Skip to content

นโยบาย ‘ภาษีทรัมป์’ อาจถูก ‘คว่ำ’ คาศาล

20 ส.ค. 2568 | 07:22น.
นโยบาย ‘ภาษีทรัมป์’ อาจถูก ‘คว่ำ’ คาศาล
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของผู้นำผู้อื้อฉาวอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” คงรับรู้กันดีว่านโยบายหลาย ๆ อย่างที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันนี้ประกาศบังคับใช้ รวมทั้งนโยบายสำคัญ อย่างนโยบายการเรียกเก็บ “ภาษีตอบโต้” (Reciprocal Tariffs) ได้รับการคัดค้าน ต่อต้าน และท้าทายมาตั้งแต่แรกเริ่ม จนเป็นคดีความอยู่ในศาลสหรัฐอเมริกาหลายคดี

เมื่อ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีการไต่สวนคดีหนึ่งในจำนวนนั้นในชั้นศาลอุทธรณ์ ของศาลรัฐบาลกลาง (Federal Appeals Court) ในสหรัฐอเมริกา โดยผู้ฟ้องร้องอ้างว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่สามารถกำหนดนโยบายว่าด้วยภาษีตอบโต้มาบังคับใช้ได้ เนื่องจากไม่มีอำนาจตามกฎหมายมารองรับ ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์ประกาศใช้นโยบายภาษีตอบโต้ต่อประเทศต่าง ๆ ดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามความในรัฐบัญญัติ ว่าด้วยอำนาจในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Economic Emergency Powers Act หรือ IEEPA)

ปัญหาคือ มีผู้แย้งว่าอำนาจตามรัฐบัญญัติดังกล่าว กำหนดไว้ในกรณีที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นแล้วเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจริง จึงอาศัยอำนาจตามรัฐบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ เท่ากับว่านโยบายตอบโต้ทางภาษีของทรัมป์ไม่ได้มีกฎหมายใด ๆ รองรับ และบังคับใช้ไม่ได้

ว่ากันว่า แม้แต่องค์คณะผู้พิพากษาของศาลเองยังแสดงความกังขาอย่างหนักกับการใช้อำนาจตามรัฐบัญญัติดังกล่าว มาตรากฎหมายเพื่อบังคับใช้ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

คดีนี้คาดหมายกันว่าศาลจะมีคำพิพากษาออกมาในราวสิ้นเดือนกันยายน แต่นักวิเคราะห์บางราย รวมทั้ง เจมส์ ลูซิเออร์ จากอัลฟา แคปิตอล พาร์ตเนอร์ส กรุ๊ป เชื่อว่าคำพิพากษาอาจมาเร็วกว่านั้น โดยอาจจะมีขึ้นภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้เท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ในกรณีที่คำพิพากษาออกมาเป็นเอกฉันท์ หรือแทบเป็นเอกฉันท์ ก็จะทำให้ศาลสูงสุด (Supreme Court) ไม่จำเป็นต้องรับคดีนี้มาพิจารณาโดยทันที และสามารถปฏิเสธคำร้องขออาศัยอำนาจศาล ให้บังคับใช้นโยบายนี้ไปพลางระหว่างกำลังพิจารณาคดีได้อีกด้วย ซึ่งหมายความว่านโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์จะล้มครืน ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปในทันทีที่คำพิพากษาของศาลปรากฏออกมา

นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม พากันออกมาส่งสัญญาณเตือนว่า “หายนะ” จะเกิดขึ้นตามมาอย่างไร ถ้าหากศาลอุทธรณ์พิพากษาคว่ำนโยบายนี้ คำเตือนทำนองนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ไปจากท่าทีเดิม ที่มักยืนยันอยู่ตลอดมาว่ามีอำนาจตามกฎหมายเต็มที่ในการกำหนดนโยบายต่าง ๆ

นโยบายภาษีตอบโต้ของรัฐบาลทรัมป์เป็นที่มาของ “ความตกลงการค้า” กับประเทศต่าง ๆ จำนวนหนึ่ง รวมทั้งความตกลงกับสหภาพยุโรป ซึ่งรับปากจะลงทุนในสหรัฐอเมริกาเป็นมูลค่า 600,000 ล้านดอลลาร์ และกำหนดจะจัดซื้อผลผลิตด้านพลังงานของสหรัฐอเมริกาอีกเป็นมูลค่า 750,000 ล้านดอลลาร์ รวมไปถึงการจัดซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์อีกจำนวนหนึ่งจากฝ่ายอเมริกัน

นอกจากนั้น ยังมีความตกลงการค้าคล้าย ๆ กัน ระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่น ที่รวมถึงการลงทุนในสหรัฐอเมริกาด้วยเม็ดเงินถึง 550,000 ล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกัน

