จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ บพท. จับมือเปิดตัว “Impact SE Thailand Platform” แพลตฟอร์มระดับชาติที่มุ่งเชื่อมงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ หวังยกระดับธุรกิจเพื่อสังคมไทยให้สร้างทั้งผลกำไรและผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนอย่างยั่งยืน
แพลตฟอร์มดังกล่าวถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางระดับชาติในการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตของธุรกิจเพื่อสังคม โดยเชื่อมต่องานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเข้ากับผู้ประกอบการชุมชน นักลงทุน และผู้บริโภคปลายทางในระบบเดียว
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่าความสำเร็จของงานวิจัยไม่อาจเกิดจากฝ่ายใดฝ่ายเดียว พร้อมย้ำว่าธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในยุคนี้ไม่ได้วัดกันที่กำไร แต่วัดกันที่ผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและชุมชน
ด้าน ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดีจุฬาฯ ชี้แจงว่าโครงการที่จะได้รับการสนับสนุนจากแพลตฟอร์มต้องมีความพร้อมใน 4 มิติพร้อมกัน ทั้งด้านงานวิจัย ความสนใจของนักวิจัย ความต้องการของตลาด และการเข้าถึงแหล่งทุน โดย CU Innovation Hub จะรับหน้าที่ดูแลเรื่องสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้ประกอบการชุมชนตลอดเส้นทาง
รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ บพท. เสริมว่าการสร้างแพลตฟอร์มระดับชาติที่บูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่ งานวิจัย และกลไกสนับสนุนธุรกิจเข้าด้วยกัน จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับธุรกิจเพื่อสังคมให้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน ขณะที่ คุณอัครพล ลีลาจินดามัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ได้ปาฐกถาพิเศษถึงบทบาทของธุรกิจเพื่อสังคมในฐานะกลไกลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับสากล
ภายในงานยังมีเวทีเสวนา “Seed the Future” ที่ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วนร่วมถกประเด็นการวิเคราะห์ความต้องการเชิงพื้นที่ การออกแบบกลไกดำเนินงาน และยุทธศาสตร์การระดมทุนจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศภายใต้แนวคิด Impact Investment ที่มุ่งสร้าง “กำไรทางสังคม” ควบคู่ผลตอบแทนทางธุรกิจ
โครงการนำร่องที่จะเป็นต้นแบบของแพลตฟอร์มในระยะแรก ได้แก่ การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าโกโก้ไทย ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การสร้างมาตรฐาน ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาดและเครือข่ายผู้ประกอบการ รวมถึงโครงการส่งเสริมการปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและสร้างรายได้ให้เกษตรกรในระดับพื้นที่
อย่างไรก็ดี Impact SE Thailand ไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงภาคเกษตร แต่เปิดกว้างสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมในอุตสาหกรรมอาหาร สุขภาพและคุณภาพชีวิต ตลอดจนธุรกิจที่ขับเคลื่อนภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการแปลง “งานวิจัยและนโยบาย” ให้กลายเป็น “การปฏิบัติจริงในพื้นที่” ผ่านธุรกิจเพื่อสังคมในฐานะกลไกใหม่ของการพัฒนาประเทศ