Skip to content

บลจ.กสิกร กรุยทางดิจิทัล ปั้นบิ๊กดาต้า จัดพอร์ตลูกค้า รักษาแชมป์

15 มิ.ย. 2561 | 11:51น.
บลจ.กสิกร กรุยทางดิจิทัล ปั้นบิ๊กดาต้า จัดพอร์ตลูกค้า รักษาแชมป์

เปิดตัวแล้ว ผู้บริหารที่แบงก์แม่ “กสิกรไทย” ส่งมานั่งเอ็มดีของ บลจ.กสิกรไทย คือ “นายสุรเดช เกียรติธนากร” หลังจากที่ว่างมานาน 2 ปี 4 เดือน ขณะที่มีนายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เป็นเสาหลัก วันนี้นำทีมเอ็มดีใหม่และผู้บริหาร มาร่วมแถลงแผนกลยุทธ์ที่จะรักษาความเป็น “แชมป์” ในธุรกิจกองทุนรวมไว้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับอัพเดตการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มบริการลูกค้า

โดยนายวศินกล่าวว่า โรดแมปด้านดิจิทัลแพลตฟอร์มของ บลจ.กสิกรไทย หรือเคแอสเซท ได้เดินทางมาถึงวันนี้ถือว่าเป็น บลจ.แห่งแรก ที่ประสบความสำเร็จด้านดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ให้บริการลูกค้า ไม่ว่าจะผ่านทางแอปพลิเคชั่น เคมายฟันด์ หรือเค พลัส ซึ่งเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% โดยสิ้นปี 2560 บริษัทมีผู้ลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลราว 1.79 แสนราย หรือคิดเป็นสัดส่วน 42% จากจำนวนลูกค้ากองทุนรวมของบริษัทที่มีทั้งหมด 4.21 แสนราย ถือว่าอยู่อันดับหนึ่งในอุตสาหกรรม

ส่วนเป้าหมายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 60% หรืออยู่ที่จำนวน 2.67 แสนราย และภายในปี 2566 จะเพิ่มขึ้นเป็น 80% หรือเพิ่มขึ้นเป็นราว 8 แสนราย ของลูกค้าทั้งหมดที่จะอยู่ที่ 1 ล้านราย

“ในครึ่งปีหลังนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวคุณสมบัติใหม่ของแอปเคมายฟันด์ และแอปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ K-My PVD ซึ่งจะเน้นใช้นวัตกรรมที่เข้ามาบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนของลูกค้าให้ดีขึ้นและเหมาะสมกับความเสี่ยง รวมถึงการให้คำแนะนำลงทุนที่เหมาะสมแบบเฉพาะรายลูกค้า ผ่านระบบดิจิทัล คือ digital wealth advisor ซึ่งจะเข้ามาทำความเข้าใจตัวลูกค้า และลูกค้าสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจ รวมถึงได้รับผลตอบแทนที่เต็มศักยภาพของตนเอง”

พร้อมกันนี้ เขายังเล่าถึงพฤติกรรมการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ของผู้ลงทุนว่า ข้อมูลย้อนหลังของอุตสาหกรรมย้อนหลังช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2550-2561) พบว่า เห็นทิศทางผู้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ หันมา “เพิ่ม” การลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงขึ้น ชี้ให้เห็นว่า ผู้ลงทุนก็ต้องการโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย (ดูกราฟ) ปี 2561 สัดส่วนลงทุนในตลาดเงิน (มีความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็ต่ำ) เหลือเพียง 11% ลดลงจาก 10 ปีก่อนที่เคยมีสัดส่วนสูงสุดถึง 51% ขณะที่ปีนี้สัดส่วนลงทุนในตราสารหนี้ไทยอยู่ที่ 51% ซึ่งลดลงเล็กน้อยจาก 2-3 ปีก่อนหน้า ส่วนหุ้นไทยมีสัดส่วนลงทุนเพิ่มขึ้นมาเกือบ 27% จากที่เคยอยู่ระดับ 10% จะให้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน และการลงทุนผสมที่สัดส่วนขยับขึ้น

“เรามีหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าว่า ส่วนชดเชยความเสี่ยงหรือผลตอบแทนที่ลูกค้าจะได้รับเพิ่มนั้นมีความเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งจากข้อมูลก็พบว่าช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา ผลตอบแทนเฉลี่ยของลูกค้ากองทุนรวมยังอยู่ระดับต่ำ 2.9% หากลูกค้าปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เหมาะสมตามพอร์ตที่แนะนำ และเหมาะกับระดับความเสี่ยงของตนเอง ก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ยถึง 11.4%”

ส่วนอีกด้านที่แข็งแกร่งของเคแอสเซท คือการต่อยอดด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุนที่มีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากผลดำเนินงานที่ดีสม่ำเสมอของเคแอสเซท โดย 10 กองทุนที่ได้เรตติ้ง 5 ดาวจากมอร์นิ่งสตาร์ (ข้อมูล ณ 10 พ.ค. 2561) อาทิ กองทุน K-PLAN 1 ถึง 3, กองทุน K-MIDSMALL K-EUROPE เป็นต้น