ในความเป็นจริง สหรัฐอเมริกายังไม่ได้รับเงินเหล่านั้นมาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ในบันทึกลายลักษณ์อักษรที่ทางกระทรวงยุติธรรมทำถึงศาลอุทธรณ์ลงวันที่ 11 สิงหาคม ระบุไว้ชัดเจนว่า หากนโยบายภาษีตอบโต้ถูกคว่ำ รัฐบาลจะตกเป็นหนี้ทุก ๆ ประเทศในทันที อันจะนำไปสู่หายนะ ตามความในเอกสารดังกล่าวตอนหนึ่งระบุว่า “ท่านประธานาธิบดีเชื่อว่าประเทศของเราไม่สามารถชดใช้เงินรวมเป็นล้านล้านดอลลาร์ดังกล่าวคืนให้กับประเทศอื่นๆ ได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดสภาพทำลายล้างทางการเงินขึ้นตามมา”

เนื้อหาของเอกสารดังกล่าวอีกตอนหนึ่งระบุว่า การคว่ำนโยบายภาษีตอบโต้ และบรรดาความตกลงทางการค้าที่ทำขึ้นไว้กับประเทศต่าง ๆ นั้น จะนำไปสู่ “ผลลัพธ์ในรูปแบบเดียวกับเมื่อปี 1929” ที่หมายถึงการเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เหมือนกับที่ทรัมป์เคยทำนายไว้ว่าจะเกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกา ถ้าหากศาลพิพากษาออกมาตรงกันข้ามกับแนวคิดของตน

เอกสารจากกระทรวงยุติธรรมดังกล่าวนี้ ยังระบุรายละเอียดเอาไว้เพิ่มเติมด้วยว่า “หากเกิดขึ้นตามกรณีที่ว่านั้น ประชาชนจะถูกบีบบังคับให้ละทิ้งบ้านเรือน ตำแหน่งงานหลายล้านตำแหน่งจะมลายหายไป ชาวอเมริกันที่ทำงานอย่างหนักต้องสูญเสียเงินออม ไม่มีแม้กระทั่งหลักประกันทางสังคมและหลักประกันทางการแพทย์” และ “กล่าวง่าย ๆ ก็คือ เศรษฐกิจจะตกอยู่ในสภาพพังพินาศ แทนที่จะประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

ผู้สันทัดกรณียืนยันว่า สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์กล่าวอ้างเอาไว้นั้น ดูเหมือนจะเกินเลยจากความเป็นจริงไปไม่น้อย โดยข้อเท็จจริงแล้ว รัฐบาลสามารถทำรายได้จากภาษีศุลกากรมาไม่น้อย นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา และบรรดาผู้นำเข้าที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายภาษีดังกล่าวก็ย่อมมีสิทธิเต็มที่ที่จะเรียกเงินดังกล่าวคืนในกรณีที่นโยบายภาษีของทรัมป์ทั้งดุ้นถูกคว่ำในศาล แต่จำนวนเงินที่ว่านี้รวมกันแล้วอยู่ที่เพียงแค่ราว ๆ 100,000 ล้านดอลลาร์ แถมยังรวมเอากรณีการขึ้นภาษีตามภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ได้อาศัยอำนาจตามรัฐบัญญัติฉบับที่ว่านี้ด้วยอีกต่างหาก ทำให้ยังสามารถมีผลบังคับใช้อยู่ต่อไป

ปัญหาจริง ๆ ของทรัมป์ไม่ได้อยู่ที่คืนเงินได้หรือไม่ แต่อยู่ตรงที่ทรัมป์จะมีปัญหาใหญ่ ไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายภาษีตอบโต้ของตนได้อีกต่อไป และความตกลงการค้าทั้งหลายทั้งปวงก็จะไม่มีกฎหมายรองรับตามไปด้วย

ยาร์เดนี รีเสิร์ช ระบุไว้ในบทวิเคราะห์ของบริษัทว่า ในกรณีที่ทรัมป์แพ้คดีในศาล ผลลัพธ์ที่ตามมาจะยุ่งเหยิงวุ่นวายอย่างยิ่ง ในขณะที่ทรัมป์เองก็ต้องการใช้เงินรายได้จากภาษีมาลดการขาดดุลงบประมาณและช่วยให้ผลตอบแทนพันธบัตรลดต่ำลง

ดังนั้น หากทรัมป์แพ้คดี ไม่เพียงผลตอบแทนพันธบัตรอาจจะพุ่งสูงขึ้นเท่านั้น ตลาดหุ้นอาจพังพาบลงมาอีกครั้ง เพราะต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนใหม่อีกระลอก ก็เป็นหายนะระดับหนึ่งเช่นเดียวกัน แม้จะไม่เวอร์วังอย่างที่คนของทรัมป์วาดเอาไว้ก็ตามทีิ