เพจแฟนคลับหมอมนูญย้อนบทสัมภาษณ์พยาบาลทำงานที่วัดพระบาทน้ำพุถูกสั่งห้ามจ่ายยาต้าน-ข่มขู่ให้ออกจากวัด มองเป็นตราบาปของสังคม
เพจเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC โพสต์ถึงประเด็นวัดพระบาทน้ำพุ วัดที่มีชื่อเสียงมาจากการรักษาโรคเอดส์ กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง พร้อมกับคดีของหมอบี หรือ “นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล“ ใจความว่า ช่วงนี้วัดกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งเลยอยากแชร์บางช่วงของบทความที่ตัวเองเขียนเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผ่านการสัมภาษณ์พยาบาลที่ทำงานอยู่ในวัด
วัดนี้ดำเนินงานในฐานะสถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์ แต่คนวิจารณ์ว่า วัดกำลังหากำไรจากการรับรักษาด้วยยายืดอายุ
เลสลีย์ (นามสมมติ) เริ่มทำงานอาสาสมัครที่วัดพระบาทน้ำพุในปี 2546 ด้วยประสบการณ์ทำงานกว่า 15 ปี เธอทำหน้าที่ตรวจเลือด เอกซเรย์ และดูแลผู้ป่วย โดยใช้เงินส่วนตัวซื้อของจำเป็นที่ขาดแคลน เช่น ผ้าอ้อมและยา
ช่วงหนึ่งเธอและอาสาสมัครคนอื่น ๆ สามารถจัดหายาต้านไวรัสเอชไอวี (ARV) ให้ผู้ป่วยได้ถึง 53 คน แต่ต่อมาถูกห้ามเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วย ยาถูกยึด และถูกข่มขู่ให้หยุดจ่ายยาและออกจากวัด
วันหนึ่งหลังยางรถจักรยานยนต์ของเธอถูกกรีด เธอจึงออกจากวัดในปลายปี 2547 นับแต่นั้นมาไม่มีแพทย์หรือพยาบาลทำงานที่นั่นอีก
เธอและทีมพยายามช่วยผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตภายนอก หรือส่งโรงพยาบาล เพราะพบว่าผู้ป่วยราว 95% ถูกญาติทอดทิ้ง
เธอเชื่อว่าการที่ผู้ป่วยดูแข็งแรงขึ้นอาจทำให้เงินบริจาคลดลง ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่เธอถูกขอให้ออก และชี้ว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องศาสนา แต่เป็นตราบาปทางสังคมที่วัดสะท้อนออกมา
ข้อความฉบับเต็ม
”ช่วงนี้ “วัดพระบาทน้ำพุ” กลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ เลยอยากจะแชร์บางช่วงบางตอนของบทความชื่อ “วัดเอดส์ถูกจับตาอีกครั้ง” ที่เราเขียนลงใน Bangkok Post เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2557
บทสัมภาษณ์พยาบาลที่เคยทำงานดูแลคนไข้โรคเอดส์ระยะสุดท้ายในวัดพระบาทน้ำพุ
ระหว่าง พ.ศ. 2546-2547
วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ดำเนินงานในฐานะสถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคนี้ แต่ผู้วิจารณ์กล่าวว่าวัดกำลังหากำไรจากผู้ป่วย ซึ่งสามารถเข้ารับการรักษาในระบบสาธารณสุขด้วยยาที่ช่วยยืดอายุได้
