ทิศทางคริปโตไตรมาสสุดท้าย 2025 จุดพีก Uptober อาจจะยังนะ?
หลังตลาดคริปโตฯ และสินทรัพย์ทั่วโลกทำ All time high ไปได้ไม่กี่วัน ก็เกิดเหตุการณ์เลือดสาด คริปโตสูญมูลค่าไปราว 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ และการ “ล้างพอร์ต” ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขัดกับกระแส “Uptober” ที่เชื่อกันว่าโค้งท้ายของปี 2025 นี้ อาจเป็นจุดพีกสุดของวัฎจักรกระทิงที่ 2-4 ปี มีครั้ง
การล้างพอร์ตเมื่อเช้ามืดวันที่ 11 ตุลาคม เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงในฝั่ง sell หรือ Short ซึ่งมีการเปิดตำแหน่งชอร์ต Bitcoin โดย “วาฬ” หรือนักลงทุนลึกลับจากทั่วโลก ก่อนการประกาศขึ้นภาษีจีน จาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพียงไม่กี่ ชม. ทำให้ในตลาดอนุพันธ์เกิดความตื่นตระหนกและลากราคาเหรียญทั้งกระดานดิ่งลง เมื่อราคาลากต่ำลงทั่วกระดานทำให้การ “บังคับขาย” ปิดสถานะแผ่กว้างไปทั่วทุกสกุล
ส่งผลให้ราคา Crypto ลดลงอย่างต่อเนื่อง มูลค่า Longs กว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ถูก “บังคับขาย” หรือ “พอร์ตแตก” Liquidation ขณะที่การเทขาย BTC และ ETH ขยายวงกว้างขึ้นของเทรดเดอร์ทั่วโลกครั้งประวัติศาสตร์ กว่า 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท เช่นเดียวกับมูลค่ารวมของตลาด ร่วงจาก 4ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ลงมาที่ 3.5ล้านล้านเหรียญ
Uptober อาจจะยังมาไม่ถึง
ในช่วงต้น ต.ค. 2568 ไม่ใช่แค่ราคาทองเท่านั้นที่ร้อนแรง แต่สินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติจุดสูงสุดต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นดัชนี S&P500 ที่ทำจุดสูงสุด 6,764.58 จุด เมื่อ 9 ต.ค. รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยี นำโดยดัชนี Nasdaq ที่ทำจุดสูงสุดต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 2568 ตอนนี้ดัชนีทำเรคคอร์ดไฮที่ 23,062.62 จุด
ตลาดคริปโตฯ เองก็มีความคาดหวังจากชุมชนมหาศาลว่า เดือนตุลานี้จะเป็น Uptober ที่ปกติสินทรัพย์ดิจิทัลจะเข้าสู่ช่วงพีก หลังผ่านวงจรขาขึ้นหลังเหตุการณ์ Bitcoin Halving มาราว 1 ปีครึ่ง สัปดาห์แรกของตุลาคม ตลาดคริปโตฯ นำโดย Bitcoin ทำจุดสูงสุดใหม่ ที่ 126,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ BTC ขณะที่คริปโตฯ อันดับสองอย่าง Ethereum แตะ 5,000 เหรียญสหรัฐฯ ทำตลาดคริปโตฯ ภาพรวมเพิ่มมูลค่าถึง 4.26 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงที่สุดตลอดกาล
นั่นคือ ก่อนเกิดการล้างพอร์ตครั้งประวัติศาสตร์เพียงไม่กี่วัน ทำให้มีการทบทวนใหม่ว่า “Uptober” ซึ่งชี้จากสถิติย้อนหลัง 12 ปี ในรอบ Halving 3 รอบที่ผ่านมา จุดสูงสุด (Top) ของตลาดคริปโตฯ มักจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนหลังการ Halving 1 ปี (halving ล่าสุดเกิด เม.ย.-พ.ค. 2567) หรือเริ่มจาก Uptober
ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์ม FWX.finance สำหรับตราสารอนุพันธ์คริปโตฯ และอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่า ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีไม่ได้ขึ้นตามทอง หรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ โดยตรง แต่ที่สินทรัพย์ต่างๆ ร้อนแรงต่อเนื่องเป็นเพราะวัฎจักรเงิน M2 ที่สภาพคล่องในตลาดโลกกำลังหาที่ไป
“หากมองเฉพาะบิตคอยน์ มีการกล่าวกันว่าคนที่สร้างขึ้นเข้าใจเรื่อง วงจรสภาพคล่องทั่วโลก (liquidity cycle) เป๋นอย่างดีว่าจะเกิดทุกสี่ปี จึงออกแบบกลไกการ halving เพื่อลดสภาพคล่องครึ่งหนึ่ง”
ตามสถิติในอดีต เมื่อสภาพคล่องของโลกเพิ่มขึ้น (วัดจากดัชนี M2 ซึ่งรวมเงินฝากและเงินในบัญชี) ราคาบิตคอยน์จะใช้เวลาประมาณ 70 – 75 วัน ในการวิ่งตามการเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องนั้น หากนำกราฟ M2 มาเลื่อน 72 วัน จะพบว่ามันมีความสอดคล้องกันอย่างสวยงาม
อย่างไรก็ตาม ในรอบปัจจุบันนี้ ราคาบิตคอยน์อาจวิ่งตามวงจรสภาพคล่อง “เร็วกว่าปกติ” เหตุผลคือในรอบที่ผ่านมาผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นคนทั่วไปที่ต้องใช้เวลาในการถอนเงินจากธนาคารเพื่อไปซื้อ แต่ในปัจจุบันเป็นการเข้ามาของ “เงินสถาบัน
