อาจารย์ มธ. เปิด 2 ข้อสังเกตทาง กม. ต่อคำสั่งศาลบังคับโทษจำคุกอดีตนายกฯ มองเป็นความล้มเหลวในกระบวนการ ไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของศาลยุติธรรมในการตีความกฎหมาย เพื่อเข้ามามีอำนาจตรวจสอบ เร่งฝ่ายบริหารคิดหาวิธีการอุดช่องโหว่
มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดข้อสังเกตทางนิติศาสตร์ต่อคำสั่งศาลฎีกา กรณีการบังคับโทษจำคุกนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แบ่งเป็น 2 ข้อ ดังนี้
1.คำสั่งที่วินิจฉัยว่าการบังคับโทษจำคุกคุณทักษิณไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ต้องกลับไปรับโทษจำคุกอีก เป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในทางนิติศาสตร์ ไม่ใช่เพราะเป็นการส่งอดีตนายกรัฐมนตรีเข้าคุกจริง ๆ เป็นครั้งแรกของไทย
แต่เพราะเป็นครั้งแรกที่ศาลฎีกาเข้ามาตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษา ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร (โดยเฉพาะกรมราชทัณฑ์) ทั้ง ๆ ที่มีผู้คัดค้านว่าศาลไม่ควรมีอำนาจไต่สวนโดยที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง
การที่ศาลฎีกาตีความกฎหมายว่าตนมีอำนาจ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารในการบังคับตามคำพิพากษา และศาลคงมองไม่มีหนทางอื่นที่แก้ปัญหาร้ายแรงของกระบวนการยุติธรรมในส่วนนี้ได้อย่างทันท่วงที
คำสั่งของศาลฎีกาในคดีนี้ จึงเป็นทั้งพยานหลักฐานของความล้มเหลวในกระบวนการบังคับโทษ และยังเป็นสัญญาณที่ส่งถึงฝ่ายบริหารให้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และต้องคิดหาวิธีการปฏิรูป หรืออุดช่องโหว่ของกระบวนการบังคับโทษโดยเร็ว โดยไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของศาลยุติธรรมในการตีความกฎหมายเพื่อเข้ามามีอำนาจตรวจสอบ
2.คำสั่งครั้งประวัติศาสตร์ของศาลฎีกาในครั้งนี้ แม้ว่าจะมีผลเฉพาะคดีคุณทักษิณ แต่ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่อาจจะทำให้เกิดการร้องขอตรวจสอบการบังคับโทษในคดีอื่น ๆ ด้วย หากศาลยุติธรรมปฏิเสธไม่รับไต่สวนให้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ก็อาจจะถูกกล่าวหาว่าบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมเสียเอง
อย่างไรก็ตาม ศาลคงไม่มีเวลาและบุคลากรมากพอที่จะเข้าไปตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษาในทุกคดี จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ศาลยุติธรรมต้องปรึกษาหารือกันภายในเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน ว่ามีกรณีแบบใดบ้างที่ศาลควรเข้าไปตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษา