‘วอลโว่’ แบรนด์รถยนต์ผู้คิดค้นเข็มขัดนิรภัยเพื่อเซฟชีวิตคนทั้งโลก สู่ก้าวสำคัญใต้ปีกทุนจีนอย่าง ‘จีลี่’ ผลักดันให้เป็นเสือปืนไวในตลาดรถยนต์ EV แต่ในวันนี้ต้องมาเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ท่ามกลางกระแสข่าวรรถ EV ไฟไหม้ และการประกาศเรียกคืนรถล็อตใหญ่… มรดกความปลอดภัยเกือบศตวรรษของวอลโว่ จะพาพวกเขาฝ่าวิกฤตเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้อย่างไร?
ท่ามกลางกระแสข่าวความกังวลเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ถึง 3 เคสในเดือนเดียวกันในไทย และมีการประกาศเรียกคืนรถ ของค่ายรถยักษ์ใหญ่ทั่วโลกอย่าง วอลโว่ (Volvo) แบรนด์รถยนต์ที่คนทั้งโลกจดจำในฐานะ “สัญลักษณ์แห่งความปลอดภัย” ก็กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดนี้เช่นกัน แต่ก่อนจะไปพูดถึงมรสุมในปัจจุบัน เราขอพาย้อนไปดูรากเหง้าอันแข็งแกร่งที่ทำให้แบรนด์นี้ครองใจคนมาเกือบศตวรรษ
จุดเริ่มต้นและวัฒนธรรมองค์กร
วอลโว่ เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ของสวีเดน ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1927 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เมืองโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน ถือกำเนิดจากการเป็นบริษัทลูกของบริษัทผลิตลูกปืน SKF ในเช้าวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1927 รถยนต์วอลโว่ (Volvo) คันแรกได้แล่นออกจากสายการผลิต ณ โรงงานแห่งแรกของบริษัทในเมืองโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน ในปัจจุบัน บริษัทได้ขยายธุรกิจไปทั่วโลก แต่สูตรลับเบื้องหลังความสำเร็จยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันระดับโลกเพื่อยกระดับชีวิตของผู้คน
ย้อนกลับไปในปี 1927 บรรยากาศที่วอลโว่เต็มไปด้วยความคึกคัก บนชั้นยอดสุดของอาคารโรงงานแห่งแรก ผู้ก่อตั้งวอลโว่ทั้งสองคนนั่งทำงานร่วมกันที่โต๊ะตัวหนึ่งท่ามกลางศูนย์กลางของความเคลื่อนไหวทั้งหมด มันเป็นออฟฟิศที่แทบไม่มีความลับต่อกัน โดยมีคติพจน์ในยุคแรกเริ่มที่เป็นรากฐานของวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างว่า
“สิ่งใดที่คุณไม่สามารถพูดกับผมเพื่อให้ทุกคนได้ยินได้ สิ่งนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพูดเลยดีกว่า”
ปัจจุบันอาคารหลังเดิมนั้นได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมและความร่วมมือ ซึ่งจิตวิญญาณแห่งความเปิดกว้างนี้ยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย
ผู้ก่อตั้งและการขยายธุรกิจในช่วงแรก
ผู้ก่อตั้งทั้งสองท่านคือ อัสซาร์ กาเบรียลส์สัน (Assar Gabrielsson) อดีตพ่อค้าขายไข่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของ SKF บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านตลับลูกปืน และ กุสตาฟ ลาร์สสัน (Gustaf Larsson) วิศวกรเครื่องกลที่มีความเชี่ยวชาญด้านรถยนต์และโซลูชันอัจฉริยะ
พวกเขาร่วมมือกันทำให้วอลโว่สามารถทำกำไรได้สำเร็จตั้งแต่ปีที่สามของการดำเนินงาน ซึ่งในตอนนั้นไลน์ผลิตภัณฑ์ได้ขยายครอบคลุมทั้งรถบรรทุกและรถโดยสารประจำทางแล้ว
นับตั้งแต่จุดเริ่มต้น วอลโว่คัดเลือกซัพพลายเออร์อย่างพิถีพิถัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาความร่วมมือทางธุรกิจมักจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
- ปี 1935 วอลโว่ได้เข้าซื้อกิจการ Pentaverken ซัพพลายเออร์ผู้ผลิตเครื่องยนต์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น Volvo Penta ซึ่งยังคงผลิตเครื่องยนต์สำหรับอุตสาหกรรมและยานยนต์ทางน้ำมาจนถึงทุกวันนี้
- ปี 1950 เข้าซื้อกิจการบริษัทผู้ผลิตรถแทรกเตอร์ Bolinder-Munktell ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นสิ่งเรารู้จักกันในปัจจุบันในนาม Volvo Construction Equipment
