ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการเปิดเอกสารตรวจสอบโครงการชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) หรือการตัดชุดสูทมูลค่า 35 ล้านบาท เพื่อแจกให้พนักงาน สปส. 7,000 คน โดยใช้เงินจากยอดเงินสมทบของรัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตน
จัดซื้อปูดรายวัน
นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการ สปส. ต้องออกโรงชี้แจงว่า งบประมาณ 35 ล้านบาทเป็นการตัดชุดยูนิฟอร์มของเจ้าหน้าที่สปส. เพื่อที่จะเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งงบฯที่ใช้นั้น สปส.ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน หรือการดำเนินการใด ๆ เราได้รับเฉพาะเงินเดือนข้าราชการเท่านั้น ฉะนั้น การที่เราจะจัดทำงบฯ เราต้องทำโครงการเสนอไป
พร้อมกล่าวว่า พ.ร.บ.การจัดเก็บเงินสมทบมาจาก 3 ฝ่ายคือ ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล และในการจัดสรรเงินเพื่อใช้บริหารงาน ให้ใช้ 10% จากเงินสมทบประจำปี ซึ่งเงินสมทบประจำปีเอาจริง ๆ เราใช้ไม่ถึง 10% เราใช้ประมาณ 2-3% เท่านั้น
และราคาการตัดสูท 5,000 บาทไม่ใช่ราคาต่อตัว แต่ได้เป็นเซต ซึ่งเราดำเนินการตามระเบียบพัสดุทุกอย่าง เป็นการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้าง
ในเวลาต่อมา “สหัสวัต คุ้มคง” ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ชลบุรี เขต 7 ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของ สปส. โดยเฉพาะโครงการจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่จังหวัดชลบุรี มูลค่ากว่า 84 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกลับถูกทิ้งร้างและพบข้อสังเกตหลายประการ
“สหัสวัต” ระบุว่า โครงการนี้ (เลขที่ 67089559825) อนุมัติช่วงปลายปี 2566 เริ่มใช้งบประมาณปี 2567 ตั้งงบฯไว้ 88 ล้านบาท และจบที่ราคา 84.5 ล้านบาท (ต่ำกว่าราคากลางเพียง 3.98%) ซึ่งเป็นการซื้อที่ดินรวม 5 แปลง พื้นที่ 5 ไร่ 1 งาน ในพื้นที่โซนบ้านสวน
ทั้งยังเป็นที่ดินผิดสเป็ก เนื่องจากมีการระบุว่าที่ดินต้องติดถนนใหญ่ แต่พื้นที่นี้กลับอยู่ในซอกหลืบ ไม่เหมาะกับการรองรับผู้ประกันตนจำนวนมากในชลบุรี และยังพบราคาสูงผิดปกติ เพราะราคาประเมินกรมธนารักษ์อยู่ที่ 24 ล้านบาท แต่ซื้อจริงอยู่ที่ 84.5 ล้านบาท (ตกตารางวาละกว่า 40,000 บาท) ขณะนี้ยังไม่มีการก่อสร้างใด ๆ ยังเป็นที่ดินที่ถูกทิ้งร้าง
รอเลือกตั้งบอร์ดใหม่
ส่วนการเลือกตั้ง “บอร์ดประกันสังคมแบบใหม่” ที่ถูกจับตาจะมีความแตกต่างจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ตรงที่ลดอิทธิพลการรวมคะแนน และเปิดโอกาสให้เสียงของผู้ประกันตนกระจายมากขึ้น จากเดิมผู้ประกันตน 1 คนสามารถเลือกผู้แทนได้ถึง 7 คน และผู้ได้คะแนนสูงสุดอันดับ 1-7 จะได้เป็นกรรมการ ทำให้กลุ่มที่มีฐานเสียงใหญ่ได้เปรียบ
แต่กติกาใหม่ปรับเป็น 1 คน 1 เสียง เลือกได้ 1 คน แล้วนำคะแนนไปคำนวณแบ่งโควตาผู้แทนตามสัดส่วนของผู้ประกันตนแต่ละมาตรา (33, 39, 40) ช่วยลดการผูกขาดของกลุ่มใหญ่ และเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเล็กมีตัวแทนมากขึ้น แม้ผู้ประกันตนหลายคนมองว่าเป็นการลดพลังเสียง และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “ประชาธิปไตยแบบแฮนดิแคป” ก็ตาม
พร้อมกันนี้ยังเพิ่มคุณสมบัติผู้สมัคร จากเดิมต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 36 เดือน เป็นไม่น้อยกว่า 48 เดือน ภายใน 60 เดือนก่อนวันสมัคร โดยโครงสร้างบอร์ดยังคงมี 3 ฝ่ายเท่าเดิม คือรัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตน ฝ่ายละ 7 คน คาดว่าจะสะท้อนเสียงผู้ใช้กองทุนได้หลากหลายและใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่าเดิม
พันตำรวจโทวรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างระเบียบกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. …. เพื่อปรับปรุงให้เหมาะสม เสรี เป็นธรรม ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปตามหลักการมีส่วนร่วม
โดยนายจ้าง ผู้ประกันตน และประชาชนทั่วไป สามารถแสดงความคิดเห็นได้ช่วงวันที่ 15 มกราคม 2569 ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านช่องทางระบบกลางทางกฎหมาย www.law.go.th เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th และมุมรับฟังความคิดเห็น ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด และสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสาขาทั่วประเทศ
ขอยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคม เมื่อครบวาระในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งจะดำเนินการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จใน 120 วัน นับแต่วันที่มีการประกาศให้มีการเลือกตั้ง
รอรัฐบาลใหม่ยกเครื่อง
จากกระแสระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนที่จะ “ปฏิรูปประกันสังคม” แบบยกเครื่อง เริ่มที่ “รักชนก ศรีนอก” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เสนอให้เอาประกันสังคมออกจากระบบราชการ และให้บริหารกองทุนที่มีมูลค่าเฉียด 3 ล้านล้านบาท โดยยึดโมเดลแบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่มีการบริหารนอกระบบรัฐบาล ทั้งสรรหามืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ เพื่อความโปร่งใสและความมั่นคง มั่นใจของผู้ประกันตนที่มีมากถึง 24.5 ล้านคนทั่วประเทศ
“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับการแยกประกันสังคมออกจากระบบราชการ โดยเฉพาะข้อเสนอให้ใช้ระบบสรรหาผู้บริหารแทนการโยกย้ายข้าราชการมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ
ขณะที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามกับความเหลื่อมล้ำเชิงระบบ พร้อมแสดงจุดยืนว่า “ประกันสังคม” จำเป็นต้องปรับรื้อครั้งใหญ่ และแยกออกมาเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อสร้างความโปร่งใส โดยเฉพาะเรื่องการบริหารเงินกองทุน
“ตรีนุช เทียนทอง” รมว.กระทรวงแรงงาน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ ระบุชัดเจนว่า คงถึงเวลาแล้วที่ระบบประกันสังคมที่ดำเนินงานมากว่า 35 ปี ต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ แม้จะไม่ง่าย แต่จำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะรัฐบาลใหม่ที่เข้ามา เพื่อให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป