คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : วรศักดิ์ ประยูรศุข
รู้ผลกันไปเรียบร้อยแล้วว่า การเลือกตั้งนายก อบจ. 47 จังหวัด เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ก.พ. 2568
พรรคที่ได้เก้าอี้ นายก อบจ. ไป 10 เก้าอี้ จาก 10 จังหวัดคือ พรรคเพื่อไทย
รองลงมาคือ ภูมิใจไทย 9 จังหวัด นอกนั้นแบ่ง ๆ กันไป รวมแล้วบ้านใหญ่ได้ไป 21 ที่นั่ง
ต่างจากเลือกตั้ง 2566 บ้านใหญ่แพ้ระเนนระนาด
การกลับมาของบ้านใหญ่จึงน่าคิดว่า ถ้าไปถึงการเลือกตั้ง สส.รอบหน้า จะปี 2569 หรือ 2570 ก็ตาม บ้านใหญ่จะกลับมาโดดเด่นอีกหรือไม่
สำหรับตัวเลขการใช้สิทธิ กกต.แถลงสรุปอย่างไม่เป็นทางการไว้ ดังนี้
เลือกตั้งนายก อบจ. 47 จังหวัด ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 27,991,587 คน มาใช้สิทธิ 16,362,185 คน คิดเป็น 58.45%
บัตรดี 14,272,694 ใบ หรือ 87.23% บัตรเสีย 931,290 ใบ เท่ากับ 5.69%
บัตรไม่เลือกใครเลย 1,158,201 ใบ คิดเป็น 7.08%
ส่วนการเลือกสมาชิกสภา อบจ. 76 จังหวัด ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 47,124,842 คน ใช้สิทธิ 26,418,754 คน คิดเป็น 56.06%
บัตรดี 23,131,324 ใบ คิดเป็น 87.56% บัตรเสีย 1,488,086 ใบ คิดเป็น 5.63%
บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 1,799,344 ใบ คิดเป็น 6.81%
ที่น่าตกใจคือ ตัวเลขมาใช้สิทธิน้อยเกินไป และตัวเลขไม่เลือกใครเลย มีเป็นล้านใบ
ในเรื่องนี้ กกต.หลีกเลี่ยงที่จะอธิบาย บอกว่า เป็นเรื่องความคิดความรู้สึกของผู้ใช้สิทธิ แต่จะเป็นประโยชน์มาก หาก กกต.จะค้นหาข้อเท็จจริงเอามารายงานให้สังคมได้ทราบ
เผื่อว่า เป็นประเด็นที่สามารถสร้างความเข้าใจกันได้ จะได้คิดกันต่อไปว่า ใครควรจะเป็นผู้อธิบายทำความเข้าใจ
หรืออาจจะเป็นการบ้านให้ทางพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง รับหน้าที่ไปหาทางสร้างความเข้าใจ
การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจะได้คุ้มค่า เพราะเลือกแต่ละครั้ง ใช้งบฯภาคราชการนับพันล้าน ค่าใช้จ่ายของผู้มาลงสมัครอีกมากมาย
สำหรับประชาชน ผู้มีสิทธิลงคะแนนก็เช่นกัน ต้องเดินทางมาลงคะแนน จะใกล้หรือไกล ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น และเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย จะมากหรือน้อยเท่านั้น
ส่วนผลการเลือกตั้ง ถือว่าไม่ผิดความคาดหมาย พรรคที่จริงจังกับการเลือกตั้งครั้งนี้อย่าง เพื่อไทย และ ภูมิใจไทย ได้ไปมากที่สุด
พลาดเป้าไปก็หลายจังหวัดเช่นกัน
พรรคใหญ่ในสภา คือ พรรคประชาชน ที่ชนะเลือกตั้ง สส.เข้ามามากที่สุด แต่พอเป็นสนาม อบจ. ได้มาเพียง 1 เก้าอี้
รวม ๆ ก็ต้องถือว่า สนามท้องถิ่นในเวลานี้ ยังไม่ตรงกับความถนัดของพรรคประชาชน
คะแนนเสียงในสนามนี้ อาจจะไม่ใช่เจเนอเรชั่นที่เป็นฐานของพรรคประชาชน
สนามท้องถิ่นสำหรับพรรคประชาชน เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสมความยอมรับ ดังนั้น ความคิดที่จะขยายความยอมรับ ผ่านทางบทบาทของ นายก อบจ.ลำพูน ที่จะต้องโชว์การบริหารพื้นที่ด้วยความคิดใหม่ ๆ ก็น่าจะเป็นหนทางที่ใช่
ส่วนพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย และอื่น ๆ ที่ได้เก้าอี้นายก อบจ. และ ส.อบจ. ไว้ในมือแล้ว ก็คงต้องรีบไปทำงาน สร้างผลงานกันโดยด่วน
เพราะสนามเลือกตั้ง สส. ที่ใกล้เข้ามาทุกที คงต้องอาศัยฐานคะแนนจาก อบจ. เข้ามาช่วย
จะช่วยยังไงก็ต้องไปคิดค้นหาวิธีการกันต่อไป ซึ่งไม่น่าจะเกินความสามารถ เพราะเป็นเรื่องของการเมืองที่เชื่อมต่อกันได้
อย่างน้อย ๆ ช่วยกันทำให้เห็นว่า ผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จะทำให้เกิดการพัฒนาในท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็ว ตรงกับความต้องการของประชาชน
เลือกตั้ง อบจ. คราวหน้า การใช้สิทธิน่าจะมีตัวเลขสวย ๆ มากขึ้น
จะได้เป็นฐานที่หนักแน่นให้การเลือกตั้ง สส. ที่เป็นกระบวนการสรรหาผู้นำรัฐบาลไปพร้อมกันด้วย