Mercer ได้เผยแพร่ผลสำรวจและประเมินกลยุทธ์การเกษียณอายุ (Retirement Insights and Strategy Evaluation) หรือ RISE™ ฉบับประเทศไทยเป็นครั้งแรก รวบรวมข้อมูลจาก 173 องค์กรชั้นนำในไทย พบว่าการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่แตกต่างกันอาจส่งผลต่อความมั่นคงทางการเงิน
วินิทร ทิพย์พุทราแก้ว Retirement Business Leader, Thailand and SEA ของ Mercer ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในภาพรวมของประเทศไทยภาคธุรกิจโดยเฉพาะในองค์กรข้ามชาติและองค์กรขนาดใหญ่ มีความพร้อมด้านสวัสดิการเกษียณอายุให้กับพนักงาน
ผลสำรวจ RISE™ แสดงให้เห็นว่า ผลลัพธ์ของการเกษียณอายุไม่ได้ขึ้นอยู่แค่มีแผนหรือไม่ แต่สิ่งที่สำคัญคือคุณภาพในการออกแบบและบริหารจัดการแผนนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้ 80 ปี ทำให้แม้ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในด้านระดับเงินสมทบ โครงสร้างการลงทุน หรือการกำกับดูแลบริษัทจัดการกองทุน แต่เมื่อรวมกันก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
“การมีดัชนีเพื่อชี้วัดมาตรฐานในด้านสวัสดิการเพื่อการเกษียณจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น”
ผลสำรวจ RISE™ พบว่านายจ้างในประเทศไทยที่เข้าร่วมมีสวัสดิการเพื่อการเกษียณให้กับพนักงาน โดย 97.7% หรือเกือบทั้งหมดมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับพนักงานแล้ว ซึ่ง 3 ใน 4 ขององค์กรเหล่านี้เป็นบริษัทข้ามชาติ
“แม้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะเป็นสวัสดิการพื้นฐานที่องค์กรชั้นนำมีอยู่แล้ว แต่หลายแห่งยังขาดการออกแบบที่ตอบโจทย์ชีวิตหลังเกษียณที่ยาวนานขึ้น โดยยังขาดการออกแบบเชิงรุก ขาดแนวทางการลงทุนเริ่มต้นที่เหมาะสม และขาดการประเมินที่เข้มงวด”
Mercer เชื่อว่าการปรับปรุงแผนที่ตรงจุดและไม่ซับซ้อน เช่น การนำแนวทางการลงทุนแบบไลฟ์ไซเคิล (Default Lifecycle Approaches) มาใช้ และการกำหนดกรอบการสมทบที่ชัดเจน รวมถึงประเมินการทำงานของบริษัทจัดการกองทุนอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถยกระดับแผนการเกษียณอายุที่สร้างความมั่นคงทางการเงินที่ยั่งยืนและแข็งแกร่ง เพื่อดูแลชีวิตหลังเกษียณของพนักงานได้ยาวนานหลายทศวรรษอย่างแท้จริง
ผลสำรวจ RISE™ ยังชี้ว่า แม้เงินสมทบจากนายจ้างส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 5 ถึง 8% แต่ด้วยโครงสร้างการสมทบที่แตกต่างกันอย่างมาก ทำให้แม้ตัวเลขที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยก็มีความสำคัญอย่างมาก เมื่อเงินออมต้องเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตนาน 20 ถึง 30 ปี
ปัญหาที่น่ากังวลคือตัวเลือกการลงทุนเริ่มต้นยังมีทางเลือกให้พนักงานอย่างจำกัด โดยครึ่งหนึ่งขององค์กรยังไม่มีกลยุทธ์การลงทุนเริ่มต้นเลย และมีเพียง 3% เท่านั้นที่ใช้แนวทางแบบไลฟ์ไซเคิล หรือแบบปรับตามเป้าหมายวันเกษียณ (Target-Date Approaches) ส่งผลให้พนักงานจำนวนมากต้องตัดสินใจเลือกการลงทุนที่ซับซ้อนด้วยตนเองโดยปราศจากคำแนะนำ
นอกจากนี้การกำกับดูแลแผนการเกษียณอายุของนายจ้างยังขาดความสม่ำเสมอ มีเพียง 37% ขององค์กรที่ประเมินบริษัทจัดการกองทุนในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่เกือบ 1 ใน 5 ไม่เคยทำเลย โดยแม้ 3 ใน 4 ของนายจ้างจะเสนอสิทธิประโยชน์ระยะยาวเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากข้อกำหนดตามกฎหมาย แต่สวัสดิการเหล่านั้นมักไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับแผนการเกษียณอายุหลัก ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเงินออมลดลง
ช่องว่างเหล่านี้ทั้งในด้านการออกแบบ และนโยบายการลงทุนเริ่มต้น รวมถึงการกำกับดูแล สะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจที่ดูเล็กน้อยในปัจจุบันสามารถสะสมและนำไปสู่ผลลัพธ์ระยะยาวที่แตกต่างกันได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการที่ผู้คนมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น ยิ่งทำให้การตัดสินใจเกี่ยวกับรูปแบบแผน และการกำกับดูแลในวันนี้ทวีความสำคัญมากกว่าเดิม
วินิทรกล่าวสรุปว่า หากไม่มีดัชนีชี้วัดมาตรฐานที่เป็นระบบนายจ้างย่อมไม่สามารถประเมินได้อย่างแน่ชัดว่าสวัสดิการด้านการเกษียณอายุที่มีให้กับพนักงานนั้นเพียงพอหรือแข่งขันในตลาดได้หรือไม่ ซึ่งผลสำรวจ RISE™ เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้จริงและอิงตามหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้องค์กรต่าง ๆ นำไปใช้วัดผลและพัฒนาปรับปรุงอีโคซิสเต็มการเกษียณอายุอย่างครบวงจร ทั้งในด้านเงินสมทบ การลงทุน การประเมินบริษัทจัดการกองทุน และการบูรณาการสวัสดิการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน