ตลาดทุนดันมาตรการ Quick Win ปลุกเสน่ห์หุ้นไทย เร่งปฏิรูปตลาดใน 4 เดือน
สศค.-ก.ล.ต.-ตลาดหลักทรัพย์ฯ-FETCO จับมือขับเคลื่อน “ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย” เปิดแผน Quick Win ระยะสั้น และแผนระยะยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ดึงดูดธุรกิจ New Economy เข้าตลาด พร้อมส่งเสริมการออม-การลงทุนระยะยาวผ่าน Individual Investment Account
ดร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สศค. กล่าวว่า ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย ภายใต้ 4 มาตรการหลัก ได้แก่ Quality Demand, Attractive Supply, Trusted Market และ Supportive Ecosystem ไม่เพียงเสริมศักยภาพตลาดทุนไทยให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อให้ตลาดทุนสามารถดึงดูดธุรกิจคุณภาพเข้ามาระดมทุน เพิ่มจำนวนผู้ลงทุน และยกระดับประสิทธิภาพของตลาดทุนไทยในฐานะแหล่งทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ภายใน 4 เดือนนี้จะเห็นความคืบหน้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเดินหน้าโครงการ Individual Investment Account ซึ่งจะเป็นเหมือนการ “กลัดกระดุมเม็ดแรก” ของการสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว เชื่อว่าหากหน่วยงานหลักร่วมมือกันผลักดัน จะเห็นผลเป็นรูปธรรมเร็วกว่ากำหนดเดิมในปี 2569
ทั้งนี้ ก.ล.ต.ได้ริเริ่มตั้งคณะทำงาน Taskforce เพื่อผลักดันการพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะตั้งคณะทำงานย่อย (Working Group) ติดตามความคืบหน้าในแต่ละด้าน พร้อมขยายการพัฒนาไปสู่ตลาดตราสารหนี้ หน่วยลงทุน และการเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดทุนดิจิทัล
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า หนึ่งในมาตรการที่คาดว่าจะเห็นผลเร็วที่สุดคือ “โครงการ Jump+” ซึ่งถือเป็นโครงการที่เตรียมการมานานแล้ว ขณะนี้มีบริษัทเข้าร่วมแล้วกว่า 61 บริษัท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดหลักทรัพย์ฯจะเริ่มสื่อสารแผนของแต่ละบริษัทที่เข้าร่วมภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ไม่เกินไตรมาส 1/2569 เพื่อสร้างความสนใจจากนักลงทุนและเพิ่มเสน่ห์ให้กับตลาดทุนไทย

โดยโครงการนี้จะเป็นการปูพื้นฐานให้ตลาดทุนไทยสามารถรองรับและส่งเสริม Startups และธุรกิจเทคโนโลยีในระยะกลางถึงยาว รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปโครงสร้างตลาด (Market Microstructure) และระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของตลาดทุน
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ FETCO มองว่า หากสามารถ “ปลดล็อก” ขั้นตอนบางอย่างได้ภายใน 4 เดือน จะเกิดผลระยะยาวต่อโครงสร้างตลาดทุนไทย โดยเฉพาะการปรับปรุงกระบวนการ IPO เพื่อเปิดทางให้บริษัทเทคโนโลยีและ New Economy เข้าตลาดมากขึ้น “ตอนนี้มีบริษัท EV จากจีนที่สนใจจดทะเบียนในไทย หากปรับเกณฑ์ได้ทัน จะถือเป็น Quick Big Win ของตลาดทุนไทย”
นอกจากนี้ ยังผลักดันบัญชี TISA เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวในหุ้นไทย ถือเป็นการปฏิรูปสำคัญของระบบการออมในประเทศ ที่จะช่วยสร้างฐานนักลงทุนระยะยาวในอนาคต
ทั้งนี้ มาตรการส่วนใหญ่เน้นการแก้ไขกฎเกณฑ์และกระบวนการที่ไม่ต้องใช้งบประมาณมาก เช่น การทบทวน “กิโยตีน” กฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดทุน เสนอต่อกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังเร่ดำเนินการภายใน 4 เดือน
ในระยะกลางและยาว หน่วยงานตลาดทุนยังเตรียมมาตรการเสริมเพื่อส่งเสริม SMEs และ Startups ให้เข้าถึงตลาดทุนมากขึ้น ผ่าน LiVE Exchange, mai และ Crowdfunding Portal รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสารข้อมูลอย่าง Opportunity Day และ Earning Calls เพื่อสร้างความโปร่งใสและเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า มาตรการ Quick Win จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนและกระตุ้น Sentiment ตลาดหุ้นไทย โดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ประเมินว่า ดัชนี SET ปลายปีอาจแตะระดับ 1,415 จุด หากมีมาตรการเหล่านี้ช่วยขับเคลื่อนต่อเนื่องตามแผน