Skip to content

มากุโระ กรุ๊ป สวนกระแสศก. ทุ่มฯ 10 ล้าน ปั้นแบรนด์ใหม่-ชิงกำลังซื้อครึ่งปีหลัง

04 ก.ย. 2568 | 18:57น.
มากุโระ กรุ๊ป สวนกระแสศก. ทุ่มฯ 10 ล้าน ปั้นแบรนด์ใหม่-ชิงกำลังซื้อครึ่งปีหลัง

มากุโระ กรุ๊ป สวนกระแสเศรษฐกิจ ประกาศแผนเดินหน้าขยายสาขาแบรนด์ในเครือต่อเนื่อง ล่าสุดทุ่มฯงบกว่า 10 ล้านบาท เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “KIWAMIYA” ร้านวากิวแฮมเบิร์กต้นตำรับ จากประเทศญี่ปุ่น หวังชิงกำลังซื้อกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน วางเป้าภายใน 3 ปี ขยายครบ 10 สาขา เน้นเจาะทำเลห้างฯ-ศูนย์การค้าพรีเมี่ยม มั่นใจสิ้นปี 2568 รายได้โตไม่ต่ำกว่า 30% จากปีก่อนหน้ามีรายได้อยู่ที่ 1,300 กว่าล้านบาท

นายธีรภพ กรานเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง

ส่งแบรนด์ใหม่-ชิงกำลังซื้อ

ล่าสุด ได้ทุ่มงบลงุทนกว่า 10 ล้านบาท เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “KIWAMIYA” (คิวะมิยะ) ร้านแฮมเบิร์กและสเต็กเนื้อวากิวต้นตำรับจากเมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ที่ เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งนับเป็นสาขาแรกในประเทศไทย และเป็นแบรนด์ใหม่ลำดับที่ 7 ของในเครือมากุโระ กรุ๊ป จากปัจจุบันมีแบรนด์ในเครืออยู่ทั้งหมด 6 แบรนด์

“การที่เราเลือกที่จะนำแบรนด์ “KIWAMIYA” (คิวะมิยะ) เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย หลักๆ เป็นผลมาจากที่แบรนด์นี้ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยม และเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เป็นนักชิม (Foodie) ประกอบกับแบรนด์ KIWAMIYA ยังมีประสบการณ์การทานอาหารที่แตกต่างและยังหาได้น้อยในตลาดร้านอาหารในปัจจุบัน ดังนั้น จึงมองว่าการนำแบรนด์นี้เข้ามาจะเป็นอีกหนึ่งตัวไดร์ฟสำคัญที่จะมาช่วยสร้างการเติบโตให้กับบริษัทฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ”

โดยแนวทางการดำเนินงานของแบรนด์ “KIWAMIYA” เบื้องต้นบริษัทฯ ตั้งเป้าจะขยายสาขาให้ครบ 10 แห่ง โดยจะเน้นเจาะทำเลห้างสรรพสินค้าเกรด A อาทิ โครงการในเครือเซ็นทรัล สยามพิวรรธน์ และเดอะมอลล์ เนื่องจากเป็นทำเลที่ตรงกับฐานลูกค้าหลักของมากุโระ กรุ๊ป ที่มีกำลังซื้อในระดับกลางถึงบน โดยราคาของอาหารจะวางตำแหน่งเป็นร้านที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ ในราคาเริ่มต้นเซ็ตละ 300 บาทขึ้นไป ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมียอดใช้จ่ายต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 500 บาทเป็นอย่างต่ำ

มากุโระ กรุ๊ป

ลุยขยายไม่ต่ำกว่า 10 สาขาต่อปี

นายธีรภพ กล่าวต่อว่า ขณะที่แผนการขยายสาขาแบรนด์อื่นๆ ในเครือ เบื้องต้นบริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าขยายสาขาแบรนด์ในเครืออย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 สาขาต่อปี ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างศึกษาและพัฒนาแบรนด์ใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยอาจจะมีทั้งในรูปแบบของการนำเข้าแบรนด์จากต่างประเทศ และการพัฒนาแบรนด์ขึ้นเอง เพื่อเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอและขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

จากปัจจุบัน มากุโระ กรุ๊ป มีสมาชิกในทุกแบรนด์ของเครือรวมกันกว่า 250,000 ราย ซึ่งกว่า 70% เป็นสมาชิกที่ยังคงใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ (Active Users) และที่สำคัญคือยอดขายราว 50-60% ของทุกแบรนด์มาจากลูกค้ากลุ่มนี้ ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ และการรักษาฐานลูกค้าเก่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่ทำสงครามราคา-เน้นสร้างความคุ้มค่า

ในส่วนกลยุทธ์การทำตลาด บริษัทฯ จะยังคงเน้น “ความคุ้มค่า” เป็นแกนหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ว่าจะมีการแข่งขันสูงและเกิด “สงครามราคา” ในตลาดร้านอาหาร แต่บริษัทฯ จะไม่ใช้นโยบายลดราคาเพื่อแข่งขัน แต่จะมุ่งเน้นการสร้างความคุ้มค่าผ่านการปรับกลยุทธ์เมนู (Menu Engineering) เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน

“เราไม่ได้ลดราคา แต่เราปรับเปลี่ยนเมนูให้ลูกค้าเข้าถึงง่ายและทานได้หลากหลายขึ้น เช่น แบรนด์มากุโระในคอนเซ็ปต์ใหม่ มีการปรับขนาดของเมนูโรลจากเดิม 8 ชิ้น เหลือ 4 ชิ้น ทำให้ลูกค้าที่มาคนเดียวหรือมาเป็นกลุ่มเล็กๆ สามารถสั่งอาหารได้หลายอย่างในมื้อเดียว โดยที่ยังคงคุณภาพวัตถุดิบไว้เหมือนเดิม”

ชี้ผู้บริโภคยังระมัดระวัง

ด้านนายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ ในแง่ของภาพรวมตลาดร้านอาหารในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย

แต่บริษัทฯ มองว่าในช่วงไตรมาส 4 ที่ถือเป็นช่วงพีคซีซั่นของธุรกิจ ไม่ว่าจะทั้งจากการกลับมาของนักท่องเที่ยว และการเปิดตัวของศูนย์การค้าใหม่ๆ ก็คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกที่กระตุ้นให้คนยังคงออกมาทดลองร้านอาหารใหม่ๆ อยู่เสมอ

“เพราะปัจจุบันผู้บริโภคมีโอกาสน้อยลงในการตัดสินใจออกมาทานอาหารนอกบ้าน และมีการจำกัดการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งเรามองว่ามันก็มีทั้งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโดยตรง และอีกกลุ่มที่มีกำลังซื้อแต่ขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าใช้จ่าย ดังนั้นหากภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนและกระจายในวงกว้าง เช่น โครงการคนละครึ่ง หรือโครงการที่มอบสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้คนออกมาใช้จ่าย ก็อาจจะช่วยปรับเปลี่ยนบรรยากาศและสร้างโมเมนตัมให้เศรษฐกิจกลับมาเป็นขาขึ้นได้”

ตั้งเป้าสิ้นปีโตไม่ต่ำกว่า 30%

อย่างไรก็ตาม จากแผนการดำเนินงานดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลให้สิ้นปี 2568 บริษัทฯ จะมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% จากปีก่อนหน้ามีรายได้อยู่ที่ประมาณกว่า 1,300 ล้านบาท

“เราเชื่อมั่นว่าด้วยความแข็งแกร่งของแบรนด์ในเครือ กลยุทธ์ที่ชัดเจน และความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภค จะทำให้เราสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน”