ต้อนรับคนเจนใหม่
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สันติ จิรพรพนิต
การเข้าสู่ปี พ.ศ. 2568 หรือ ค.ศ. 2025 มีหลายสิ่งที่ท้าทายรออยู่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ กับการเข้าดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ แต่หน้าเก่า
ท่านผู้อ่านคงผ่านตาบทวิเคราะห์มากมาย ทั้งผลกระทบระดับโลกและเมืองไทย ที่ “ประชาชาติธุรกิจ” นำเสนอทั้งในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ ออนไลน์ และคลิป
อีกหนึ่งคือความเข้มข้นของการเมืองไทย ที่ปีนี้มีความเคลื่อนไหวหลายหลาก
ทั้งการชิงเก้าอี้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั่วประเทศ ซึ่งผลส่วนหนึ่งจักสะท้อนการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2570
การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
การลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา
มองข้ามไม่ได้คือภาพรวมเศรษฐกิจ ที่จะพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อย่างจริงจังมากขึ้น
เพราะในปี 2567 ยังวัดอะไรไม่ได้มากนัก ทำให้คนที่จ้องโจมตีทำได้ไม่ถนัดมือ เนื่องจากเพิ่งเข้ามาทำงานแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น
อย่างมากแค่เหน็บ ๆ ในเรื่องไลฟ์สไตล์ การแต่งตัว คำพูด และการเป็นบุตรสาวของ “ทักษิณ ชินวัตร”
แต่ในปี 2568 ถือว่ามีเวลาทำงานมากพอแล้ว จะดีหรือไม่ดีอย่างไร เป็นปีที่ตัดสินผลงานได้ชัดเจนมากขึ้น
แน่นอนว่าที่คนสนใจมากสุดไม่พ้นเรื่องปากท้อง เพราะปี 2567 ที่ผ่านพ้นไป ถือว่า “กลืนเลือด” กันพอสมควร
ยิ่งกับปัญหาที่คาราคาซังมานานหลายปี คือ “หนี้ครัวเรือน” ที่รัฐบาลเก่า ๆ ส่งต่อมาให้
หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลลบให้กับหลายภาคธุรกิจ ที่ชัดเจนคือ ยอดขายรถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) สรุปว่า ธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วนมีพัฒนาการแย่ลง จากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น
ราคารถมือหนึ่งที่ลดลงมีส่วนกดดันให้ราคารถมือสองลดลงด้วย ส่งผลต่อเนื่องให้สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ
เช่นเดียวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ยอดขายหดตัวหนักจากกำลังซื้อที่ลดลง บวกกับความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยกู้
ธุรกิจรถยนต์ และอสังหาฯที่ชะลอลงแรง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่น ๆ เป็นลูกโซ่
เพราะทั้ง 2 ภาคส่วนนี้มีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจำนวนมาก เม็ดเงินหมุนเวียนอันดับต้น ๆ ในกลุ่มธุรกิจก็ว่าได้
การแก้หนี้จึงเป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยพยุงภาพรวมเศรษฐกิจไทย ให้เดินหน้าต่อไปในปี 2568
นอกจากเรื่องภาพรวมทางการเมือง เศรษฐกิจ และอื่น ๆ ในปี 2568 ยังเป็นการถือกำเนิดของคนเจเนอเรชั่นใหม่ด้วย
“McCrindle” องค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์สังคมและประชากรศาสตร์ กำหนดเป็นปีแรกของคนเจเนอเรชั่น “เบตา” (Gen Beta)
โดยนับคนเกิดตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568-31 ธ.ค. 2582 หรือจาก ค.ศ. 2025-2039
ก่อนหน้านี้ แบ่งเป็น 6 เจน
บิลเดอร์ (Builder) เกิด พ.ศ. 2468-2488
บูมเมอร์ (Boomer) เกิด พ.ศ. 2489-2507
เจนเอ็กซ์ (Gen X) เกิด พ.ศ. 2508-2522
เจนวาย (Gen Y) เกิด พ.ศ. 2523-2537
เจนซี (Gen Z) เกิด พ.ศ. 2538-2552
และ เจน อัลฟา (Gen Alpha) เกิด พ.ศ. 2553-2567
หากดูช่วงอายุแล้ว โลกปัจจุบันส่วนใหญ่จะอยู่ในความรับผิดชอบของเจนเอ็กซ์-วาย
มีเจนบูมเมอร์ ที่เกิดช่วงท้าย ๆ คอยดูอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ
ขณะที่เจนซี จ่อคิวขึ้นมารับภาระ หลังจากเจนเอ็กซ์ ค่อย ๆ ลดบทบาทลงจากอายุที่มากขึ้น
เจนเบตา เกิดมาท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งเอไอ และระบบอัตโนมัติ
ลองนึกภาพอีก 10-15 ปีข้างหน้า ที่คนเจนล่าสุดเริ่มเป็นวัยรุ่น โลกจะพัฒนาไปถึงขั้นไหน
แน่นอนรวมถึงแนวคิดและการใช้ชีวิตคงแตกต่างสุด ๆ
แต่ไม่ว่าจะแตกต่างอย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่ในยุคปัจจุบันต้องพยายามทำความเข้าใจ
ที่สำคัญต้องส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดด้านต่าง ๆ ให้คนเจนต่อไป