ทรัมป์หักดิบ 7 บิ๊กเทค บังคับสร้างโรงไฟฟ้าเอง ห้ามแย่งไฟชาวบ้านมาใช้ AI
ทรัมป์หักดิบ 7 บิ๊กเทค เซ็นดีลประวัติศาสตร์ Build, Bring, or Buy บังคับสร้างโรงไฟฟ้าเอง ห้ามแย่งไฟชาวบ้านรัน AI
กระทบไปทั่วทั้งวงการเทคโนโลยีและพลังงานระดับโลก เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจใช้มาตรการกำปั้นเหล็ก จัดระเบียบเหล่ามหาเศรษฐีเทคโนโลยีและบริษัทข้ามชาติ โดยการเรียกตัวแทนจาก 7 ยักษ์ใหญ่ด้าน AI และ Hyperscalers (ผู้ให้บริการคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล) ของโลกมาลงนามในข้อตกลงประวัติศาสตร์ภายใต้ชื่อ Ratepayer Protection Pledge หรือคำมั่นสัญญาเพื่อปกป้องผู้จ่ายค่าไฟฟ้า ณ ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา
ครั้งนี้สหรัฐจะไม่ยอมให้การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นภาระบนบิลค่าไฟ ของประชาชนธรรมดาอีกต่อไป
AI ต้องโต ประชาชนต้องไม่จ่าย
ในแถลงการณ์จากทำเนียบขาว ระบุชัดเจนว่า ความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของอเมริกาในอนาคตขึ้นอยู่กับ Data Center ซึ่งเปรียบเสมือนรากฐานของทุกสิ่ง ตั้งแต่อินเทอร์เน็ต คลาวด์ ไปจนถึง AI แต่สิ่งที่ตามมาคือ ความหิวโหยในการใช้พลังงานอย่างมหาศาล
ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า“ประชาชนชาวอเมริกันไม่ควรต้องมาแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทเอกชน ศูนย์ข้อมูลควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ค่าไฟของชาวบ้านถูกลง ไม่ใช่แพงขึ้น”
กฎเหล็ก 3 ทางเลือก
ภายใต้ข้อตกลง Ratepayer Protection Pledge บริษัทที่ร่วมลงนามทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ Amazon, Google, Meta, Microsoft, OpenAI, Oracle และ xAI (ของอีลอน มัสก์) จะต้องปฏิบัติตาม 3 กฎเหล็กที่เรียกว่า Build, Bring, or Buy ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ :
1.การหาแหล่งพลังงานใหม่
บริษัทเหล่านี้ต้องรับผิดชอบในการจัดหาไฟฟ้าที่จำเป็นสำหรับศูนย์ข้อมูลของตนเอง 100% ผ่าน 3 วิธี :
- Build (สร้าง) : สร้างโรงไฟฟ้าของตัวเองขึ้นมาใหม่
- Bring (นำมา) : นำแหล่งพลังงานใหม่ ๆ เข้าสู่ระบบ
- Buy (ซื้อ) : ซื้อพลังงานจากโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ (Additive power plants)
เหตุผล : เพื่อให้บริษัทเหล่านี้พึ่งพาตนเองได้ และไม่ไปแย่งชิงทรัพยากรไฟฟ้าที่มีอยู่อย่างจำกัดจนทำให้ราคาตลาดพุ่งสูงขึ้น
2.จ่ายค่าอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานเองทั้งหมด
ปกติแล้วเมื่อมีการสร้าง Data Center การไฟฟ้าต้องอัพเกรดสายส่งและหม้อแปลง ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักจะถูกหารเฉลี่ยไปอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน แต่ทรัมป์สั่งให้บริษัทเทคจ่ายเองทั้งหมด เพื่อให้ศูนย์ข้อมูลสร้างประโยชน์แก่ระบบโครงข่าย โดยไม่ผลักภาระให้ครัวเรือน
3.กฎจ่ายแน่นอน
Pay-as-you-go หรือ Take-or-Pay กฎข้อนี้เด็ดขาดที่สุดใน 3 ข้อที่กล่าวมา เพราะบริษัทต้องเจรจาโครงสร้างราคาค่าไฟแบบแยกส่วน และต้องจ่ายเงินค่าพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เตรียมไว้ให้ ไม่ว่าบริษัทจะใช้ไฟฟ้านั้นจริงหรือไม่ก็ตาม เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่การไฟฟ้าจะสูญเสียรายได้หากบริษัทเทคเปลี่ยนแผนในอนาคต
ข้อตกลงนี้ยังมีเนื้อหาที่บีบให้บิ๊กเทคต้องคืนกำไรสู่สังคมในรูปแบบที่จับต้องได้ :
- สร้างงานในชุมชน : ต้องจ้างงานและฝึกอบรมทักษะแรงงานจากคนในพื้นที่ที่ตั้งศูนย์ข้อมูล เพื่อให้คนอเมริกันได้รับประโยชน์จากการจูงใจทางเทคโนโลยีนี้ในทุกขั้นตอน
- เป็นแบตเตอรี่สำรองให้เมือง : ในยามฉุกเฉินหรือเกิดไฟขาดแคลน บริษัทเหล่านี้ต้องเชื่อมโยงระบบไฟสำรอง (Backup Generation) ของตนเข้ากับโครงข่ายสาธารณะ เพื่อป้องกันไฟดับ (Blackouts) ในชุมชน ซึ่งจะทำให้โครงข่ายไฟฟ้าของสหรัฐมีความเสถียรมากขึ้นอย่างทวีคูณ
เหตุผลที่ทรัมป์กล้าหักดิบเช่นนี้ เป็นเพราะรากฐานด้านพลังงานมาตั้งแต่ปี 2025 มีการดำเนินงานสำคัญหลายอย่างที่ถูกระบุในเอกสารดังนี้ :
- ทรัมป์ยกเลิกโครงการ Green New Scam : โครงการกลลวงสีเขียว เขามองว่าทำลายงานเป้าประสงค์หลักที่ต้องการผลักดัน จึงหันมาสนับสนุนการผลิตน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดต้นทุนพลังงานในภาพรวม
- กู้ชีพโรงไฟฟ้าถ่านหิน : ทรัมป์เข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาโรงไฟฟ้าถ่านหินกว่า 74 แห่งจากการถูกสั่งปิดโดยกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เขาเรียกว่า การใช้กฎหมายเป็นอาวุธ
- นิวเคลียร์เพื่อ AI : มีการลงนามในคำสั่งบริหารเพื่อปฏิรูปกฎระเบียบให้สามารถใช้งาน เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขั้นสูง (Advanced Nuclear Reactors) ได้รวดเร็วขึ้น เพื่อส่งพลังงานให้ศูนย์ข้อมูล AI โดยเฉพาะ
- แทรกแซงตลาด PJM : ในเดือนมกราคม 2026 ทรัมป์ได้สั่งให้สภา NEDC เข้าแทรกแซงตลาดพลังงานขนาดใหญ่ (PJM) เพื่อเร่งการสร้างโรงไฟฟ้าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