AIS Network Hero เจาะเบื้องหลังภารกิจ 49 วัน เครือข่ายเคียงข้างคนไทยในยามวิกฤต
เหตุการณ์ช็อคคนไทยทั้งประเทศอย่างแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จนทำให้อาคารสูงกำลังก่อสร้างต้องพังทลายลงในพริบตา ท่ามกลางความโกลาหลและความท้าทายในทุกวินาที หน่วยงานกู้ภัยเร่งระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
โดยมี “เอไอเอส” ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายดิจิทัลชั้นนำของประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ ด้วยการนำนวัตกรรมโครงข่ายอัจฉริยะเข้าสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานช่วยเหลือฉุกเฉินอย่างเต็มกำลัง จนเป็นที่มาของคำว่า “Network Hero”
จุดเปลี่ยนภารกิจ จากขยายสัญญาณ สู่การค้นหาและกู้ชีวิต
นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส เปิดเผยถึงเบื้องหลังภารกิจ 49 วัน ในการเป็นเครือข่ายเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ว่า ไม่ได้เพียงการขยายสัญญาณโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่เป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในภารกิจค้นหาชีวิตโดยเฉพาะ

“หลายคนอาจคิดว่ารถโมบายของเอไอเอสใช้เพื่อขยายสัญญาณในพื้นที่จัดงานอีเวนต์หรือรองรับคนจำนวนมากเท่านั้น สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ แม้สถานีฐานไม่ได้ล่ม แต่เรามีวัตถุประสงค์ที่เหนือกว่านั้น คือการเข้าไปสนับสนุนการค้นหาผู้รอดชีวิต”
เอไอเอสได้ส่งรถโมบาย 2 คัน เข้าสู่พื้นที่ทันทีที่เกิดเหตุ ภายใต้การสนับสนุนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประกอบด้วย รถโมบายสีขาว จอดให้บริการด้านนอก เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารแก่นักข่าวและหน่วยกู้ภัยที่รวมตัวกันหนาแน่น และรถโมบายสีเขียวเข้าไปจอดในพื้นที่ใกล้ซากอาคาร โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดสัญญาณตามปกติ แต่ถูกปรับแต่งให้เป็น ศูนย์รวบรวมข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ที่อาจหลงเหลืออยู่ใต้ซากปรักหักพัง เพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ของอุปกรณ์เหล่านั้นให้ได้นานที่สุด

“ในวันแรกๆ เรามุ่งเน้นภารกิจค้นหาชีวิต เป้าหมายคือ Identify ว่า เครื่องไหนยังมีสัญญาณอยู่ โดยใช้ Data Analytics ย้อนดูข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์มือถือของผู้ที่อยู่ในพื้นที่ก่อนเกิดเหตุ เพื่อระบุตัวตนและคัดแยกผู้ประสบภัยออกจากเจ้าหน้าที่ได้อย่างแม่นยำ เมื่อได้รายชื่อเบอร์โทรศัพท์เหล่านั้นก็ส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อดำเนินการติดต่อและคัดกรองข้อมูลเพิ่มเติม”
หลังจากผ่านวันที่เป็นการแข่งกับเวลาในการค้นหาโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะแปลงภารกิจจากการค้นหา มาเป็นการสนับสนุนหน่วยกู้ภัยอย่างเต็มรูปแบบ รถโมบายสีเขียวเริ่มเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแก่โดรน หุ่นยนต์ และศูนย์ประสานงานภาคสนาม ทุกหน่วยต้องการสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่แรง เร็ว ทำให้เอไอเอสต้องเพิ่มอุปกรณ์ เนื่องจากที่ไม่ได้เปิด 5G ตั้งแต่แรกเพราะอุปกรณ์ในพื้นที่รองรับแค่ 4G ซึ่งเพียงพอ และต้องประหยัดพลังงานสูงสุด ควบคุมการจราจรของสัญญาณเพื่อให้เสถียรที่สุด
ผนึกกำลังนครบาล-ทีมวิศวะ มธ.
พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล เน้นย้ำถึงความท้าทายในการประสานงานท่ามกลางวิกฤตที่ไร้แบบแผนล่วงหน้าว่า เพราะภัยพิบัติในเมืองไทยไม่ได้เกิดบ่อยเหมือนกับไฟใหม้หรือน้ำท่วม เหตุการณ์แผ่นดินไหว-ตึกถล่มครั้งนี้นับเป็นภัยพิบัติอย่างหนึ่ง ซึ่งหลายหน่วยงานอยากเข้าช่วย แต่ไทยยังไม่มีแผนฝึกฝนที่ชัดเจน การนำรถโมบายเอไอเอส เข้ามาในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับจราจร ทำให้สามารถนำรถเข้าไปปฏิบัติการได้ พร้อมกล่าวชื่นชมถึงความทุ่มเทของทีมงานเอไอเอสที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก ต้องเผชิญทั้งยุงและฝุ่นของเศษซากปรักหักพังตลอด 49 วัน ของภารกิจ

