ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ชูธุรกิจครอบครัวขับเคลื่อน SET แนะปรับตัวใช้ AI สร้างการเติบโต
ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยธุรกิจครอบครัวใช้กลไกตลาดทุนระดมทุนขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง ชี้ต้องเร่งปรับตัวสู่ยุค AI เปิดทางทายาทรุ่นใหม่ เสริมวัฒนธรรมนวัตกรรม พร้อมลงทุนคน-เทคโนโลยี
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวปาฐกถาในงาน The 3rd SET Annual Conference on Family Business : Transforming Family Business หัวข้อ “พลิกอนาคตธุรกิจครอบครัวให้โตอย่างยั่งยืน” ว่า ธุรกิจครอบครัวไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งปัจจัยด้าน Geopolitics, สงครามการค้า และเทคโนโลยี AI
ซึ่ง ตลท. มีบทบาทในการสร้าง Ecosystem ให้เอื้อต่อการเติบโต โดยยังคงมุ่งเป็น “บ้านแห่งโอกาส” สำหรับธุรกิจครอบครัวไทย เพื่อเดินหน้าสร้างความยั่งยืนและประโยชน์ที่แท้จริงให้แก่ตลาดทุนและประเทศ พร้อมพลิกคำสาปที่ว่า ธุรกิจครอบครัวจะสิ้นสุดใน 3 รุ่น
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ระบุว่า จากข้อมูลช่วงปี 2565-2568 บริษัทครอบครัวใช้กลไกตลาดทุนระดมทุนขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ดังนี้
- สินทรัพย์รวมของธุรกิจครอบครัวมีสัดส่วนถึง 55% ของตลาด และเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี
- รายได้รวมของธุรกิจครอบครัว มีสัดส่วน 48% ของตลาด เติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปี
- กำไรสุทธิรวมของธุรกิจครอบครัว มีสัดส่วน 54% ของตลาด แม้ผันผวนตามภาวะตลาด
- มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ต่อ Total Market Cap ของธุรกิจครอบครัว เฉลี่ย 3 ปี อยู่ที่ 53% ของตลาด
- การจ้างงานของธุรกิจครอบครัวในช่วง 3 ปี มีถึง 1.4 ล้านคน คิดเป็น 74% ของการจ้างงานทั้งหมดในตลาด
สำหรับแนวทางการ Transformation ธุรกิจครอบครัวไทยสู่ยุค AI ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ เสนอ 8 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. ประเมินความพร้อมของธุรกิจ โดยทำความเข้าใจศักยภาพของ AI และนำมาใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวของธุรกิจ
2. พิจารณาโอกาสและความเสี่ยงของอุปสรรคในการใช้ AI อย่างรอบคอบ ทั้งในประเด็นข้อกฎหมาย ความรับผิดชอบ เงินลงทุน ทักษะบุคลากรในองค์กร และวัฒนธรรมที่จะเรียนรู้
3. สร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และทดลอง
4. เพิ่มบทบาททายาทรุ่นใหม่ เพราะเรื่อง AI เป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ ต้องเปิดโอกาสในการพัฒนา AI มาใช้ในการทำธุรกิจ โดยมอบหมายให้มีอำนาจในการตัดสินใจ ภายใต้คำแนะนำและคำปรึกษาของกรรมการหรือที่ปรึกษาที่มีความรู้
5. ยินยอมกระจายอำนาจการตัดสินใจที่จะเลือก AI ให้มากขึ้น เพื่อลดความล่าช้าในการปรับตัว
6. ลงทุนในบุคลากร เทคโนโลยี และระบบข้อมูล เช่น การย้ายสู่ระบบคลาวด์และไฮบริดคลาวด์ เพื่อความยืดหยุ่นและลดต้นทุนในการทำงาน
7. บริหารจัดการความเสี่ยงและจริยธรรม ทั้งเรื่องความเป็นส่วนตัว, PDPA และความปลอดภัยทางไซเบอร์
8. วัดผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพราะระบบ AI เปลี่ยนไปรวดเร็วมากและมีผู้เล่นมากมาย
“ธุรกิจครอบครัวต้องวางกลยุทธ์อย่างชัดเจนในการพัฒนาทักษะคนในองค์กร เปิดรับนวัตกรรมใหม่ และปรับวัฒนธรรมให้ทันสมัย โดยเฉพาะทายาทผู้รับมอบที่จะต้องเสนอแนะและสื่อสารกับรุ่นส่งมอบ เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและเติบโตในยุค AI ได้อย่างยั่งยืน” ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์กล่าว
