Skip to content

บอร์ดประกันสังคมรับ มีกลุ่มทุนสนซื้อหุ้น ‘บางจาก’ ยัน สปส. ถือเท่าเดิม

03 ก.ย. 2568 | 15:50น.
บอร์ดประกันสังคมรับ มีกลุ่มทุนสนซื้อหุ้น ‘บางจาก’ ยัน สปส. ถือเท่าเดิม

บอร์ดประกันสังคมรับมีกลุ่มทุนเสนอเข้าซื้อหุ้น ‘บางจาก’ จาก สปส. แบบบิ๊กลอต กว่า 6,000 ล้านบาท ยืนยัน สปส. ถือเท่าเดิม ชง 4 มาตรการเข้มสกัดหาประโยชน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการฝ่ายผู้ประกันตน คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) และอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง กองทุนประกันสังคม โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีการลงทุนในหุ้นบางจาก ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ว่า “ทุนโนมินีชนชั้นนำสองประเทศ กับพอร์ตลงทุน 2.7 ล้านล้าน และหุ้นบางจาก-ไล่ไทม์ไลน์ความพยายามเข้าซื้อบางจากและปัญหาความโปร่งใสของการลงทุนประกันสังคม”

การนำประกันสังคมสู่แสงสว่างของทีมประกันสังคมก้าวหน้าจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและรักษาผลประโยชน์หลักพันล้านให้แก่ผู้ประกันตนได้อย่างแท้จริง

จากบทความ Thaksin Shinawatra’s Mystery Fixer Man – by John Berthelsen ได้ระบุข้อความว่า “การที่ทักษิณร่วมกับฮุนเซนซื้อบางจากจากประกันสังคมไม่ได้สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่ฮุนเซน ?”

ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2558 ประกันสังคมเข้าถือหุ้นบางจากมูลค่า 5,931 ล้านบาท โดยจัดการลงทุนนี้เป็น “การลงทุนยุทธศาสตร์” หรือ “การลงทุนนอกแผนปกติ” การลงทุนแผนปกติคือการกำหนดสัดส่วนของสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ แบบตายตัวเพื่อการบริหารความเสี่ยงและผลตอบแทนให้สอดคล้องกับกองทุน โดยก่อนปี 2567 มีกรอบการลงทุน “เชิงยุทธศาสตร์” หรือ นอกแผนปกติ 2% ประมาณ 4-50,000 ล้านบาท ก่อนปรับมาเป็น 3.5% ประมาณ 7-80,000 ล้านบาท ในปี 2567

แต่สิ่งที่เป็นที่น่าสงสัย คือ โดยปกติแล้วการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ จะต้องมีเป้าประสงค์เน้นผลประโยชน์โดยตรงต่อผู้ประกันตน เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยต่ำ หรือโครงการที่สร้างประโยชน์ตรงแก่ผู้ประกันตน การที่บางจากอยู่ในพอร์ตการลงทุนยุทธศาสตร์ จึงเป็นที่น่าตั้งคำถาม เพราะหากหลักเกณฑ์นี้หลวมเกินไป หุ้นทุกตัวในตลาดก็อาจกลายเป็น “หุ้นยุทธศาสตร์” ได้ การที่หุ้นบางจาก 5,931 ล้านบาท เข้าสู่พอร์ตประกันสังคมจึงเต็มไปด้วยข้อคำถาม

ประเด็นที่น่าคิดคือ ในปี 2567 ข้อมูลจาก asiasentinel.com ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะมีข้อเสนอซื้อหุ้นบางจากทั้งหมดที่ประกันสังคมถือครอง (Big Lot) มูลค่ามากกว่า 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 14% ของบริษัท การเข้าซื้อในสัดส่วนนี้ หมายถึงการพยายามเข้าซื้อกิจการบางจากซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ปั๊มน้ำมัน แต่ยังรวมถึงสิทธิ์ในโรงกลั่น และใบอนุญาตต่างๆ ที่เป็นที่สนใจของกลุ่มทุนพลังงาน

อย่างไรก็ตาม อนุกรรมการบริหารการลงทุน สำนักงานประกันสังคม โดยเฉพาะตัวแทนผู้ประกันตน ได้ตั้งข้อสังเกตอย่างมากถึงรายชื่อกลุ่มที่เข้ามาทำข้อเสนอ เนื่องจากกลุ่มนี้มีปัญหาในเรื่อง “การระบุตัวตนและไม่สามารถระบุว่าใครคือผู้ซื้อที่แท้จริง ซึ่งขัดกับหลักการบริหารความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล การยอมรับทางสังคม และผลกระทบทางสังคม”

ภายใต้กรอบ SAA (Strategic Asset Allocation) ระยะ 5 ปี มีข้อกำหนดสำคัญว่า การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์จำเป็นต้องให้ผลประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ประกันตน และหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นที่ไม่มีข้อตกลงประโยชน์ชัดเจน ด้วยเหตุนี้ หุ้นบางจากจึงถูกปรับสถานะเป็นหุ้นแบบปกติ ที่สามารถซื้อขายได้ตามกลไกตลาด