มาที่นายสุรเดช กล่าวว่างานที่ต้องรุกในปีนี้ คือ การประสานงานกับฝั่งแบงก์แม่มากขึ้น เพื่อช่วยขยายฐานลูกค้า เนื่องจากเห็นช่องว่างในการเพิ่มจำนวนลูกค้าและการแนะนำช่องทางลงทุนอื่นๆให้แก่ลูกค้าแบงก์ โดยเฉพาะช่องทางลงทุนทางเลือกไม่ว่าจะเป็น กองทุนไพรเวต อิควิตี้ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

ขณะที่นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนของบริษัท กล่าวว่า ยังให้เป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ระดับ 1,850 จุดในปีนี้ โดยครึ่งปีหลังยังมีความผันผวนเพิ่มขึ้นจาก 3 สถานการณ์ที่ต้องจับตา คือ 1.ดอกเบี้ยเฟดที่จะปรับขึ้นในรอบ มิ.ย.นี้ และหากมีการปรับขึ้นมากกว่า 2 ครั้ง ตลาดจะเกิดความกังวล 2.ผลกระทบที่จะเกิดจากสงครามการค้า ซึ่งขึ้นกับการเจรจาต่อรองและโต้ตอบกัน และ 3.การเลือกตั้งของไทยที่จะเกิดใน ก.พ. หรือ เม.ย.ปีหน้า ซึ่งหลังเลือกตั้งจะต้องดูเสถียรภาพต่อไป อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีหลังนี้จะเห็นการลงทุนโครงการใหญ่ ๆ ของภาครัฐที่จะกระตุ้นภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นบวกกับตลาดหุ้น

ด้านทิศทางตลาดตราสารหนี้ นายชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนของบริษัท กล่าวว่า ปีนี้ถึงปีหน้าจะเป็นทิศทางดอกเบี้ยโลกขาขึ้น ต่างกันที่จะขึ้นมากหรือน้อย โดยส่วนของดอกเบี้ยเฟดคาดว่ากลางปีหน้าจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 2.5-2.75% แต่ก็พบเงินทุนต่างชาติ 5 เดือนแรก ไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ในแถบเอเชียถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ซึ่งไม่ได้ไหลกลับสหรัฐมากนัก ขณะที่เงินต่างชาติไหลเข้าไทยมากถึง 3.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่ดอกเบี้ยไทยต่ำแต่ยังลงทุนในตราสารหนี้ไทยกัน เพราะไทยยังมีเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่เงินเฟ้อของไทยยังอยู่ระดับต่ำ ถึงแม้ว่าดอกเบี้ยไทยจะขึ้นน้อยกว่าดอกเบี้ยเฟด แต่การที่ดอกเบี้ยขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวมาก ซึ่งคนที่ลงทุนในตราสารหนี้เดิมอยู่แล้ว หากถือลงทุนระยะยาว ก็ยังได้ดอกเบี้ยตามที่กำหนดซึ่งดีกว่าเงินฝาก

นายวิทวัส อัจฉริยวนิช รองกรรมการผู้จัดการของเคแอสเซท กล่าวว่า ทิศทางของการลงทุนในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ในปีนี้คงยังเงียบเหงา จะไม่เห็นการออกกองใหม่ เพราะปลายปีที่แล้วมีการแปรสภาพกองทุนอสังหาฯเป็น REIT และเอาทรัพย์สินดี ๆ มาเข้ากองกันหมดแล้ว ตอนนี้ก็จะเป็นการวางแผนว่าจะเดินไปแนวไหน ซึ่งจะต้องเป็นอีกสเต็ปของกองอสังหาฯ คงต้องรอดูต้นปีหน้า จะเห็นกองใหม่ ๆ ที่แปลกน่าตื่นเต้นเกิดขึ้น

สำหรับผลดำเนินงานของ บลจ.กสิกรไทย ณ 31 พ.ค. 61 มีมูลค่าสินทรัพย์ (AUM) รวมราว 1.34 ล้านล้านบาท ซึ่งจะมีกองทุนรวม 1.02 ล้านล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 1.95 แสนล้านบาท ครองแชมป์ในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ มีกองทุนส่วนบุคคล 1.25 แสนล้านบาท ซึ่งโต 7.2% จากสิ้นปีที่แล้ว สะท้อนว่าลูกค้าสถาบันใช้ความเชื่อมั่นการบริหารของบริษัท

วันนี้ทีมผู้บริหาร บลจ.กสิกรไทยฟูลทีมแล้ว และมีภารกิจกรุยทางการเติบโตเพื่อรักษาแชมป์ให้อยู่หมัด

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน บิ๊กดาต้า (Big Data)