ด้าน นายวัชระ อมศิริ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้วางแผนและดำเนินการกรณีเกิดภัยพิบัติของประเทศ เคยมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุการณ์วิกฤตต่าง ๆ รวมถึงโควิด-19 และน้ำท่วมปี 2554 ได้เล่าถึงการเข้ามาสนับสนุนในครั้งนี้ว่า มหาวิทยาลัยพยายามพัฒนาองค์ความรู้ และสร้างกลุ่มคนที่มีพื้นฐานด้านอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ให้มีความเข้าใจในการทำงานของ Mobile Operator เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภาวะวิกฤต
อาจารย์วัชระเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานงานภายใต้กลไกการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีระบบสื่อสารเพียงพอสำหรับการใช้งานในพื้นที่ตลอด 49 วัน โดยได้ทำงานร่วมกับเอไอเอส อย่างใกล้ชิดในการจัดหาทรัพยากรด้านพลังงานสำหรับรถโมบาย และรับประกันความพร้อมของระบบสื่อสารหลัก ระบบสื่อสารสำรอง รวมถึง Access Point และ Wi-Fi Point สำรอง เพื่อให้ทุกการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบรื่น
จิตอาสา โดรนกู้ภัยแม่นยำ
ขณะที่ นายโอภาส คัณฑิสุวรรณ นายกสมาคมตอบโต้ภัยพิบัติ ประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคเอกชนที่ปฏิบัติงานในเหตุการณ์ภัยพิบัติมาอย่างโชกโชน โดยเฉพาะการใช้โดรนจับความร้อนในเหตุการณ์ไฟไหม้หมิงตี้เคมี ได้เล่าถึงบทบาทของทีมโดรนในการสนับสนุนภารกิจนี้ โดยมี “กัปตันปิงค์” ผู้เชี่ยวชาญการบินโดรนเป็นกำลังหลัก
“หน้าที่ของทีมโดรนคือการหาจุดความร้อนและผู้รอดชีวิตใน 3 วันแรก ด้วยการเปิดสแกนความร้อนและมอนิเตอร์เพื่อรักษาความปลอดภัยให้ชุดค้นหา นอกจากนี้ ทีมโดรนยังใช้เซ็นเซอร์ที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของเศษปูนเพียง 1 มิลลิเมตร เพื่อสั่งถอนกำลังของทีมกู้ภัยทันทีหากเกิดความเสี่ยง”
หลังจากการค้นหาผู้รอดชีวิต ทีมโดรนยังคงทำหน้าที่มอนิเตอร์และสแกนพื้นที่เช้าเย็น เพื่อเก็บข้อมูลการขุดและการเคลื่อนย้ายซากปรักหักพัง ประเมินปริมาณงานที่ทำได้ในแต่ละวัน และระบุพิกัดของชิ้นส่วนหรือร่างที่พบ เพื่อนำไปสร้างภาพ 3 มิติ และยืนยันข้อมูลกับทีมสอบสวนได้อย่างแม่นยำ พร้อมย้ำว่า เอไอเอสมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้การสื่อสารของทีมโดรนไม่ขาดตอน ทำให้ทีมสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
‘Last Man Standing’ เคียงข้างทุกสถานการณ์
หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการฯ เอไอเอส กล่าวทิ้งท้ายว่า ภารกิจของเอไอเอสไม่ได้เพียงเข้าไปขยายสัญญาณ แต่พยายามใช้เทคนิคและเทคโนโลยีทุกอย่างที่ มี เพื่อสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน โดยเอไอเอสอยู่เคียงข้างตั้งแต่ภารกิจค้นหาในวันแรก ไปจนถึงวันสุดท้ายของการคืนพื้นที่
เป็นเบื้องหลังแห่งภารกิจ 49 วัน ที่ “เอไอเอส” พิสูจน์ให้เป็นอย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่เพียงความพร้อมด้านโครงข่ายที่แข็งแกร่ง แต่คือความมุ่งมั่นในการเป็น “Digital Infrastructure” กับ “Network Hero” ที่เป็นรากฐานสำคัญของประเทศ และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาและยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าความท้าทายจะยากลำบากเพียงใด