การเติบโตของยอดขายและการผลิตทั่วโลก
ในช่วงปีแรกๆ วอลโว่พัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงยอดการส่งออกด้วย เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1960 ไม่เพียงแต่ยอดขายเท่านั้นที่เติบโตไปทั่วโลก แต่กำลังการผลิตก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน วอลโว่ได้ขยายฐานการผลิตในยุโรปและอเมริกาเหนือ และตามมาด้วยการจัดตั้งการดำเนินงานในประเทศบราซิลในเวลาต่อมา
ปัจจุบัน วอลโว่ กรุ๊ป มีโรงงานผลิตหลักในเอเชียและโอเชียเนีย และให้บริการในตลาดต่างๆ มากกว่า 190 แห่งทั่วโลก
การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และการเข้าซื้อกิจการ
การเดินทางของวอลโว่ยังคงดำเนินต่อไปด้วยความร่วมมือและการเข้าซื้อกิจการ แต่เมื่อใกล้ถึงช่วงปีมิลเลนเนียม (ปี 2000) ฝ่ายบริหารได้ตัดสินใจขายธุรกิจ Volvo Cars ให้แก่ Ford Motor Company สิ่งนี้ทำให้บริษัทสามารถมุ่งเน้นไปที่การสร้างตำแหน่งที่แข็งแกร่งในด้านโลจิสติกส์
หลังจากนั้นเพียงหนึ่งปี วอลโว่ได้เข้าซื้อกิจการของคู่แข่งรายใหญ่หลายราย รวมถึง Renault Trucks และ Mack Trucks ซึ่งยังคงเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จในพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ของวอลโว่จนถึงปัจจุบัน
ก้าวสู่อนาคตด้วยความร่วมมือและเทคโนโลยีที่ยั่งยืน
การให้ความสำคัญกับความร่วมมือที่วอลโว่กรุ๊ป ในปัจจุบันยังคงเหนียวแน่นเช่นเคย ดังคำกล่าวที่เป็นที่ยอมรับโดย มาร์ติน ลุนด์สเตดท์ (Martin Lundstedt) ประธานและซีอีโอที่ว่า
“การเป็นพันธมิตรคือการนำทางในรูปแบบใหม่”
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมดกำลังเผชิญอยู่นั้น จำเป็นต้องอาศัยการรวมพลังให้เป็นหนึ่งเดียว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน ได้แก่
-
Milence การร่วมทุนที่ วอลโว่กรุ๊ป ผนึกกำลังกับคู่แข่งเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จสำหรับรถบรรทุกหนักในยุโรป
-
Cellcentric ความร่วมมือเพื่อพัฒนาเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cells)
นี่เป็นสองตัวอย่างล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า วอลโว่ กรุ๊ป พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อค้นหาโซลูชันที่ปลอดภัยกว่า ยั่งยืนกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
การเข้ามาของทุนจีน ‘จีลี่’
ต่อมาปี 2010 บริษัทรถยนต์จีลี่ (Geely Holding Group) ซึ่งเป็นค่ายรถยนต์เอกชนรายใหญ่ของจีนที่มีฐานธุรกิจที่มณฑลเจ้อเจียง เข้าซื้อกิจการรถยนต์ วอลโว่ จากบริษัทฟอร์ดมอเตอร์ ด้วยเงินมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตีเป็นมูลค่าไทยเกือบ 6 หมื่นล้านบาท โดยมีพิธีลงนามสัญญาที่กรุงโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2010
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการรถยนต์จีนในการยกระดับแบรนด์ผ่านการซื้อยี่ห้อแบรนด์ไฮเอนด์ระดับโลกเพื่อบุกตลาดตะวันตกจุดเริ่มต้นและวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง ซึ่งทำให้ปัจจุบัน Zhejiang Geely Holding Group เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ณ ตอนนี้ และตลาดที่ทางจีลี่กำลังบุกอย่างต่อเนื่องก็คือ รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
Top 3 โมเดลที่ขายดีที่สุดทั่วโลกของ Volvo อ้างอิงจาก รายงานสรุปยอดขายประจำปี 2025
-
อันดับ 1: Volvo XC60
-
ยอดขายปี 2025: 230,655 คัน
-
ยังคงเป็นรถรุ่นที่ขายดีที่สุดอันดับหนึ่งของแบรนด์ทั่วโลก ยอดขายค่อนข้างนิ่งและทรงตัวจากปีก่อนหน้า
-
-
อันดับ 2: Volvo XC40 / EX40
-
ยอดขายปี 2025: 166,920 คัน
-
ในรายงานนี้ วอลโว่นับยอดรวมของอนุกรมตระกูล 40 ทั้งหมดเข้าด้วยกัน (รวมทั้งรุ่นน้ำมัน/ไฮบริด XC40 และรุ่นไฟฟ้า 100% EX40) ยอดขายลดลงจากปีที่แล้วเล็กน้อย
-
-
อันดับ 3: Volvo XC90
-
ยอดขายปี 2025: 103,217 คัน
-
พี่ใหญ่ SUV ไซส์หรูยังคงเหนียวแน่นในอันดับ 3 แม้ตัวเลขจะลดลงจากปีก่อนหน้าประมาณ 5,000 คัน
-
ในปี 2025 ทำให้เห็นว่า วอลโว่ ทำยอดขายรวมทั่วโลกได้ 710,042 คัน ซึ่งลดลงจากปีก่อน 7% โดยมี “ประเทศจีน” เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ Volvo ตามมาด้วย สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร เยอรมนี และสวีเดนตามลำดับ
มรสุมความท้าทาย โมเดล EV ลุกไหม้ เรียกคืนทั่วโลก
เมื่อเส้นทางสู่ ‘ยุคยานยนต์ไฟฟ้า’ ของวอลโว่ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เทคโนโลยีแบตเตอรี่กลายเป็นโจทย์หินที่ท้าทาย DNA ความปลอดภัยของแบรนด์อย่างรุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ โดยเฉพาะสถานการณ์ล่าสุดในประเทศไทยที่แบรนด์กำลังเผชิญหน้ากับมรสุมลูกใหญ่ ทั้งจากการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐและกระแสความกังวลของผู้บริโภค
ความตึงเครียดพุ่งสู่ขีดสุดหลังเกิดเหตุการณ์ในไทย Volvo EX30 เกิดเพลิงไหม้ถึง 2 เคส โดยมีเคสสะเทือนขวัญที่ตัวรถเกิดไฟลุกไหม้ขณะชาร์จไฟทิ้งไว้ที่บ้าน นำไปสู่การสั่งระงับการขาย EX30 ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว พร้อมประกาศเรียกคืนรถรุ่นนี้กว่า 1,600 คันเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ล็อตใหม่ เนื่องจากพบความเสี่ยงที่ชุดแบตเตอรี่ ซึ่งผลิตโดยซัพพลายเออร์ Sunwoda อาจเกิดความร้อนสูงเกินควบคุม
ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการชั่วคราวของวอลโว่ ที่ออกคำเตือนให้ผู้ใช้ จำกัดการชาร์จแบตเตอรี่ไว้ไม่เกิน 70% ยิ่งสร้างความไม่พอใจและสั่นคลอนความมั่นใจของลูกค้าที่เลือกซื้อรถแบรนด์นี้เพราะเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัย
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ในเช้าวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กำลังเรียกผู้บริหาร Volvo เข้าชี้แจงมาตรการเยียวยาปม EX30 อยู่นั้น ก็เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนเมื่อ Volvo XC60 ระบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เกิดเหตุไฟลุกไหม้บนทางหลวงมอเตอร์เวย์ M81 โชคดีที่ผู้ใหญ่และเด็กอีก 2 คนภายในรถหนีออกมาได้ทันเวลา
เหตุการณ์นี้ทำให้ สคบ. ต้องออกคำสั่งด่วนที่สุดให้ Volvo เร่งตรวจสอบเคส XC60 บนถนน M81 นี้ทันที พร้อมทั้งจับตามาตรการชดเชยเยียวยาผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากตกลงกันไม่ได้ อาจนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีแบบกลุ่มในที่สุด
จากอดีตโรงงานเล็กๆ ในสวีเดนที่ยอมแจกสิทธิบัตรเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นฟรีเพื่อเซฟชีวิตคนทั้งโลก มาจนถึงยุคทองใต้ปีกทุนจีนอย่างจี๋ลี่ วันนี้ วอลโว่ กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่อันตรายที่สุด มรดกตกทอดเกือบศตวรรษภายใต้คติพจน์
“ทุกชีวิตปลอดภัยใน Volvo”
กำลังถูกสั่นคลอนด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่าน ยุคยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ต้องการเพียงแค่โครงสร้างเหล็กตัวถังที่แข็งแกร่งเหมือนในอดีต แต่ต้องการระบบจัดการพลังงาน ซอฟต์แวร์ และซัพพลายเชนแบตเตอรี่ที่เสถียรไร้ที่ติด้วย
การรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ ทั้งการเร่งเปลี่ยนแบตเตอรี่ล็อตใหม่ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2026 และการออกมาตรการเยียวยาลูกค้าอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา อาจเป็นคำตอบว่า วอลโว่จะยังคงเป็นแบรนด์พรีเมียมที่ผู้คนฝากชีวิตไว้ได้เหมือนเดิม หรือคำว่าความปลอดภัยจะกลายเป็นเพียงอดีตที่ถูกเทคโนโลยีไฟฟ้ารับน้องจนเสียศูนย์