มูฟเมนต์ใหญ่ ๆ ในแวดวงไอที-โทรคมนาคมปี 2567 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นของเทคโนโลยี AI ปัญหาภัยไซเบอร์ ความไร้พรมแดนของโลกการค้ายุคดิจิทัล และอื่น ๆ ยังคงเป็นความท้าทายที่ภาคธุรกิจต้องตั้งรับ
สำหรับปีใหม่นี้ด้วยเช่นกัน
“ประชาชาติธุรกิจ” ขอต้อนรับปีมะเส็ง ด้วยการชวน 5 บิ๊กซีอีโอมาร่วมสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับโอกาส ความท้าทาย และสิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษในปี 2568 ดังนี้
ภาครัฐ Go Cloud First
“สรรพชัยย์ หุวะนันทน์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) กล่าวว่า ปี 2568 การลงทุนด้านดิจิทัลของภาครัฐจะมุ่งหน้าสู่การใช้คลาวด์มากขึ้น โดยประมาณการว่าระหว่างปี 2568-2572 ความต้องการคอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual Machine) สำหรับรองรับการทำงานบนคลาวด์กลางภาครัฐ จะเพิ่มปีละ 10,000 VM ตลอด 5 ปี

“การปรับตัวสู่ดิจิทัลของภาครัฐจะเห็นชัดมากขึ้น จากความต้องการ VM ที่มากขึ้น โอกาสที่ความต้องการจะลดลงเป็นไปได้ยาก เพราะเมื่อหน่วยงานรัฐ และองค์กรขนาดใหญ่เปลี่ยนไปใช้คลาวด์แล้วก็จะไม่เปลี่ยนกลับ อีกส่วนคือการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย ที่เริ่มมีการลงทุนในปี 2567 โดยเฉพาะในระดับ Hyperscale ซึ่งต้องคำนึงถึงความต้องการในการใช้งาน และศักยภาพในการถ่ายโอนข้อมูลข้ามสมุทร ที่ต้องอาศัยสายเคเบิลใต้น้ำด้วย”
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีจำนวนสายเคเบิลใต้น้ำ 10 เส้นเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านยังค่อนข้างน้อย (มาเลเซีย 30 เส้น สิงคโปร์มากกว่า เป็นต้น) แม้จะยังเพียงพอในการใช้งานในปัจจุบัน แต่ถ้าต้องการเป็น “ดิจิทัลฮับ” ในอนาคตถือเป็นโจทย์ของประเทศที่จะต้องลงทุนเพิ่มเติม เพราะกลุ่มผู้ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscale ที่เข้ามาจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
“NT มีศักยภาพลงทุนทำสายเคเบิลใต้น้ำได้ปีละเส้น เส้นล่าสุดลงทุนไปกว่า 4 พันล้านบาท ผมได้คุยกับท่านรองนายกฯว่า หากจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้คลาวด์-ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscale มาลงในช่วง 2-3 ปีนี้ อาจต้องลงทุนด้านนี้เพิ่มด้วย”
ซีอีโอ NT กล่าวด้วยว่า นโยบายรัฐบาลปี 2568 มุ่งนำระบบงานขึ้นสู่คลาวด์ทั้งหมด เพื่อพัฒนาข้อมูลโอเพ่นดาต้าภาครัฐ จึงต้องการบริการ Migration ซึ่งเป็นโอกาสในการเติบโตของบริการคลาวด์ รวมถึงมีโอกาสพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตร OTT โดยใช้ศักยภาพด้านพื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่เชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อตั้งแต่โครงข่ายเคเบิลใต้น้ำจนถึงการเชื่อมต่อวงจรสื่อสาร DWDM รองรับการให้บริการ Facility สำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ข้ามชาติ Hyperscale DC หรือ Edge DC ที่เข้ามาลงทุนในไทย
ทรูพร้อมรับมือภัยไซเบอร์
“มนัสส์ มานะวุฒิเวช” ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) กล่าวว่า ต่อจากนี้การแข่งขันของธุรกิจโทรคมนาคมจะวัดกันที่ความก้าวหน้า และประสิทธิภาพของเทคโนโลยีเป็นหลักยิ่งในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาล ลูกค้าก็ต้องเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการที่สามารถปกป้องตนเองได้

ในช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2567 ทรูเปิดตัวบริการ True CyberSafe ระบบป้องกันภัยไซเบอร์จากมิจฉาชีพ ที่นำ AI ขั้นสูงมาช่วยวิเคราะห์แบบแผนการใช้ลิงก์/URL การส่ง SMS และการโทร. เพื่อหาความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ โดยเฟสแรกนำร่องให้ระบบปิดกั้น และแจ้งเตือนการเข้าถึงลิงก์แปลกปลอม (Web/URL Protection) ที่เป็นแบล็กลิสต์จากภาครัฐ และลิงก์ที่มีความเสี่ยงเบื้องต้น 100,000 ลิงก์ คาดว่าให้บริการอย่างเต็มระบบทุกรูปแบบประมาณเดือน มี.ค. 2568
“อีกสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป คือเรื่องของ Responsible AI เมื่อตัดสินใจนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานส่วนต่าง ๆ แล้ว ก็ต้องใช้อย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบ”
ฟินเทคจับรายย่อย-ผสาน AI
ฝั่งอุตสาหกรรมฟินเทค (FinTech) “มนสินี นาคปนันท์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่น “ทรูมันนี่” (TrueMoney) มองว่า อุตสาหกรรมฟินเทคในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีความต้องการใช้งานโซลูชั่นแบบไร้เงินสดมากขึ้นทั้งจากผู้ใช้และภาคธุรกิจ
สำหรับเทรนด์ที่น่าจับตาคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินให้สะดวกสบาย รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยในปี 2568 จะได้เห็นการผสานบริการทางการเงินเข้าไปในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานอย่างไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ AI และ Machine Learning จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างประสบการณ์ผู้ใช้งานแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) และเพิ่มความปลอดภัย ทั้งยังมีโอกาสเติบโตในตลาดที่ยังไม่เข้าถึงธนาคาร รวมถึงพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย
“เรามุ่งพัฒนาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ธุรกิจทุกระดับ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากข้อมูลทางเลือกเพื่อเพิ่มการเข้าถึงเงินทุน และบริการที่จะช่วยยกระดับความมั่นคงทางการเงินให้กับผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการเงินและผู้ประกอบการ”
“มนสินี” มองว่า ความท้าทาย คือการสร้างความสมดุลระหว่างการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ และการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยในการทำธุรกรรมแบบอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นประเด็นสำคัญของทั้งอุตสาหกรรม
สำหรับ ทรูมันนี่ มีเทคโนโลยีลิขสิทธิ์เรียกว่า “ระบบป้องกันการดูดเงิน 3 ชั้น” เป็นการนำระบบความปลอดภัยอัจฉริยะที่พัฒนาให้ทำงานร่วมกับอุปกรณ์แบบโมบายโดยเฉพาะมาใช้ อาศัยการทำงานของ AI ในการจดจำพฤติกรรมของผู้ใช้และหยุดยั้งภัยการเงินเมื่อพบความพยายามการทำธุรกรรมผิดปกติ เพื่อปกป้องข้อมูลและธุรกรรมของลูกค้าให้ปลอดภัย
“ณ ธ.ค. 2567 ทรูมันนี่มีผู้ใช้กว่า 32 ล้านคนในไทย และมีปริมาณการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้น 21% เทียบช่วงเดียวกันของปี 2566 โดยปี 2568 เราจะยังทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานกำกับ และพันธมิตร เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมความปลอดภัย ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรการดูแล และเสริมสร้างความรู้เท่าทันภัยการเงินให้แก่ผู้ใช้”
ฟู้ดดีลิเวอรี่โตต่อ
“ยอด ชินสุภัคกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai มองสถานการณ์ธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่ปี 2568 ว่าจะยิ่งชัดจากปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งความจริงของอุตสาหกรรม เพราะหน้าตาของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่เปลี่ยนไปมาก จากที่เคยมี 5-6 ราย เหลืออยู่ 2-3 ราย สะท้อนว่าเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยการ Economy of Scale สูง ผู้เล่นแต่ละรายต้องปรับวิธีการดำเนินงานเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

และยังมีโอกาสเติบโตจากกลุ่มผู้ใช้ใหม่จากอัตราการใช้บริการ (Penetration Rate) ที่ยังไม่สูงมาก เช่น กลุ่มนักศึกษาที่สั่งอาหารมาทานเวลาสอบ เมื่อเรียนจบก็ยังใช้อยู่ หรือกลุ่มผู้ใหญ่ก็เริ่มเปิดใจใช้บริการดีลิเวอรี่มากขึ้น
“พฤติกรรมคนที่ใช้บริการดีลิเวอรี่ เมื่อเริ่มใช้แล้วจะใช้ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยเลิกใช้ ทำให้ตลาดมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หน้าที่ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องพัฒนาฟีเจอร์หรือบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปได้ เช่น ฟีเจอร์ Multiple Pick-up หรือการแวะรับสินค้าจากร้านอื่นมาจัดส่งพร้อมกันบน LINE MAN เรามีแผนว่าปี 2568 จะเชื่อมระบบกับบริการมาร์ต (Mart) เพราะเป็นอินไซต์ที่เห็นจากลูกค้าว่ามีการคุยแชตกับไรเดอร์เพื่อฝากซื้อของอื่น ๆ ประจำ”
AI-Immersive สร้างโอกาสใหม่
ด้าน “พชร อารยะการกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บลูบิค กรุ๊ป ที่ปรึกษาด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น แสดงความเห็นว่า เทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตาในปีนี้มี 1.บริการคลาวด์-การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscale ของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งในประเทศไทย จะช่วยกระตุ้นให้องค์กรตัดสินใจย้ายฐานข้อมูล หรือรันแอปพลิเคชั่นบนคลาวด์มากขึ้น เพราะคล่องตัวในการขยายสเกล และเป็นการจัดเก็บข้อมูลไว้ในประเทศ

2.Immersive Technology เช่น AR และ VR โดยในปี 2567 Apple จำหน่ายแว่น Apple Vision Pro รุ่นแรก แม้ยังไม่สมบูรณ์ แต่คาดหวังได้ว่าเวอร์ชั่นต่อไปจะดีขึ้น และถูกลง เพิ่มโอกาสในการต่อยอดธุรกิจในรูปแบบใหม่ ๆ 3.ความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) การที่องค์กรย้ายเวิร์กโหลดมาอยู่บนคลาวด์มากขึ้น ทำให้ตกเป็นเป้าโจมตีของแฮกเกอร์ ซึ่งอาศัยช่องโหว่ของระบบเข้ามาขโมยข้อมูล หรือก่อความวุ่นวาย และ 4.การใช้ AI ในองค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
“จากการทำงานร่วมกับหลายองค์กรในปี 2567 พบว่าแต่ละองค์กรไม่ได้ใช้ AI แก้ปัญหาแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ใช้กับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ปีนี้เราตัดสินใจดำเนินกลยุทธ์ที่เรียกว่า Bundled Services ผสานทุกบริการโดยใช้ AI เป็นแกนกลาง เพื่อช่วยองค์กรปรับใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจไร้พรมแดน”