พรรคเพื่อไทย กางแผนแก้โจทย์ร้อน การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ชี้ต้องแก้ผ่านกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 3 ระดับ ควบคู่เยียวยาผู้ประกอบการรายย่อย ฟื้นการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน และแรงงาน เพื่อประคองเศรษฐกิจชายแดนให้เดินต่อได้
ประชาชาติธุรกิจ จัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ : ECONOMIC LEADERSHIP “เลือกผู้นำ เลือกอนาคตเศรษฐกิจ” เพื่อร่วมกันค้นหาทางรอดของประเทศ จาก 4 ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ประกอบด้วย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) , นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึง, ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผ่านโจทย์ 5 สมรภูมิเศรษฐกิจ
สำหรับประเด็นการค้าชายแดน ระหว่างไทย-กัมพูชา มีความขัดแย้งบริเวณชายแดน จนทำให้การค้าทรุดหนัก บางช่วงมูลค่าหายไปกว่า 99% พรรคการเมืองจะแก้โจทย์ เศรษฐกิจที่ผูกติดกับอารมณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการค้าชายแดน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยภายใต้กรอบแนวคิด 3 ระดับ ได้แก่ 1)การยึดหลักสากลและมนุษยชน 2) หลักอธิปไตย 3) การตอบโต้ภายใต้ที่ได้รับแรงสนับสนุน (Rule of Engagement)
ทั้งนี้ การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา มีหลายมิติ ทั้งการค้าทางตรง การลงทุน การท่องเที่ยว และแรงงาน ซึ่งโดยเฉพาะการค้ามีมูลค่ารวมกว่า 140,000 ล้านบาท ไทยมีดุลการค้าราว 100,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือและเยียวยา โดยมีสินค้าส่งออกหลักได้แก่ นม เครื่องดื่ม ยาชูกำลัง และชิ้นส่วนยานยนต์ ล้วนสามารถต่อยอดสู่ตลาดอื่นได้ รวมถึงช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อยชายแดนในการหาตลาดใหม่ การดูแลค่าครองชีพ
ต่อมาด้านการลงทุนและการท่องเที่ยว เนื่องจากหลังปิดด่านทำให้สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวราว 2,000 ล้านบาทต่อเดือน ภาคธุรกิจเสียหายจากการชะลอการลงทุน
ดังนั้นรัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัย รวมถึงด้านแรงงานกัมพูชา ซึ่งมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ พร้อมทั้งดูแลครอบคลุมทั้งการดำรงชีวิต ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค การหาตลาดใหม่ มาตรการทางการเงินและการคลัง และสนับสนุนสินเชื่อ เช่น ซอฟต์โลน เป็นต้น เพื่อประคองให้ภาคธุรกิจเดินต่อไปได้