เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สิ่งที่สำคัญกว่ามุมมอง

09 ส.ค. 2560 | 10:45น.

คอลัมน์ เติมความคิดพิชิตการลงทุน

โดย พรเทพ ชูพันธุ์ บล.ไทยพาณิชย์

ในโลกนี้มีนักทำนายอนาคตอยู่แค่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือพวกที่ไม่รู้อนาคต ส่วนอีกกลุ่มคือพวกที่ไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าตนเองไม่รู้อนาคต สรุปคือไม่มีใครรู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เพียงแต่ในโลกของการลงทุน ทุกคนย่อมต้องพยายามมองหาอะไรบางอย่างเป็นตัวช่วยในการพยายามสร้าง “มุมมอง” (take view) ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร และ “มุมมอง” นั้นเองคือสิ่งที่จะกำหนดว่าเราจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดได้หรือไม่

ประโยคที่ว่า The market is always right. หรือราคาตลาดเป็นราคาที่ถูกต้องเสมอนั้น “ไม่จริง” เพราะราคาตลาดของหุ้นแต่ละตัว ณ เวลาหนึ่ง ๆ นั้นเป็นเพียง “ผลสำรวจมุมมอง” หรือ poll ของนักลงทุนที่กำลังส่งคำสั่งซื้อขายอยู่ในขณะนั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งธรรมชาติของ poll ย่อมมีทั้งถูกและผิด ดังนั้น ราคาตลาดจึงไม่ใช่ราคาที่เหมาะสมเสมอ เพียงแต่เป็นราคาที่พยายามเข้าหาจุดที่ถูกต้อง สมเหตุสมผลอยู่ตลอดเวลา (ส่วนจะไปถึงจุดนั้นเมื่อไหร่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

ดังนั้นหากเรามี “มุมมอง” ที่ถูก ก็มีโอกาสที่จะทำกำไรเหนือตลาดได้ เพราะเราจะเข้าไปลงทุนและทำกำไรเมื่อราคาหุ้นเคลื่อนไหวไปตาม “มุมมอง” ดังกล่าวได้ ทั้งนี้ สำหรับท่านที่ไม่มีเวลา หรือไม่แน่ใจใน “มุมมอง” แต่ยังต้องการผลตอบแทนการลงทุนที่ดี (เท่ากับหรือดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดเล็กน้อย) กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดของท่านคือการซื้อถัวเฉลี่ยอย่างสม่ำเสมอ dollar cost average ในระยะยาวในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ลงทุนแบบกวาดทั้งตลาด (เช่น index tracking fund) เพราะต้นทุนของท่านจะได้ค่าเฉลี่ยที่ดีกว่าหรือเท่ากับตลาดตลอดช่วงเวลาที่ท่านทยอยซื้อ และสามารถขายทำกำไรได้ในระยะยาว ภายใต้สมมุติฐานว่าในระยะยาว ตลาดหุ้นส่วนใหญ่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นมากกว่าลง (เติบโตตามตัวเลขเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ)

คำถามคือ เราจะสร้างมุมมองทำนายอนาคตให้แม่นยำได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีใครรู้อนาคตที่แน่นอนได้ คำตอบอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรกเรื่องความแน่นอนแม่นยำ ซึ่งที่จริงเราไม่ได้ต้องการความแน่นอนแม่นยำเสมอไป เพียงแค่ประมาณ ๆ ได้ใกล้เคียงก็พอแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่สามารถขายหุ้นได้ที่ราคาสูงสุดเป๊ะ ๆ แค่ต้องการขายได้ใกล้ ๆ ราคาที่เหมาะสมก็พอแล้ว ซึ่งถ้าขายแล้วราคาวิ่งเลยความเหมาะสมไป (เกิดขึ้นเสมอ ๆ) ก็ไม่ต้องไปเสียดาย อย่ากลับไปซื้อของแพงกลับมาใหม่เพียงเพราะหวังจะขายมันที่ราคาแพงกว่า ในตลาดยังมีหุ้นอีกกว่า 500 ตัวที่ให้เรามีโอกาสสร้าง “มุมมอง” ในการทำกำไรได้

ส่วนประเด็นที่สอง คือ การมองหาเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในการทำนาย เช่นราคาหุ้นบางตัวในกลุ่มพลังงานมักเคลื่อนไหวไปกับราคาน้ำมันในตลาดโลก การทำนายราคาหุ้นจึงต้องอาศัยการทำนายหรือตั้งสมมุติฐานราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีคนแห่มาทำนาย พร้อมให้เหตุผลหรือสมมุติฐานประกอบกันมากมาย แต่การที่มีคนมารุมกันทำนายมากมายก็ใช่ว่าจะถูกเสมอไป อย่างเช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจริง ๆ แล้วอยู่ในวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้นและเกาะไปกับ megatrend การใช้อุปกรณ์สื่อสารมากขึ้น การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มนี้ร่วงลงอย่างหนัก เพราะนักลงทุนหันไปกังวลเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างมากมาย (แข็งแบบไม่สงสาร market consensus ซึ่งมองเทไปทางเดียวกันเมื่อต้นปี ว่าเงินบาทจะต้องอ่อนค่า ซึ่งตอนนี้ก็อกหักไปตาม ๆ กัน)

เรื่องนี้มีบทเรียนที่น่าสนใจ คือ อะไรก็ตามที่กลายเป็น market consensus อาจไม่ใช่มุมมองที่เหมาะจะเข้าไปสร้างผลตอบแทนที่เหนือตลาดได้ เช่นเมื่อต้นปีที่นักวิเคราะห์แทบทุกสำนักในต่างประเทศ มองว่าดอลลาร์จะแข็งค่า ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลให้บาทอ่อนค่าไป 35-36 บาทต่อดอลลาร์ได้ไม่ยาก แต่ปัญหาของมัน คือ ณ เวลาที่ทุกคนมั่นใจ และมีมุมมองไปทางเดียวกันหมด ย่อมสะท้อนว่านักลงทุนได้ลงเงินไปในทิศทางเดียวกันจนหมดสิ้นแล้ว (เกิดเป็นสถานะที่เรียกว่า most crowded trade) เอ้า… แล้วใครจะมาซื้อต่อจากเรา มาช่วยเราดันราคาให้ขึ้นไปอีกล่ะ ? ผลก็คือ ตลาดอยู่ในภาวะที่พร้อมจะเทของกันออกมา เพียงเกิดปัจจัยที่ทำให้ผิดหวังเล็กน้อย (เช่นความไม่แน่นอนของนโยบาย ปธน.สหรัฐ) ก็ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างมาก อันเป็นผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นหักปากกาเซียนในช่วงที่ผ่านมา

แล้วนักลงทุนควรทำอย่างไร ? หากท่านยังไม่ได้ทำอะไร และกำลังเจ็บปวดกับ most crowded trade ที่ผิดทางกันไปในช่วงที่ผ่านมา ทางออกหนึ่งคือการกลับไปสำรวจสมมุติฐานในการลงทุนอีกครั้ง ว่ายังเหลืออะไรที่เป็นจริง และอะไรที่เป็นโอกาสบ้างหรือไม่ หากยกตัวอย่างกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตัวเลขส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวันยังคงยืนอยู่ได้ สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป ผู้นำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ยังคงขยายตัว มุมมองต่อค่าเงินดอลลาร์ไม่เป็น most crowded trade อีกแล้ว และกำลังรอให้ Fed ดำเนินนโยบายลด dollar supply และขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีกในระยะต่อไป ขณะที่ megatrend เรื่องความต้องการสินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของคนรุ่นใหม่ ๆ ยังคงเป็นเรื่องจริงจับต้องได้

ดังนั้น ราคาหุ้นกลุ่มนี้ที่ถล่มลงมาในช่วงเดือนที่ผ่านมา ก็อาจยังเป็นโอกาสในการลงทุนได้ ซึ่งทั้งหมดที่เพิ่งกล่าวมานี้ก็เป็น “มุมมอง” เช่นกัน ซึ่งท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ก็อยู่ที่การถกเถียงกันในเรื่องที่สำคัญไปกว่ามุมมอง นั่นก็คือ “สมมุติฐาน” เบื้องหลังมุมมองนั่นเอง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน นักลงทุน หุ้น