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าและผมเองได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญ ทั้งในระดับอนุกรรมการบริหารการลงทุนและคณะกรรมการชุดใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้การซื้อขายบางจากไหลไปสู่กลุ่มทุนที่ไม่มีความโปร่งใส ไร้ซึ่งธรรมาภิบาล และไม่สามารถระบุตัวผู้ซื้อที่แท้จริงได้

ณ วันนี้ ประกันสังคมยังคงถือครองหุ้นบางจากในสัดส่วนเดิม มิได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเงื่อนไขและความกังวลที่เราได้ให้ไว้เป็นข้อกำหนดสำคัญ

เมื่อเราเชื่อมโยงข้อมูลที่ผ่านมา จึงมีความเป็นไปได้ว่า กลุ่มทุนที่มีเป้าประสงค์จะเข้าซื้อและถือครองบางจากอาจเป็นกลุ่มทุนที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ และจากไทม์ไลน์ของกระบวนการที่มีการพยายามผลักดันผ่านช่องทางต่างๆ จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าอาจมีเครือข่ายการลงทุนที่อาจมีประวัติไม่ดีมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย ตามที่บทความได้ระบุ

“ความโชคดีของผู้ประกันตน คือ กรรมการ และอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน ได้ตรวจสอบและป้องกันเรื่องนี้อย่างจริงจัง”

เพื่อป้องกันปัญหาความไม่โปร่งใสเช่นนี้ในอนาคต เราจึงได้เสนอมาตรการสำคัญหลายประการ เพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ที่มิชอบ

ประการแรก การจำกัดการลงทุน นอกยุทธศาสตร์มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท (Non-SAA) ต้องเป็นการลงทุนที่สร้างผลประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ประกันตนเท่านั้น ไม่ใช่การลงทุนอื่น ๆ

ประการที่สอง การซื้อขาย Big Lot ต้องมีการกำหนดให้มีการแสดงรายละเอียดผู้ถือหุ้นชั้นสุดท้าย (Ultimate Beneficial Owner) ไม่ให้ใช้ Nominee หรือบริษัทจดทะเบียนที่อาจอยู่นอกเขตอำนาจศาลไทยเป็นผู้ซื้อ การประเมินราคาและมูลค่าอย่างเข้มงวด และห้ามขายให้กับกลุ่มที่มีปัญหาด้านธรรมาภิบาล

ประการที่สาม การขายต้องเป็นการขายแบบ Auction Process โปร่งใส

ประการที่สี่ หากเป็นการขายในลักษณะที่สามารถเข้าควบคุมกิจการ ต้องป้องกันการขายที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนและผลประโยชน์สาธารณะ

ตราบใดที่ประกันสังคมยังอยู่ภายใต้ระบบราชการที่ไม่โปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อนจำนวนมหาศาลนี้ จะซ่อนอยู่ภายในสำนักงานที่สามารถถูกแต่งตั้งทางตรงได้จาก รัฐมนตรีที่ยึดโยงกับสายบังคับบัญชาไม่ใช่ผู้ประกันตน การปฏิรูปประกันสังคมออกนอกระบบราชการ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะสร้างประกันสังคมให้เป็นของทุกคนได้

การนำประกันสังคมสู่แสงสว่างของทีมประกันสังคมก้าวหน้า จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและรักษาผลประโยชน์หลักพันล้านให้แก่ผู้ประกันตนได้อย่างแท้จริง

ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลทั่วไป ที่หาได้จากทางตลาดหลักทรัพย์ และประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเปิดเผยเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ประกันตน

วันเดียวกัน นายษัษฐรัมย์ ยังให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว “มติชน” โดยระบุว่าว่า เรื่องหุ้นที่เข้ามาเกี่ยวกับประกันสังคม เกิดจากการที่มีบทความภาษาอังกฤษที่พูดถึงเครือข่ายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งในบทความได้มีการพูดถึงว่ามีเครือข่ายของนักลงทุนขนาดใหญ่ที่พยายามจะกว้านซื้อธุรกิจด้านพลังงานภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ซึ่งประกันสังคมก็เป็น 1 ในตัวเลือก ที่บทความนั้นได้กล่าวถึงว่า การที่ไม่สามารถมีการซื้อหุ้นบางจากเกิดขึ้นได้จากประกันสังคม ทำให้เกิดความขัดแย้งกัน

“สิ่งที่ผมได้โพสต์ในนามทีมประกันสังคมก้าวหน้า เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า มันมีกระบวนการแบบนี้เกิดขึ้นจริง การที่มีกลุ่มทุนที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้เข้ามาเสนอซื้อหุ้นบางจากมีอยู่จริง แต่ทางเราก็ได้ปกป้องผลประโยชน์ผู้ประกันตนอย่างเต็มที่ แต่ในมุมของเราคือ ไม่ได้มีการขายหุ้นบางจาก Big Lot ในปี 2567 เนื่องจากเรามีมาตรการที่ค่อนข้างเข้มข้นตั้งแต่ระดับคณะกรรมการไปจนถึงอนุกรรมการ” นายษัษฐรัมย์ กล่าว

อ่านโพสต์ต้นฉบับ ที่นี่