เลสลีย์ (ไม่ใช่ชื่อจริง) เดินทางไปวัดพระบาทน้ำพุเป็นครั้งแรกช่วงปลายปี 2546 พยาบาลชาวสวิสรายนี้มีประสบการณ์ทำงานกว่า 15 ปีในขณะนั้น และจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยด้านจิตวิทยาและปรัชญา
งานประจำวันของเธอ รวมถึงการเอกซเรย์ ตรวจเลือด จัดทำแฟ้มและรายชื่อผู้ป่วย
แต่สิ่งของจำเป็นหลายอย่างขาดแคลนอยู่เสมอ อาสาสมัครจึงต้องควักเงินส่วนตัวซื้อผ้าปูที่นอน อุปกรณ์การแพทย์ ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ และอาหารให้ผู้ป่วยเอง
ครั้งหนึ่ง เลสลีย์และอาสาสมัครคนอื่น ๆ รวมทั้ง พญ.จุรีรัตน์ สามารถจัดหายาต้านไวรัสเอชไอวี (ARV) ให้ผู้ป่วยได้ถึง 53 คน แต่จากนั้นสถานการณ์ก็เริ่มยากลำบาก พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ตรวจเลือดหรือเปิดดูแฟ้มเวชระเบียนของผู้ป่วย จากนั้นยาต้านก็หายไป และเลสลีย์ก็ถูกข่มขู่
“มีคนบอกฉันให้หยุดจ่ายยาต้านและออกไปจากที่นี่ ไม่อย่างนั้นจะถูกฆ่า” เลสลีย์กล่าว
วันหนึ่งยางรถจักรยานยนต์ของเธอถูกกรีดจนแบน ในที่สุดเธอก็ออกจากวัดไปในเดือนพฤศจิกายน 2547 นับแต่นั้นมาก็ไม่มีแพทย์หรือพยาบาลทำงานอยู่ที่วัดอีกเลย
ในช่วงวันท้าย ๆ ที่นั่น เลสลีย์และอาสาสมัครคนอื่นพยายามช่วยผู้ป่วยให้ออกจากวัด เพื่อกลับไปใช้ชีวิตข้างนอก หรือหากร่างกายอ่อนแอก็จะได้ไปรักษาตัวในโรงพยาบาล
จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่วัดหลายคน สเปกตรัมพบว่าประมาณ 95% ของผู้ป่วยที่วัดพระบาทน้ำพุถูกญาติพามาทิ้งไว้ ขณะที่มีเพียงราว 5% เท่านั้นที่ยังมีญาติมาเยี่ยม
“[ผู้ป่วย] ถูกปลดจากข้าวของส่วนตัวชิ้นสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าหรือแหวน แล้วก็ถูกปล่อยให้ตายให้เร็วที่สุด เพื่อให้ความอับอายหายไปจากวงศ์ตระกูล” เลสลีย์ ซึ่งปัจจุบันอายุ 50 ปีกล่าว
“บางคนถูกพามาในสภาพน่าเวทนา-เล็บยาว ไม่เคยอาบน้ำ ใกล้ตายหรือเสียชีวิตแล้ว บางครอบครัวไม่รู้ว่ายาต้านมีให้ฟรีและเข้าถึงได้ทุกคนในโรงพยาบาล แต่พวกเขารู้จากทีวีว่ามี ‘วัดเอดส์’ ในลพบุรี”
เธอกล่าวว่า ตราบใดที่ยังมีสถานที่เช่นนี้อยู่ บางคนก็จะปล่อยให้ญาติของตนตายโดยไม่มีโอกาสได้รับยาต้าน
“มันไม่เกี่ยวกับศาสนาอย่างที่ชาวตะวันตกหลายคนคิด แต่เกี่ยวกับตราบาปทางสังคม” เธอกล่าว “วัดนี้เป็นช่องโหว่ที่สมบูรณ์แบบ”
จนถึงทุกวันนี้ เลสลีย์ก็ยังไม่แน่ใจนักว่าทำไมเธอจึงถูกขอให้ออกจากวัด แต่เธอสันนิษฐานว่าผู้ป่วยดูมีสุขภาพดีเกินไปเมื่อได้รับยาต้าน ซึ่งอาจทำให้เงินบริจาคลดลง
“ถ้าผู้ป่วยได้รับยาต้านและอยู่กับครอบครัว สังคมก็จะถูกบังคับให้ต้องรับมือกับพวกเขา และวัดพระบาทน้ำพุก็จะไม่มีอยู่ต่อไป” เธอกล่าว