Skip to content

คำตัดสิน ‘ศาลสูง’ ปมภาษี บท ‘ทดสอบ’ รัฐธรรมนูญสหรัฐ

06 ก.ย. 2568 | 10:54น.
คำตัดสิน ‘ศาลสูง’ ปมภาษี บท ‘ทดสอบ’ รัฐธรรมนูญสหรัฐ
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

หลังจากศาลอุทธรณ์ของสหรัฐมีคำพิพากษา ว่าการที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ใช้อำนาจเรียกเก็บภาษีศุลกากร “ต่างตอบโต้” กับทุกประเทศคู่ค้าอย่างกว้างขวาง โดยอ้างอำนาจตามกฎหมายที่เรียกว่า “อำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ” หรือ IEEPA ซึ่งตราขึ้นเมื่อปี 1977 เป็นการใช้อำนาจ “เกินขอบเขต” ของประธานาธิบดี จึงถือว่า “ผิดกฎหมาย” นั้น

ล่าสุดก็เป็นไปตามคาด คือฝ่ายรัฐบาลกำลังอุทธรณ์เรื่องไปที่ “ศาลสูงสุด” หรือศาลฎีกา โดยรัฐบาลมีเวลา 46 วัน หรือจนถึงวันที่ 14 ตุลาคมนี้ ในการส่งเรื่องอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา ซึ่งหลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเช่นนี้ออกมา ทรัมป์ได้ฟูมฟายอย่างหนัก อ้างว่าจะทำให้อเมริกาอ่อนแอทางการเงินอย่างหนัก เศรษฐกิจจะ “ตกต่ำครั้งใหญ่” เพราะจะไม่มีรายได้จากภาษีมาสนับสนุนการสร้างงานในประเทศ และยังเป็นผลเสียต่อเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา จึงเรียกร้องให้ศาลฎีกามีคำตัดสินออกมาโดยเร็วที่สุด

เพื่อให้ดูน่ากลัวไปกว่านั้น ทรัมป์เตือนว่าจะทำให้อเมริกากลายเป็น “ประเทศโลกที่สาม”
อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์บังคับใช้เฉพาะกับการใช้อำนาจของทรัมป์ตามกฎหมาย IEEPA แต่ไม่มีผลต่อการเก็บภาษีตามกฎหมายเฉพาะอื่น ๆ ดังนั้น ภาษีสินค้าบางอย่าง เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม จึงไม่ได้รับผลกระทบ ยังคงอยู่ในสถานะเดิม

ทางด้าน สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ออกมาแสดงความมั่นใจ ว่าศาลฎีกาจะตัดสินเข้าข้างทรัมป์ นั่นก็คือน่าจะพิพากษาว่าทรัมป์มีอำนาจเก็บภาษี แต่หากศาลฎีกาตัดสินว่าผิด ทรัมป์ก็ยังสามารถใช้อำนาจอื่น ๆ แทนได้ แม้จะไม่มีประสิทธิภาพและทรงพลังเท่าการใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย IEEPA ก็ตาม

เบสเซนต์ยกตัวอย่างการใช้อำนาจตามกฎหมายอื่น ๆ ก็อย่างเช่น มาตรา 338 ภายใต้กฎหมาย Smoot-Hawley Tariff Act ปี 1930 ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีสามารถเก็บภาษีได้ถึง 50% เป็นเวลา 5 เดือน กับสินค้านำเข้าจากประเทศที่เลือกปฏิบัติทางการค้ากับสหรัฐ ซึ่งก็นับว่าเป็นการงัดกฎหมายที่เก่ากว่า IEEPA เสียอีกมาใช้

ท่าทีของรัฐมนตรีคลังสหรัฐบ่งบอกว่ารัฐบาลสหรัฐพร้อมจะเดินเกม “ลากยาว” เกี่ยวกับภาษีศุลกากร โดยไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ อย่างไรก็ตาม มีผู้ติงเตือนว่าหากเบสเซนต์จะเลือกใช้ Smoot-Hawley Tariff Act ก็สมควรจะไปดูบันทึกหรือบทความเกี่ยวกับ “หายนะ” จากกฎหมายดังกล่าว ซึ่งในปัจจุบันก็ยังปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ของวุฒิสภาสหรัฐ

บันทึกนี้บรรยายว่า Smoot-Hawley Tariff Act ซึ่งผ่านวุฒิสภาเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 1930 เป็นหนึ่งในกฎหมายที่สร้างความเสียหาย “ร้ายแรงที่สุด” ในประวัติศาสตร์รัฐสภาสหรัฐ จากความพยายามที่จะหารายได้เข้ารัฐด้วยการขึ้นภาษีศุลกากร เรื่องนี้เริ่มต้นจาก เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 1929 เขาได้เรียกประชุมสภาคองเกรสสมัยพิเศษ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลัง “ตกต่ำ”

ในตอนแรกฮูเวอร์เสนอขึ้นภาษีศุลกากร “แบบจำกัด” ต่อสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อดันราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำ จากนั้นฮูเบอร์ก็ทำผิดพลาดด้วยการหลีกเลี่ยงไม่ฟังการดีเบตอย่างรอบด้านเกี่ยวกับผลดีผลเสียของมัน ทำให้นักการเมืองที่มีแนวคิด “กีดกันการค้า” จากรีพับลิกันซึ่งควบคุมคณะกรรมาธิการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจพิจารณาวิธีการหารายได้ ที่มี สส.วิลลิส ฮอว์ลี (Willis Hawley) เป็นประธาน ได้ใช้โอกาสนี้เสนอขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าอุตสาหกรรมขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดใหม่อีกด้วย

อดีตประธานาธิบดีฮูเวอร์ไม่ได้คัดค้านข้อเสนอของฮอว์ลี จึงกระตุ้นให้พวกที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปล็อบบี้คณะกรรมาธิการการคลังวุฒิสภา ที่มี รีด สมูท (Reed Smoot) สว.จากพรรครีพับลิกันเป็นประธานให้ขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าอุตสาหกรรมมากกว่าเดิมอีก นักการเมืองจากพรรคเดโมแครตที่นิยมภาษีศุลกากรต่ำ และซีกรีพับลิกันหัวก้าวหน้าดีเบตเรื่องนี้นาน 15 เดือน

อีกทั้งนักเศรษฐศาสตร์นับพันได้ลงชื่อกันคัดค้านกฎหมายนี้ แต่ไม่เป็นผล ในที่สุดฮูเวอร์ลงนามในกฎหมายนี้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 1930 หลังจากนั้น “หายนะ” ก็เกิดขึ้นตามที่นักเศรษฐศาสตร์ทำนาย เพราะคู่ค้าต่างพากันตอบโต้สหรัฐ ทำให้การค้าระหว่างประเทศเป็นอัมพาต สุดท้ายเศรษฐกิจสหรัฐย่ำแย่ ไหลลงหนักขึ้นจาก “ตกต่ำ” ไปสู่ “ตกต่ำใหญ่” หรือ Great Depression ที่รู้จักกันดี

ผลทางการเมืองทำให้การเลือกตั้งในปี 1932 รีพับลิกันพ่ายแพ้ราบคาบ เดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา พร้อม ๆ กับที่ประชาชนพากันโหวตทั้ง Reed Smoot และ Willis Hawley ออกจากสภาไป ตกงานทั้งคู่

ต่อจากนี้ทุกฝ่ายต้องลุ้นยกต่อไป ว่าศาลฎีกาจะมีคำตัดสินออกมาอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ปัจจุบันผู้พิพากษาศาลฎีกานั้น ฝ่าย “อนุรักษนิยม” ครองเสียงข้างมาก 6-3 โดย 6 คนดังกล่าวแต่งตั้งโดยรีพับลิกัน ซึ่งในจำนวนนี้ 3 คนแต่งตั้งโดยทรัมป์ ช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ซึ่งคงเป็นเหตุให้รัฐบาลมั่นใจว่าจะชนะ

ผู้สังเกตการณ์ชี้ว่า ในระหว่างรอคำตัดสินศาลฎีกานี้ บรรดาคู่ค้าสหรัฐที่ยังไม่ได้มาทำข้อตกลงเรื่องภาษีตามที่ทรัมป์ขู่จะใช้วิธีรอดูสถานการณ์ก่อน เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะมาทำข้อตกลง ถ้าหากศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ดังนั้น จะต่างจากช่วงแรกเมื่อเดือนเมษายน ที่บรรดาคู่ค้าพากันตื่นตระหนก รีบเร่งที่จะติดต่อรัฐบาลสหรัฐเพื่อเอาอกเอาใจไม่ให้ทรัมป์โกรธ

ขณะเดียวกัน คำพิพากษาของศาลฎีกาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของภาษีศุลกากร แต่คือบททดสอบว่า “รัฐธรรมนูญ” สหรัฐจะยังคงสนับสนุนการ “แบ่งแยกอำนาจ” 3 สาขา คือนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ เพื่อถ่วงดุลและคานอำนาจตามระบอบประชาธิปไตยอยู่หรือไม่

ถ้าหากผู้พิพากษาเสียงข้างมากตัดสินเป็นคุณแก่ทรัมป์ ด้วยการอนุญาตให้ใช้อำนาจอย่าง “กว้างขวาง” และ “ไม่มีขีดจำกัด” เกี่ยวกับภาษีศุลกากร ก็มีเค้าลางว่าจะกลายเป็นการสถาปนา “ระบอบกษัตริย์” ขึ้นในอเมริกา และก็ไปสอดคล้องกับที่ทรัมป์เคยพูดเองว่าเขานั้นคือ “คิง” (แห่งอเมริกา) หลังจากออกคำสั่ง “ประธานาธิบดี” ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารอย่างเดียวแบบไม่บันยะบันยังในแทบทุกเรื่อง