ประกาศ ‘เขตภัยพิบัติ’ คืออะไร สำคัญอย่างไรในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ?
รู้จักการประกาศเป็น “เขตภัยพิบัติ” ในจังหวัดติดชายแดนไทย-กัมพูชา มีความสำคัญอย่างไร
การปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมหลายจังหวัดของไทยตามชายแดนที่ติดกับประเทศกัมพูชา จนกระทบชีวิตผู้คนในพื้นที่ ทั้งชุมชน สถานพยาบาล และระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ภาครัฐจึงจำเป็นต้องออกมาตรการพิเศษเพื่อเร่งช่วยเหลือ เริ่มจากการประกาศ “เขตภัยพิบัติ” อย่างเป็นทางการ
“สุรินทร์” เป็นจังหวัดแรกที่ได้รับการประกาศให้เป็น “เขตภัยพิบัติ” โดยผู้ว่าราชการจัดหวัด ตามมาด้วยอีก 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และตราด รวมทั้งหมด 19 อำเภอ 119 ตำบล 1,438 หมู่บ้าน เพื่อให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนดอย่างเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์
ประกาศเป็น “เขตภัยพิบัติ”
“เขตภัยพิบัติ” หรือ “เขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย” หมายถึง พื้นที่ที่ประสบภัยที่มีความรุนแรง เช่น อุทกภัย ไฟไหม้ ภัยแล้ง โรคระบาด หรือแม้แต่สงคราม ซึ่งเกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสาธารณูปโภค และต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
- พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบชัดเจน ไม่สามารถจัดการตามปกติได้ ต้องมีการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน
- การประกาศสามารถทำได้ในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด หรือทั้งประเทศ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงภาวะภัยพิบัติ
ซึ่งการประกาศนี้มีผลในทางกฎหมาย การบริหารจัดการ และการช่วยเหลือประชาชนหลายด้าน โดยกฎหมายหลัก ๆ ได้แก่
1. พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 15 ระบุว่า ให้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจ “ประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัย” เพื่อเปิดทางให้สามารถใช้มาตรการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และใช้งบประมาณที่จำเป็นได้
2. พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ให้สิทธิหน่วยงานของรัฐใช้งบประมาณ “เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น” เมื่อพื้นที่ใดได้รับการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ หน่วยงานสามารถ ขอใช้งบกลางฯ ได้ทันที โดยไม่ต้องรอผ่านขั้นตอนจัดสรรงบปกติ
3. ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2566 (ฉบับปรับปรุงล่าสุด) โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องประกาศเป็นเขตภัยพิบัติก่อน จึงจะเข้าเกณฑ์รับความช่วยเหลือตามระเบียบนี้ ได้แก่
- ประเภทของความช่วยเหลือ (เช่น ชดเชยความเสียหายบ้านเรือน, ค่าเลี้ยงชีพ, ค่าอุปกรณ์)
- ขั้นตอนการอนุมัติจ่ายเงิน
- การขอเอกสารรับรองจากผู้ว่าราชการจังหวัดหรืออำเภอ
จากพ.ร.บ.ดังกล่าว ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานสามารถดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ระดมทรัพยากรและกำลังจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์รุนแรง โดยลดขั้นตอนในการปฏิบัติงานทำให้การช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากกว่าปกติ ได้แก่
1. รัฐสามารถนำเงินทดรองราชการหรืองบกลางช่วยเหลือผู้ประสบภัย มาใช้ได้ทันทีตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยล่าสุดกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการมีอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด เพิ่มเป็นจังหวัดละ 100 ล้านบาท
2. ตั้งศูนย์ช่วยเหลือและอพยพได้รวดเร็ว การจัดตั้งศูนย์อพยพ จุดแจกสิ่งของ และหน่วยกู้ภัยสามารถดำเนินงานได้ทันทีตามความจำเป็น เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา เครื่องจักรกลสาธารณภัยจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 7 สกลนครได้เข้าปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษแล้ว จำนวน 7 รายการ รวม 14 คัน ได้แก่
- รถเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ขนาด 200 kVA.
- รถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ขนาด 12,000 ลิตร
- รถตรวจการณ์
- รถบรรทุกขนาดเล็ก
- รถปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยพร้อมอุปกรณ์
- รถผลิตน้ำดื่ม
- รถประกอบอาหารพร้อมอุปกรณ์
3. รัฐสามารถสั่งอพยพ หรือจำกัดการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ เพื่อความปลอดภัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน
4. ประสานหน่วยงานได้มีประสิทธิภาพ ประสานงานระหว่าง ภาคทหาร สาธารณสุข ปภ. หน่วยท้องถิ่น และภาคเอกชน ได้รวดเร็วและเป็นระบบ
5. ให้ความช่วยเหลือแบบมีมาตรฐาน ผู้ประสบภัยสามารถขอหนังสือรับรองเพื่อใช้สิทธิ์ เช่น ชดเชย เยียวยา ค่าซ่อมแซมบ้าน ฯลฯ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง