Skip to content

เจ้าสัว CP แนะไทยปักหมุดฮับการผลิต ต่อยอดการค้า-ดึงลงทุนเทคโนโลยีสุดล้ำ

23 ก.ค. 2568 | 21:10น.
เจ้าสัว CP แนะไทยปักหมุดฮับการผลิต ต่อยอดการค้า-ดึงลงทุนเทคโนโลยีสุดล้ำ

‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ แนะไทยปักหมุดศูนย์กลางการผลิต ต่อยอดการค้า-ดึงลงทุนเทคโนโลยีสุดล้ำ

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เปิดเผยในงาน Exclusive Dinner Talk ไทย-จีน THE GOLDEN ROAD FROM NOW TO ETERNITY หัวข้อ 50 ปี ไทย-จีน The Golden Road : From Now to Eternity ว่า ขณะนี้มองเห็นความเจริญรุ่งเรือง ความก้าวหน้าโดยเฉพาะ 30 ปีข้างหน้า จากการไปลงทุนในจีนที่ผ่านมารวมกว่า 46 ปี โดยย้อนไปช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา จีนเน้นเรื่องเทคโนโลยีไม่ใช่การค้าระหว่างประเทศอย่างเดียว แต่เน้นการผลิตร่วมด้วย ซึ่งสิ่งที่ประทับใจมากคือ การใช้หุ่นยนต์ เทคโนโลยี เครื่องจักรที่ทันสมัย เพื่อผลิตสินค้าของดีราคาถูกขายไปทั่วโลก จากนั้น 30 กว่าปีที่ผ่านมาได้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมากมาย

อาทิ หัวเว่ย อาลีบาบา เทนเซ็นต์ และยังมีตามมาอีก ซึ่งในวันนี้จีนมีคนเก่งเทคโนโลยี คนหนุ่ม 30 กว่าคนที่ลือชื่อและมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีสูง ผลิตจรวด โดรน หุ่นยนต์ที่ความก้าวหน้า โดยมองว่าหากเป็นภาคการผลิตแล้ว ไม่มีประเทศไหนผลิตได้เร็วเท่าจีน เพราะจากการศึกษาเทคโนโลยีของจีน ไม่ได้ใช้แรงงาน แต่ใช้สมอง ซึ่งคนใช้สมองก็ไม่ได้ทำงานแบบสบาย ๆ มีความทุ่มเทในการทำงานสูงมาก

นายธนินท์กล่าวว่า ยกตัวอย่างผู้สร้างจรวดของจีน ที่ทดสอบยิงครั้งเดียวก็สำเร็จได้ ซึ่งมีโอกาสได้สอบถามมา ว่าทำไมถึงทำสำเร็จได้ในครั้งเดียว ผู้ผลิตดังกล่าวมีคำตอบคือ กำลังเงินไม่พอจึงต้องทำให้สำเร็จให้ได้ เพราะเป็นบริษัทส่วนตัว ทำให้แม้จรวดจะมีชิ้นส่วนประกอบเป็นแสนชิ้น แต่ใช้คนที่มีความรู้และทักษะสูง สร้างเสร็จแล้วใช้เวลา 5 เดือนในการตรวจสอบก่อนขึ้นยิงว่าส่วนใดมีปัญหาหรือไม่ ซึ่งมีคนกว่า 200 คนที่มีความรู้สูงใช้เวลา 5 เดือนในการทำงานแบบไม่กลับบ้าน ทุ่มเท อดทน ใช้สมอง ไม่ได้ใช้แรงงานเท่านั้นถึงจะสำเร็จ รวมถึงเทคโนโลยีอื่นอย่างหุ่นยนต์ หากสร้างจรวดได้แล้ว หุ่นยนต์ที่มีชิ้นส่วนไม่กี่หมื่นชิ้น หรือรถยนต์ที่มีชิ้นส่วนหลายหมื่นชิ้น แต่ไม่ถึงแสนชิ้น ก็สามารถผลิตได้เช่นกัน

นายธนินท์กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ เพราะมองว่าจากนี้จีนจะต้องผลิตสินค้าออกไปขายนอกประเทศทั่วโลก แต่เทคโนโลยีที่เป็นสมองจะอยู่ในจีน ทั้งชิ้นส่วนอัจฉริยะ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เรามองไม่เห็นเหล่านั้น โดยมีข้อเสนอแนะคือ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าของอาเซียน ที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางจริง ๆ และประเทศไทยมีการเดินนโยบายที่เป็นมิตรกับทุกคน ไม่สร้างศัตรู เคารพวัฒนธรรมอันดีงามของไทย รวมถึงใครก็อยากอยู่ในประเทศไทย โดยญี่ปุ่นมาลงทุนในไทยมากสุดเป็นกลุ่มรถยนต์ ซึ่งต่อจากนี้จะไม่ใช่รถยนต์แล้ว แม้ยังมีความสำคัญอยู่ แต่เรื่องเทคโนโลยีใหม่ อาทิ หุ่นยนต์ เครื่องจักรอัตโนมัติ จรวด ชิ้นส่วนไอโอที เอไอต่าง ๆ หากประเทศไทยมองว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางการค้า จะเริ่มเป็นศูนย์กลางการผลิตได้ด้วยหรือไม่

“ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนสร้างพื้นฐานไว้แล้ว หากเรามีนโยบายที่ดีกว่าปัจจุบัน พวกสินค้าเทคโนโลยีที่ผลิตแล้วไม่ใช่ขายเพียงในไทยเท่านั้น แต่ไปขายต่างประเทศด้วย เพราะไทยมีขนาดเล็กมาก จำนวนประชากรประมาณ 60 ล้านคน อาเซียนมีประมาณ 600-700 ล้านคน เทียบกับจีนที่มีจำนวนประชากรกว่า 1,400 ล้านคน หากไทยทำธุรกิจกับจีน ต่างคนต่างไม่มีภาษี เชื่อว่าจีนแพ้ เพราะเสียเปรียบ แต่การที่ไทยจะได้เปรียบ ต้องมีการศึกษาก่อนว่า คนจีนต้องการอะไร ไทยจะสามารถผลิตสินค้าตอบสนองได้อย่างไร ผ่านการลงทุนเองและเชิญนักลงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมด้วย” นายธนินท์กล่าว