35 ปี AIS ลุยธุรกิจใหม่ พลิกเกมโต ย้ำ ‘Cognitive Tech-Co’
ยักษ์ใหญ่ของวงการโทรคมนาคม “เอไอเอส” (AIS) เพิ่งครบรอบ 35 ปีไปหมาด ๆ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2025 พร้อมประกาศว่า กำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคใหม่” หลังเมื่อ 3 ปีก่อน ทรานส์ฟอร์มองค์กรจาก Telecom Services Provider สู่ Digital Life Services Provider พร้อมขยับขยายไปยังธุรกิจใหม่เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ หรือ ”Cognitive Tech-Co” เต็มรูปแบบ
เส้นทาง 35 ปี “AIS”
“สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ฉายภาพเส้นทางธุรกิจตลอด 35 ปีที่ผ่านมาว่า บริษัทได้ร่วมวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ จนกลายเป็นเสาหลักสำคัญที่ผลักดันอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล
โดย AIS เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 1990 จากการเป็นผู้รับสัมปทานจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) ขณะนั้น นำคลื่นความถี่ 900MHz มาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 1G และ 2G ก่อนที่สัญญาสัมปทานจะหมดอายุในปี 2015 ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่นาน ได้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลทำให้เกิดการประมูลคลื่นความถี่เป็นครั้งแรกในปี 2013
“ผมเข้าเป็นซีอีโอในปี 2014 พร้อมกับขยายการลงทุนไปยังธุรกิจฟิกซ์บรอดแบนด์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มีบริการ AIS Fibre จากเดิมที่ทำแต่มือถือมาโดยตลอด เพื่อก้าวสู่การเป็น Digital Life Services Provider”
จากนั้นในปี 2016 ได้เข้าสู่ช่วงการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการ 4G ซึ่งในขณะนั้นผู้ให้บริการทุกค่ายต่างเข้าประมูลกันอย่างคึกคัก และเป็นการประมูลแบบข้ามวันข้ามคืน กระทั่งในปี 2020 มีการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการ 5G อีกครั้ง
มาถึงปี 2023 ถือเป็นไมล์สโตนที่สำคัญมาก ๆ จากการเข้าซื้อกิจการ “3BB” ทำให้ปัจจุบัน AIS มีพนักงานรวมกว่า 2 หมื่นคน และในปี 2024 เห็นการเติบโตของคลาวด์ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ จึงร่วมมือกับ “Oracle” ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก นำคลาวด์ระดับไฮเปอร์สเกลเข้ามาให้บริการในประเทศไทย
และในปีนี้ 2025 เข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่รอบที่ผ่านมา และได้รับใบอนุญาตคลื่น 2100MHz มาครอง
“ทุกสิ่งที่ทำมาตลอด กำลังทำให้ปีที่ 36 ของ AIS เติบโตเป็น Cognitive Tech-Co อย่างเต็มรูปแบบกับเป้าหมายในการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมมายกระดับคุณภาพชีวิต และขับเคลื่อนธุรกิจของคนไทย”
“ซีอีโอ” เอไอเอสกล่าวด้วยว่า ในปีนี้ AIS ยังชูแนวคิด Al for Sustainable Nation ผลักดันการใช้พลังของ AI เชื่อมทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน
ทำไมต้อง Cognitive Tech-Co
“สมชัย” ขยายความต่อว่า “Cognitive Tech-Co” คือการเป็น Digital Life Services Provider ที่ฉลาดขึ้น บริการต่าง ๆ ต้องมอบประสบการณ์การใช้งานเหนือระดับ ทำให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจ รวมถึงสร้างอีโคซิสเต็มของตนเองอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเน้นทำในสิ่งที่ถนัด และร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านเพื่อเติมเต็มจุดแข็งของกันและกัน
“Cognitive Tech-Co เป็นเหมือนบ้านที่ผมสร้างขึ้นมา บริการต่าง ๆ ที่จะส่งถึงลูกค้าที่อยู่บนยอดหลังคา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบุคคล บ้าน หรือธุรกิจ ต้องมาจากรากฐานสำคัญ 3 ส่วน คือคน ไอที และโครงข่าย ที่หลอมรวมกันจนกลายเป็นอีโคซิสเต็มที่แข็งแรง”
ธุรกิจของ AIS แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.Growing Core หรือธุรกิจดั้งเดิมที่มีความถนัดอยู่แล้ว คือโมบาย, ฟิกซ์บรอดแบนด์ และเอ็นเตอร์ไพรส์ และ 2.Expanding Growth Engine หรือธุรกิจใหม่ที่ช่วยสร้างการเติบโต เช่น ด้านค้าปลีก (รีเทล) ความบันเทิง (AIS Play) และการเงินดิจิทัล ที่ร่วมกับแบงก์กรุงไทย และ ปตท.โออาร์ จนได้ใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
“ถึงจุดหนึ่งธุรกิจโมบาย มีช่องให้โตอีกไม่เยอะ ไม่ใช่แค่เราที่เจอเรื่องนี้ แต่ Telecom Services Provider ในหลายประเทศเจอเหมือนกัน จึงต้องมีเครื่องยนต์ใหม่เข้ามาช่วยสร้างการเติบโต แม้สัดส่วนรายได้ปัจจุบันจะยังเป็นธุรกิจดั้งเดิมเกือบ 90% แต่ตั้งเป้าว่าใน 3 ปีข้างหน้า ธุรกิจใหม่ต้องขยับสัดส่วนมาเป็น 20% ให้ได้”
ตั้ง “3 แม่ทัพ” นำทีมบริหาร
แม่ทัพ AIS บอกด้วยว่า การพา AIS ก้าวสู่ยุคใหม่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของผู้นำยุคใหม่ ที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตไปด้วยกัน จึงมีการแต่งตั้ง “3 แม่ทัพ” ตัวหลักทีมบริหารขึ้นมาดูแลงาน 3 ด้าน ได้แก่


1.ปรัธนา ลีลพนัง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านปฏิบัติการ ผู้วางรากฐานธุรกิจหลักให้มั่นคงทั้งบริการสื่อสารและอินเทอร์เน็ต ให้พร้อมรองรับทุกดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของคนไทย ทำให้เครือข่ายเป็นพลังรองรับการเติบโตของชาติ
2.ธีร์ สีอัมพรโรจน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านการเงิน เป็นผู้วางยุทธศาสตร์องค์กรสู่ Next S-Curve ผลักดันธุรกิจใหม่ ๆ
และ 3.กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เป็นผู้อยู่เบื้องหลังพลัง “คน” สร้างรากฐาน “คน-วัฒนธรรม-ความยั่งยืน” ให้แข็งแกร่ง พร้อมวางยุทธศาสตร์คนและองค์กร
“คุณกานติมาจะเป็นหลังบ้านคอยซัพพอร์ตให้คุณธีร์ที่ต้องดูเรื่องการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ และคุณปรัธนาที่ต้องทำให้ธุรกิจเดิมเติบโตยิ่งขึ้นออกไปรบได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ”
รักษาฐานลูกค้า 51 ล้านราย
ด้าน “ปรัธนา ลีลพนัง” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านปฏิบัติการ AIS กล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะขยายขอบข่ายการให้บริการบนโครงสร้างเครือข่ายที่แข็งแรงที่สุด ไม่ว่าจะเป็น 5G ฟิกซ์บรอดแบนด์ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประกอบธุรกิจ ล่าสุด ขยายจุดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์อีก 1 จุด รองรับความต้องการใช้งานที่มากขึ้นในอนาคต
และเพื่อขอบคุณลูกค้ากว่า 51 ล้านราย (โมบาย 46 ล้านราย และฟิกซ์บรอดแบนด์ 5 ล้าน) ในวาระครบรอบ 35 ปี ด้วยแคมเปญ “AIS 1 Point 12 Weeks 12 Wow” ให้ลูกค้าใช้ 1 พอยต์ แลก 1 สิทธิลุ้นรับรางวัลตลอด 3 เดือน ทั้งรถยนต์, รถจักรยานยนต์ และทอง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568
ลุย Virtual Bank เต็มที่
“ธีร์ สีอัมพรโรจน์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านการเงิน AIS กล่าวว่า ธุรกิจการเงินดิจิทัล หรือ Virtual Bank เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของธุรกิจใหม่ ซึ่ง AIS จะทำงานกับกลุ่มพันธมิตรอย่าง บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และธนาคารกรุงไทย (KTB) ที่รวมกันแล้วน่าจะมีลูกค้าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ
“Virtual Bank จะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันยังมีกลุ่ม Unserved และ Underserved ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อีกเป็นจำนวนมาก โดยในส่วนของการทำตลาดแน่นอนว่าต้องล้อไปกับความต้องการของกลุ่มนี้”
ดูแลคนด้วยกฎ 50/50
“กานติมา เลอเลิศยุติธรรม” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร กล่าวว่า ปีนี้มีกิจกรรมผลักดันเรื่อง “คน” และ “สังคม” หลายอย่างทั้งโครงการภารกิจคิดเผื่อ สัมมนาใหญ่ AIS ACADEMY for THAIS ที่มุ่งยกระดับทักษะดิจิทัลเพื่อคนไทย และการสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล
“สาเหตุที่ต้องขับเคลื่อนเรื่องของคนและสังคมไปพร้อมกัน เพราะมองว่าคน AIS ไม่ใช่แค่พนักงานที่ขับเคลื่อนองค์กร แต่เป็น Good Citizen หรือประชากรที่ดีของประเทศด้วย”
ปัจจุบันพนักงานมีอายุเฉลี่ย 30-40 ปี ซึ่ง AIS พยายามดึงคนรุ่นใหม่เข้าสู่องค์กรด้วยโปรแกรมต่าง ๆ ที่เปิดรับเป็นรุ่น ๆ ทุกปี เช่น The Masters สำหรับคนที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท หรือมีประสบการณ์การทำงานมาแล้ว 3-4 ปี และ The Bloom สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ ล่าสุดมีคนสมัครเข้ามากว่า 3,000 คน
ทั้งมีการปรับวิธีการพัฒนาทาเลนต์ขององค์กร จากที่เคยใช้วิธีให้หัวหน้าคัดเลือกคนที่มีศักยภาพ เปลี่ยนเป็นใช้ระบบสมัครใจ เปิดให้คนที่สนใจเข้ามาสมัครเอง แล้วใช้กรรมการกลางคัดเลือก เพื่อให้เกิดการตัดสินที่ยุติธรรม โดยมีคนที่อยู่ในกลุ่มนี้แล้วราว 400 คน
“การลงทุนเรื่องคนโดยยึดจากตำแหน่ง หรืออายุงาน ไม่เข้ากับยุคนี้อีกแล้ว เราเชื่อในกฎ 50/50 โดย 50 แรกต้องมาจากความพร้อมบริษัทว่ามีทรัพยากรในการอัพสกิลคนแค่ไหน และ 50 ที่เหลือต้องมาจากพนักงาน พอเขารู้ว่าหิว หรืออยากกินอะไร ก็จะกระหาย และไขว่คว้าหาวิธีทำให้อิ่มด้วยตนเอง”