สถาบันการเงินสามารถเข้าถึงบิตคอยน์ได้ง่ายขึ้นมากทันทีที่เงินไหลเข้าสู่ระบบ ผ่านกลไกอย่าง **ETF** (Exchange Traded Funds) ทำให้สภาพคล่องไหลเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล ได้ง่ายยิ่งขึ้น ในอดีต เงินต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนเพื่อไหลเข้าสู่สินทรัพย์อื่นก่อนจะมาถึงมือคนทั่วไปและเข้าสู่บิตคอยน์
วงจรขาขึ้นยืดออกไป คาดจุดสูงสุดเลื่อนไป ไตรมาส 1/2569
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองต่างออกไปในรอบนี้ ว่าจุดพีกของตลากยังไม่เริ่มในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หรือ Uptober อาจจะไม่ได้สดใสอย่างที่คิด
โดยคาดว่าจุดสูงสุดจะถูกเลื่อนออกไป สาเหตุหลักมาจากสองประเด็น
- การผ่อนคลายนโยบายที่ช้าลง จาก ปัญหาที่ นายเจอโรม พาวเวลล์ จากธนาคารกลางสหรัฐฯ และฝ่ายบริหารยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้การผ่อนคลายนโยบาย (easing) ช้าลงและทำให้วงจรสภาพคล่อง (liquidity cycle) ถูก “ยืดออกไป”
- ขั้นตอนของสถาบัน แม้การเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลโดยนักลงทุนสถาบันจะง่ายขึ้น แต่ การลงทุนของสถาบันการเงินหรือบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องใช้เวลาในการขอประชุมผู้ถือหุ้นและขออนุมัติบอร์ด ซึ่งกินเวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน
ด้วยเหตุนี้ วงจรในรอบปัจจุบันจึงอาจไม่จบที่ 4 ปี แต่อาจถูกลากยาวเป็น 4 ปี 6 เดือน หรือ 5 ปี โดยประมาณ แม้จะมีแรงเทขายเกิดขึ้นในช่วงนี้ไปจนถึงกลางเดือนหรือปลายเดือน ตลาดก็จะยังคงขึ้น และคาดว่าจะไปถึงจุดสูงสุด (Peak) อีกครั้งในช่วง “มกราคม (Q1) ปีหน้า”
ทั้งนี้ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่รองลงมา เช่น Ethereum (ETH), BNB และ Solana ได้แสดงประสิทธิภาพที่เหนือกว่า (Outperform) บิตคอยน์อย่างชัดเจน นี่คือสัญญาณทางสถิติที่บ่งชี้ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ ช่วงกลางทางค่อนไปทางปลายของตลาดกระทิง (Bull Run)
ด้วยวงจรของตลาดคริปโตฯ มักแบ่งเป็น 3 ระยะ
ระยะ 1 บิตคอยน์ขึ้นแรงมาก แต่เหรียญอื่นไม่ขึ้น
ระยะ 2 บิตคอยน์เริ่มนิ่งหรือขึ้นน้อยลง แต่เหรียญอื่น ๆ (เช่น ETH, BNB, Solana) เริ่มขึ้นได้แรงกว่า โดยบางเหรียญขึ้นเกิน 50%
ระยะ 3 เหรียญ Altcoin ทุกอย่างจะขึ้นรุนแรงมาก จนตลาดท่วมไปด้วย Altcoin ก่อนที่ตลาดจะระเบิดและแตกในที่สุด
ตลาดคริปโตฯ อาจจุดระเบิดตลาดเงินดั้งเดิม
ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ความเสี่ยงหลังจากตลาดคริปโตฯ จบรอบในวงจรนี้ อาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้ “นักลงทุนสถาบัน” เข้ามาเล่นและมีการกู้ลงทุน จ่กบริษัททั่วไปในตลาดเงินดั้งเดิม อาจส่งผลกระทบถึงตลาดการเงินดั้งเดิม
“บริษัทที่น่ากังวลที่สุดคือ MicroStrategy ที่ใช้วิธีการยืมเงินผ่านการออกหุ้นกู้ (ซึ่งมีดอกเบี้ยสูงกว่า 10% เพื่อนำมาซื้อบิตคอยน์อย่างต่อเนื่อง ถ้าตอนบิตคอยน์ขึ้นก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าร่วงลง 40-70% เหมือนวัฏจักรที่ผ่านมา เขาจะเอาเงินจากไหนจ่ายเจ้าหนี้”
“สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ที่ให้ MicroStrategy กู้ยืมคือกลุ่มบริษัทประกัน บริษัททั่วไป และ Money Market ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของตลาดการเงินดั้งเดิม [หากบริษัทเหล่านี้ รวมถึงบริษัทอื่น ๆ ที่เริ่มทำโมเดลเดียวกัน เช่น Meta Planet หรือ Bitmine, รวมถึงบริษัทในไทยบางราย ที่กำลังพิจารณาทำโมเดลคล้ายกัน คือ กู้เงินซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล หากประสบปัญหาและ “แตก” [จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ลาก Money Market หรือตลาดตราสารหนี้ลงไปพร้อมกัน และอาจจะพาตลาดหุ้นไปสู่การแครชครั้งใหญ่
“จากวงจรเงินที่บวม ตลาดขาดเพียง “ตัวจุดชนวนแรก” ที่จะทำให้เกิดการระเบิดเท่านั้น การแครชครั้งใหญ่ที่บิตคอยน์เคยลง 70% และเหรียญอื่นลง 99% เมื่อ 4 ปีที่แล้ว รอบนี้จะยิ่งหนักกว่าเดิมเพราะมีสถาบันการเงินเข้ามาเล่นเป็นจำนวนมาก”