การประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 14-15 ตุลาคม เป็นวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งของการเมืองไทย
เพราะการประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 3 ฉบับ จากพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย เปิดช่องให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อนำมาสู่การแก้รัฐธรรมนูญ 2560 อันมีที่มาจากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557
เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจที่ใช้มานานกว่า 8 ปี เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้นายกฯหล่นเก้าอี้ไปแล้วถึง 2 คน
ต่อไปนี้คือโมเดล ส.ส.ร.ของทั้ง 3 พรรค และวิธีการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่ในการเสนอขั้นรับหลักการ ก่อนจะปรับ-แก้ในชั้นกรรมาธิการ เพื่อนำไปสู่การทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งในปี 2569
6 ขั้นตอน ส.ส.ร.เพื่อไทย
โดย ส.ส.ร.ของพรรคเพื่อไทย มี 2 ส่วน ส่วนแรกมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 300 คน แล้วให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน ส่วนที่สองมาจากองค์กรต่าง ๆ 151 คน ผ่าน 6 ขั้นตอนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ดังนี้
ขั้นที่ 1 การเสนอญัตติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้มาจาก 1.คณะรัฐมนตรี 2.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร (50 คน) 3.จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา (140 คน) 4.ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
การออกเสียงเห็นชอบกับญัตติ ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา (350 เสียง)
ขั้นที่ 2 เมื่อมีการลงมติเห็นชอบญัตติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้มี ส.ส.ร. จำนวน 151 คน แบ่งเป็น
1.ผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น ส.ส.ร.มาจากการเลือกของประชาชน จำนวน 300 คน โดยแต่ละจังหวัดต้องมีไม่น้อยกว่า 1 คน เมื่อได้จำนวนครบ 300 คนแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลภายใน 15 วัน จากนั้นให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน ในจำนวน 100 คน ต้องมาจากทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 คน เป็นอย่างน้อย
2.รัฐสภาแต่งตั้งจากบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถ และมีความเหมาะสมที่เป็นตัวแทนโดยหรือมาจากการเสนอชื่อของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี องค์กร สมาคม หรือกลุ่มบุคคลต่าง ๆ จำนวน 51 คน อาทิ สส.ตามสัดส่วนของพรรคต่าง ๆ 15 คน สว. 5 คน รัฐมนตรี 5 คน ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 1 คน ที่ประชุมอธิการบดี 2 คน สมาคมภาคธุรกิจ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย รวม 7 คน
ขั้นที่ 3 เมื่อได้สภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ให้ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 27 คน เพื่อมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ
ขั้นที่ 4 กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้เสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญนัดแรก ทั้งนี้ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้
ขั้นที่ 5 เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้เสนอต่อรัฐสภาเห็นชอบภายใน 30 วัน
ขั้นที่ 6 ให้ กกต.ประกาศวันออกเสียงประชามติ เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร และเปิดให้ลงประชามติตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ให้ กกต.ประกาศผลประชามติภายใน 15 วัน
โมเดล ส.ส.ร.พรรคประชาชน
ขณะที่ ส.ส.ร.ของพรรคประชาชน มีรูปแบบเป็น 2 คณะ หนึ่ง คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คนมีที่มา 2 ขั้นตอน
ขั้นแรก ให้มีการเลือกตั้งบุคคลที่สมควรได้รับคัดเลือกเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญภายใน 60 วัน นับแต่มีเหตุจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ขั้นที่สอง บุคคลที่จะลงสมัครเป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องสมัครเป็น “บัญชีรายชื่อ” ไม่น้อยกว่า 17 คน แต่ไม่เกิน 70 คน โดยให้ถือเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง
ขั้นที่สาม การคำนวณหาผู้ที่สมควรเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้รวมผลคะแนนจากทุกบัญชีหารด้วย 70 จะได้ผลลัพธ์คะแนนเฉลี่ยต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 1 คน จากนั้นให้นำคะแนนรวมทุกบัญชีรายชื่อ มาหารกับผลลัพธ์คะแนนเฉลี่ย เมื่อหารแล้ว คนที่ได้จำนวนเต็มจะถือว่าเป็นบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือกเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ
ขั้นที่สี่ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองบุคคลที่สมควรได้รับเลือกเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วันนับจากวันเลือกตั้ง โดยให้ กกต.มีอำนาจสืบสวนสอบสวนการทุจริตเลือกตั้งด้วย
ขั้นที่ห้า ให้รัฐสภาคัดเลือกบุคคลที่สมควรเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้ได้จำนวน 35 คน ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน โดยให้นำจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด (สส.และ สว.) หาร 35 คน ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นจำนวนสมาชิกรัฐสภา ที่สามารถใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอรายชื่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในแต่ละบัญชีให้เหลือ 35 คน เพื่อทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ
ขั้นที่หก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องประชุมนัดแรกภายใน 15 วัน นับแต่ประธานรัฐสภาประกาศรายชื่อลงในราชกิจจานุเบกษา โดยมีเวลาร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด 270 วัน นับจากการประชุมนัดแรก และจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญภายใน 180 วัน นับจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ เพื่อให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ
อีกคณะหนึ่งคือสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีสมาชิก 100 คน มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จากประชาชน กำหนดให้แต่ละจังหวัด (รวมกรุงเทพมหานคร) มีสมาชิกสภาดังกล่าวอย่างน้อยจังหวัดละ 1 คน แต่ไม่เกิน 5 คน ตามสัดส่วนประชากรของแต่ละจังหวัด โดยมีหน้าที่รับฟัง-รวบรวมความคิดเห็นของประชาชน เสนอ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แจ้งให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็น หรือให้ข้อเสนอแนะระหว่างการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) โดยไม่ได้มีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยตรง
วิธีได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่
เมื่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว จะต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สภาที่ปรึกษายกร่างรัฐธรรมนูญ อภิปรายแสดงความเห็นโดยไม่มีการลงมติ พร้อมกับทำรายงานส่งกลับไปภายใน 15 วัน
จากนั้น ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมความเห็นของสภาที่ปรึกษาฯ ไปให้ประธานรัฐสภา ก่อนจะให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับร่าง
เมื่อที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ให้แจ้งไปยังคณะรัฐมนตรีและ กกต. เพื่อจัดทำประชามติ หากประชาชนเห็นชอบก็ให้นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ถ้าประชาชนไม่เห็นชอบก็ให้ตกไป
โมเดลภูมิใจไทย
สำหรับวิธีการมีรัฐธรรมนูญใหม่ของพรรคภูมิใจไทยนั้น กำหนดให้มี ส.ส.ร. 99 คน แบ่งเป็นมาจากจังหวัด จำนวน 77 คน ที่มาจากการเปิดรับสมัครของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
และมาจากรัฐสภาเลือกผู้เชี่ยวชาญ 22 คน ด้านกฎหมายมหาชน 7 คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 7 คน ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง 8 คน
โดยขั้นแรก ให้มีการเลือก ส.ส.ร.ภายใน 90 วัน นับแต่มีเหตุแห่งการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเปิดให้ผู้ที่ต้องการเป็น ส.ส.ร. ยื่นใบสมัครต่อ กกต. จากนั้น กกต.ตรวจคุณสมบัติต้องห้าม ก่อนส่งให้รัฐสภาเลือกภายใน 20 วัน โดยรัฐสภาจะเลือกรายชื่อจากจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ 1 คน โดยให้ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ร.
ขั้นต่อมา ส.ส.ร.จะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 360 วัน นับแต่วันเปิดประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ทั้งนี้ ให้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน โดยแต่งตั้งจาก ส.ส.ร.จำนวนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด ส่วนที่เหลืออาจแต่งตั้งจากบุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ร. โดยพิจารณาถึงความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ในการทำหน้าที่
โดยร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขเพิ่มเติม หมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญ 2560 จะกระทำมิได้ ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญมีลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญตกไป
ต้องใช้เสียง สว.-ฝ่ายค้าน
เรื่อง ส.ส.ร.จัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ให้เสนอต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณา 3 วาระ ในวาระที่หนึ่ง รับหลักการโดยเปิดเผย โดยต้องมีเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิก สส.และ สว. และในจำนวนนี้ต้องมีเสียง สส.เห็นด้วยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร และต้องมี สว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของวุฒิสภา
วาระที่สอง พิจารณาเรียงลำดับมาตรา ให้ใช้เสียงข้างมากเป็นประมาณ เมื่อผ่านวาระ 2 แล้วให้ทิ้งไว้ 15 วัน จากนั้นพิจารณาในวาระ 3
การลงคะแนนในวาระ 3 เป็นการลงคะแนนโดยเปิดเผย ด้วยการ “ขานชื่อ” โดยต้องได้เสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา (สส.และ สว.) โดยในจำนวนนี้ต้องมีเสียง สส.จากพรรคการเมืองที่ไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรครวมกัน และ สว.เห็นด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของ สว.
เมื่อรัฐสภาเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญส่ง กกต.ภายใน 7 วัน เพื่อทำประชามติ โดยวันประชามติให้กำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วประเทศ เปิดหีบตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. เมื่อทำประชามติแล้วให้ กกต.ประกาศผลใน 15 วัน ถ้าประชาชนไม่เห็นชอบให้ตกไป ถ้าประชาชนเห็นชอบให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ
