมากมีหุ้นที่ราคาลงมาหนักมาก เช่น หุ้นลดลงไป 60-70% อย่างรวดเร็ว และพวกเขารับไม่ได้ที่จะขายมันออกไป และนี่ก็คือการ “ติดหุ้น” อย่างที่พูดกันในตลาดหุ้นไทย

นักลงทุนรายใหญ่รวมถึงเจ้าของหุ้นที่เข้าไปคอร์เนอร์หุ้นก็อาจจะไม่แพ้กันที่ขายหุ้นออกไม่ทันเพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก สตอรี่หรือผลประกอบการที่เป็นหัวใจของการทำคอร์เนอร์ไม่รองรับที่จะชักชวนให้คนเชื่อว่าบริษัทยังดีเหมือนอย่างที่โฆษณาไว้ ทำให้สปอนเซอร์หลักไม่สามารถขายในปริมาณมากได้และต้องคอยซื้อประคองไม่ให้ราคาดิ่งลง พวกเขาอาจจะต้องทำเพื่อรอให้ผลประกอบการดีขึ้นแต่มันก็ไม่มาเสียที อาการแบบนี้ก็คือการ “ติดหุ้น” ไม่นับว่าบางรายที่คอร์เนอร์แตกไปแล้วแต่หุ้นก็ยังขายออกไปไม่ได้ เพราะความต้องการหุ้นหมดไปอย่างสิ้นเชิง

สำหรับคนที่ลงทุนในหุ้นตัวใหญ่หรือตัวกลางที่เป็นหุ้นหลัก ๆ ของตลาดและไม่มีการคอร์เนอร์หุ้นหรือทำไม่ได้ ปี 2024 ก็ไม่ได้ปราณีพวกเขาเท่าไรนัก

ผลประกอบการของบริษัทจำนวนมากก็ไม่ดีตามภาวะเศรษฐกิจของไทยทำให้หุ้นไม่ไปไหนแม้ว่าราคาหุ้นจะไม่แพง แต่นักลงทุนหุ้นรายใหญ่ที่เป็นผู้ลงทุนหลัก เช่น นักลงทุนสถาบันโดยเฉพาะกองทุนรวมในประเทศ ต่างก็ไม่มีเม็ดเงินลงทุนพอที่จะรองรับการขายจากนักลงทุนต่างประเทศที่ขายสุทธิมาตลอดทั้งปีที่กว่า 140,000 ล้านบาท ดังนั้น หุ้นจึงมีแต่ซึมหรือลดลง

หุ้นขนาดกลางและใหญ่กลุ่มเดียวกันที่มีผลประกอบการดี บางรายน่าประทับใจ และราคาไม่แพง ซึ่งเมื่อประกาศผลประกอบการราคาหุ้นน่าจะพุ่งขึ้น แต่ตรงกันข้าม ราคากลับตกลงไป บางทีหนักกว่าหุ้นที่ผลประกอบการธรรมดา ๆ ด้วยซ้ำ เหตุผลก็แบบเดียวกัน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศที่มักจะถือโอกาสขายหุ้นล็อตใหญ่ออกมา เนื่องจากเห็นว่ามีนักลงทุนอื่นสนใจเข้ามาซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าผลประกอบการดีขึ้นมาก

ผลก็คือ หุ้นดีราคาถูกก็ไม่ไปไหนเนื่องจากต่างชาติขาย และการที่ต่างชาติขายก็อาจจะเป็นเพราะพวกเขามองว่าเศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะโตช้าหรือไม่โต ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทในอนาคตจะโตช้า ดังนั้นพวกเขาก็จะขายในตอนนี้

นักลงทุนไทยที่ลงทุนในหุ้นพื้นฐานมองว่าราคาหุ้นเหล่านั้นตกลงมาต่ำกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็นจึงไม่ยอมขายหุ้น บางคนคิดว่าแค่ปันผลก็คุ้มที่จะถือแล้ว เขาจึงอดทนรอและหวังว่าตลาดหุ้นจะดีขึ้น และราคาหุ้นของเขาจะสูงขึ้น แต่สิ่งนั้นก็ไม่มาสักที พวกเขาจึง “ติดหุ้น” ทำใจขายไม่ได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ภาวะตลาดที่การซื้อขายซบเซามากนั้น พอเราขาย แม้ว่าจำนวนจะไม่มาก บางทีก็ทำให้ราคาลดลง ทำให้ผลตอบแทนพอร์ตลดลงไปอีก

สรุปก็คือ นักลงทุนแทบทุกกลุ่ม “ติดหุ้น” ในระดับใดระดับหนึ่งในปี 2024 คือทำใจไม่ได้กับราคาที่จะขายได้ ทุกคนต่างก็ “รอ” ว่าทุกอย่าง เฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจจะดีขึ้น ตลาดหุ้นจะดีขึ้น นักลงทุนจะเข้ามาซื้อหุ้นลงทุนในตลาดมากขึ้นโดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศ แต่ว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นไหมและเมื่อไรไม่มีใครรู้ ได้แต่หวังว่ามันจะเกิดขึ้น เพราะเราชินกับวัฏจักรเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่มีขึ้นต้องมีลงและต้องกลับมาขึ้นเสมอ

แต่สิ่งที่นักลงทุนอาจะไม่ตระหนักก็คือ ประเทศไทยอาจจะเปลี่ยนไปแล้วอย่างถาวรก็ได้ นั่นก็คือ เรากำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุและคนเกิดน้อยลงเรื่อย ๆ จนทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถเติบโตในอัตราเพิ่มสูงขึ้นได้ อย่างมากถ้าสามารถรักษาอัตราการเติบโตแบบนี้คือปีละ 2-3% ก็ดีมากแล้ว และถ้าเป็นอย่างนั้น โอกาสก็เป็นไปได้ว่าดัชนีตลาดหุ้นก็ไม่ไปไหนหรือถอยหลังไปเรื่อย ๆ ต่อเนื่องยาวนาน

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เราก็เป็นอย่างนี้มาอย่างน้อย 10 ปีแล้ว ผมเองก็หวังว่าตนเองจะคิดผิด และเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยจะเปลี่ยนไปได้อย่างมหัศจรรย์ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป