เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘เนื้อแท้’ ยอมรับ 6 เดือนที่ผ่านมา ประสบปัญหาสภาพคล่อง เร่งเคลียร์เงินเดือนค้างจ่าย-ปรับระบบบัญชี
Business ‘เนื้อแท้’ ยอมรับ 6 เดือนที่ผ่านมา ประสบปัญหาสภาพคล่อง เร่งเคลียร์เงินเดือนค้างจ่าย-ปรับระบบบัญชี
“เอรา วัน” แจงซีพีไม่เคยตั้งเป้ายกเลิกสัญญาไฮสปีด ยังหาทางออกกับรัฐฝ่าอุปสรรคพื้นที่-การเงิน
Economic “เอรา วัน” แจงซีพีไม่เคยตั้งเป้ายกเลิกสัญญาไฮสปีด ยังหาทางออกกับรัฐฝ่าอุปสรรคพื้นที่-การเงิน
คมนาคมเร่งแก้รถติด ปทุมธานี เล็งผุดระบบขนส่งมวลชน เชื่อมโครงข่ายรับ ”สวนสัตว์ใหม่”
Economic คมนาคมเร่งแก้รถติด ปทุมธานี เล็งผุดระบบขนส่งมวลชน เชื่อมโครงข่ายรับ ”สวนสัตว์ใหม่”
SET วันนี้ (10 ก.ค.) ปิดบวก ยืนเหนือ 1,600 จุด Fund Flow หนุน หุ้น “นิคมฯ–พลังงาน” พุ่ง
Finance SET วันนี้ (10 ก.ค.) ปิดบวก ยืนเหนือ 1,600 จุด Fund Flow หนุน หุ้น “นิคมฯ–พลังงาน” พุ่ง
สิริพงศ์ เผย น้ำซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง ย่านวงเวียนใหญ่สถานการณ์ดีขึ้น อีก 2 สัปดาห์หยุดรอยรั่วได้
Economic สิริพงศ์ เผย น้ำซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง ย่านวงเวียนใหญ่สถานการณ์ดีขึ้น อีก 2 สัปดาห์หยุดรอยรั่วได้
Amity ปักหมุดสำนักงาน-ศูนย์วิจัย AI แห่งใหม่ใน ‘สิงคโปร์’
Tech Amity ปักหมุดสำนักงาน-ศูนย์วิจัย AI แห่งใหม่ใน ‘สิงคโปร์’
‘ศุภจี’ เปิดใจชีวิต รมว.หญิง “เน้นงาน ไม่เน้นคอนเทนต์” ดันเกมดีลสหรัฐ-จีน-ยุโรป – เล็ง OCN คุมเกมแพลตฟอร์ม
Economic ‘ศุภจี’ เปิดใจชีวิต รมว.หญิง “เน้นงาน ไม่เน้นคอนเทนต์” ดันเกมดีลสหรัฐ-จีน-ยุโรป – เล็ง OCN คุมเกมแพลตฟอร์ม
ชัชชาติ ประกาศสร้างแน่ สะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยา คืนตลาดจตุจักรให้การรถไฟฯ
Economic ชัชชาติ ประกาศสร้างแน่ สะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยา คืนตลาดจตุจักรให้การรถไฟฯ
ค่าย “ชิปเอเชีย” ระดมทุนใหญ่ 2 ฟากโลก
Tech ค่าย “ชิปเอเชีย” ระดมทุนใหญ่ 2 ฟากโลก
ศุภจี เดินไปในดาวอังคาร  เจรจาเพื่อชาติ เน้นทำงาน ไม่เน้นพูด
Politics ศุภจี เดินไปในดาวอังคาร  เจรจาเพื่อชาติ เน้นทำงาน ไม่เน้นพูด
ดูทั้งหมด

“จาตุรนต์-นิกร-พิจารณ์” ร่วมรัฐศาสตร์ มธ. ถก ‘เปลี่ยน(ไม่)ผ่านการเมืองไทย’

24 พ.ค. 2569 | 16:43น.

เครือมติชนจัดเวทีเสวนาเปิดตัวหนังสือ “เปลี่ยน(ไม่)ผ่านการเมืองไทย 2566-2569” แลกเปลี่ยนมุมมองว่าด้วยความย้อนแย้งทางการเมืองในช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยมีฉันทามติร่วมกันว่าการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง แต่ยังไม่อาจเรียกได้ว่า “เปลี่ยนผ่าน” สู่ประชาธิปไตย 

ร่วมเสวนาโดย ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน

เปลี่ยนตามพลวัต แต่ยังไม่ผ่าน

ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดการอภิปรายด้วยการตั้งคำถามว่า หากจะพูดถึงการเปลี่ยนผ่าน จำเป็นต้องถามก่อนว่า “เปลี่ยนไปสู่อะไร” เพราะหากหมายถึงประชาธิปไตย คำตอบคือยังไม่ผ่าน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงตามพลวัตของสังคมอยู่บ้างก็ตาม

ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดการอภิปรายด้วยการตั้งคำถามว่า หากจะพูดถึงการเปลี่ยนผ่าน จำเป็นต้องถามก่อนว่า “เปลี่ยนไปสู่อะไร” เพราะหากหมายถึงประชาธิปไตย คำตอบคือยังไม่ผ่าน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงตามพลวัตของสังคมอยู่บ้างก็ตาม

เขาชี้ว่าสิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านไม่สำเร็จคือรัฐประหารปี 2557 ซึ่งต่างจากรัฐประหารครั้งก่อน ๆ อย่างมีนัยสำคัญ เพราะถูกแปลงให้กลายเป็นสถาบันผ่านรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ออกแบบมาให้แก้ไขได้ยากและทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลงอย่างเป็นระบบ

ดร.ปุรวิชญ์จำแนกพัฒนาการทางการเมืองออกเป็นสามระยะ ได้แก่ ระยะแรกคือการที่ผู้นำทหารตั้งพรรคการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจโดยมีกองทัพหนุนหลัง ระยะที่สองคือการที่ผู้นำทหารถอยออกมาแต่เปลี่ยนขั้วโดยไม่แตะต้องมรดกที่ฝากไว้ และระยะที่สามซึ่งเป็นปัจจุบันคือการที่กลุ่มอำนาจเดิมรับบทบาทเป็น “ผู้พิทักษ์” ระบบที่ตนสร้างขึ้น

อย่างไรก็ดี เขาย้ำว่าในประวัติศาสตร์โลก การเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองล้วนใช้เวลาเป็นรุ่น และไม่มีสิ่งใดแข็งแกร่งคงทนได้ตลอดไป

ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข
ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข

ระบบอุปถัมภ์คือรากของปัญหา

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฉายภาพการเมืองไทยในมิติเชิงโครงสร้าง โดยระบุว่าระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกมาช้านานเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้ประเทศไทยก้าวสู่ประชาธิปไตยเสรีนิยมได้อย่างแท้จริง

เขาอธิบายว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปในทางรูปแบบคือโครงสร้างการปกครอง แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคืออำนาจที่แท้จริง ซึ่งยังคงหมุนเวียนอยู่ในกลุ่มคนกลุ่มเดิม หรือที่เรียกว่า “รัฐพันธุ์ลึก” โดยมีระบบอุปถัมภ์ทำหน้าที่เป็นกาวยึดโยงอำนาจจากศูนย์กลางลงไปถึงระดับพื้นที่ผ่าน “บ้านใหญ่” และกลุ่มผลประโยชน์ท้องถิ่น ซึ่งครอบคลุมทั้งในระดับจังหวัด เมืองหลวง และทั้งสองสภา จนกลายเป็นวงจรที่หมุนซ้ำตัวเองไม่รู้จบ

“ถ้าประชาชนมองว่าระบบนี้ไม่ไหว ไม่เอื้อประโยชน์ วันหนึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นได้ แต่ยังมีเพดานบางอย่างที่ทำให้อำนาจยังคงอยู่ในมือคนกลุ่มเดียว”

นอกจากนี้ เขายังชี้ว่าวัฒนธรรมองค์กรของไทยมีลักษณะอนุรักษนิยมสูง ทั้งในด้านพิธีกรรมและลำดับชั้น ซึ่งทำหน้าที่กดให้ประชาชนอยู่ในสถานะของตน สิ่งที่เปลี่ยนผ่านได้จริงในสังคมไทยจึงเป็นเพียงความตระหนักรู้และจิตสำนึกของประชาชนในฐานะ Active Citizen เท่านั้น

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ไทยเคลื่อนที่ได้ยาก เขาระบุว่าประกอบด้วยวัฒนธรรมองค์กรของกลุ่มอำนาจ, การแจกจ่ายผลประโยชน์เพื่อรักษาสถานะ, และความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังแก้ไม่ได้ เพราะผู้มีอำนาจจำเป็นต้องรักษาระบบนี้ไว้เพื่อดำรงฐานะของตนเอง ปัญหาเรื้อรังของประชาชนจึงได้รับการแก้ไขแบบฉาบฉวยเพื่อประทังสถานการณ์เฉพาะหน้า เช่น การแจกเงิน โดยไม่แตะโครงสร้าง

เขาสรุปว่าแกนกลางของสังคมไทยไม่ได้เปลี่ยน ชนชั้นนำยังคงอยู่ในตำแหน่ง และแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีจิตใจเลวร้าย แต่เมื่อมีแรงจูงใจในการแสวงหากำไรและรักษาสถานะ ระบบคุณธรรมก็ถูกกัดกร่อนลงเรื่อย ๆ จากการซื้อขายตำแหน่ง ทำให้รัฐบาลต้องขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางปัญหาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ
สุรนันทน์ เวชชาชีวะ

ไทยเปลี่ยน แต่รัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชน

นิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แสดงความเห็นในฐานะนักวิชาการที่อยู่ในพรรคการเมือง โดยเน้นว่าการวัดว่า “เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน” ขึ้นอยู่กับไม้บรรทัดที่ใช้วัด หากนับตั้งแต่ปี 2475 ประเทศไทยเพิ่งมีประชาธิปไตยได้เพียง 94 ปี และเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาซึ่งพัฒนาได้เร็วกว่าเพราะไม่มีภาระทางประวัติศาสตร์ที่ต้องแบกรับ ไทยก็ถือว่าเปลี่ยนแปลงมามากพอสมควร

เขาอธิบายว่าสาเหตุที่ไทยมีรัฐธรรมนูญถึง 20 ฉบับนั้นเป็นเพราะลักษณะของสังคมที่เป็นแบบประณีประนอม (Traditional Society) ซึ่งเมื่อเกิดความขัดแย้งก็แก้ปัญหาด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเริ่มใหม่ แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2560 นิกรซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ในช่วงนั้นกล่าวว่าเคยทักท้วงในเรื่องมาตรฐานจริยธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งร่างขึ้นโดย สนช. ที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่จากการเลือกตั้ง ประกอบกับบทบัญญัติที่ห้ามความสัมพันธ์กับคู่กรณี แต่ ครม. ในขณะนั้นมาจากการยึดอำนาจ ทำให้มาตรฐานจริยธรรมบิดเบือนตั้งแต่ต้น

เขาตั้งข้อสังเกตด้วยว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้นมากเกินไป แม้จะต่อสู้จนลดลงเหลือ 5 ปีได้แล้ว แต่ปัญหาคือระบบราชการยังยึดถือกรอบเดิม ส่งผลต่อการจัดสรรงบประมาณอยู่ดี

สิ่งที่นิกรเน้นย้ำในตอนท้ายคือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องมาจากประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่มาจากกองทัพหรือกลุ่มอำนาจใด และต้องรับฟังเสียงประชาชนตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเสนอให้มองภาพรวมของความหลากหลายในสังคมไทย เพราะหากบังคับให้มีระบบสองพรรคแบบตะวันตก อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงได้

นิกร จำนง
นิกร จำนง

ความสำเร็จของรัฐประหาร 57 ยังดำรงอยู่

จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มองย้อนกลับไปสามปีที่ผ่านมาและวิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังปี 2566 เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ “ตัวแสดง” เปลี่ยนไป แต่โครงสร้างอำนาจที่แท้จริงยังคงเดิม โดยชี้ว่าองค์กรและระบบที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งยังคงมีอำนาจเหนืออำนาจอธิปไตยทั้งสามฝ่าย และประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้

เขาลำดับพัฒนาการตามลำดับเวลาว่า ในช่วงห้าปีหลังรัฐประหารนั้นมีความล้าหลังที่สุด ต่อมาในช่วงปี 2562-2566 รัฐบาลอาศัย สว. ที่แต่งตั้งตนเองมาเป็นฐานอำนาจ และทั้ง คสช. และรัฐบาลในช่วงนั้นได้แทรกแซงการแต่งตั้ง สนช. รวมถึงการสรรหากรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทางอ้อม

หลังปี 2566 แม้รัฐบาลจะตั้งขึ้นโดยไม่อาศัย สว. อีกต่อไป แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือ สว. ชุดใหม่ที่มาจากการเลือกกันเองในวงอาชีพในปี 2567 ซึ่งมีการวางแผนและจัดการอย่างแม่นยำ และยังคงเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองบางกลุ่ม จาตุรนต์คาดว่าในอีก 6 เดือนถึง 1 ปีข้างหน้าจะมีการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ระบบต่อ ซึ่งจะทำให้เครือข่ายอำนาจนี้ยิ่งเข้มแข็งขึ้น แต่ก็อันตรายขึ้นด้วย เพราะกลไกตรวจสอบถ่วงดุลถูกทำให้อ่อนแอลง และยังคงมีอำนาจหักล้างเจตนารมณ์ของประชาชน เช่น การยุบพรรคหรือการปลดนายกรัฐมนตรี

สำหรับทางออก จาตุรนต์มองว่าสิ่งที่เห็นอยู่ทุกวันนี้คือความสำเร็จของรัฐประหารปี 2557 ที่ยังดำรงอยู่ การจะแก้ไขได้ต้องอาศัยสองเงื่อนไขหลัก คือ ประชาชนจำนวนมากต้องตระหนักว่าระบบนี้ทำให้ไทยรับมือกับวิกฤตไม่ได้และสร้างความเสียหาย และต้องอาศัยกลไกประชามติให้เป็นประโยชน์ โดยเสียงกว่า 26 ล้านเสียงต้องมีความหมาย

เขายังตั้งข้อสังเกตถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมาว่า ขาดการแข่งขันด้านนโยบายที่เข้มข้นเหมือนในอดีต มีพรรคบางพรรคได้คะแนนสูงเป็นพิเศษจนน่าตกใจ และผู้สมัครหลายคนไม่เปิดเผยว่าตนสังกัดพรรคใด ส่งผลให้ประชาชนได้รัฐบาลที่มาพร้อมกับความไม่ชัดเจนด้านนโยบายในขณะที่กำลังเผชิญกับวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน

จาตุรนต์ ฉายแสง
จาตุรนต์ ฉายแสง

เปลี่ยนร่างทรง แต่กลุ่มอำนาจยังคงอยู่

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน สรุปภาพรวมสิบสองปีหลังรัฐประหารว่า หากมองเผิน ๆ เหมือนไทยเปลี่ยนจากรัฐบาลทหารมาสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่เปลี่ยนคือ “ร่างทรง” เท่านั้น โดยหลังการเลือกตั้งปี 2566 มีการเปลี่ยนขั้ว และในการเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงก็ไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 อีกแล้ว แต่กลับมีอำนาจที่คล้ายคลึงผ่านองค์กรอิสระแทน ซึ่งเขาเรียกระบบนี้ว่า “สีน้ำเงิน”

สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนตลอดมาในสายตาของพิจารณ์คือ รัฐบาลทุกชุดยังคงเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนและชนชั้นนำ และมองข้ามผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก สะท้อนผ่านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐที่ชนะการประมูลแล้วแต่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

พิจารณ์เสนอให้มองการแก้ไขปัญหาเป็น 3 ระยะ โดยในระยะสั้น ควรเรียกร้องผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 500 คน ให้ทำงานอย่างเข้มข้นในการตรวจสอบองค์กรอิสระผ่านคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ และกรรมาธิการวิสามัญ 

ในระยะกลาง ไม่ต้องรอแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว แต่สามารถผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยอาศัยเสียงข้างมากในสภา เช่น เรื่องจริยธรรมและการยุบพรรคการเมือง และในระยะยาว คือการแก้รัฐธรรมนูญโดยตรง ซึ่งพิจารณ์ตั้งคำถามว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงหรือไม่ เพราะเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วกลับเริ่มด้วยการตั้งคณะกรรมการศึกษาทั้งที่มีผลศึกษาจากสภาชุดก่อนอยู่แล้ว จากนั้นก็เสนอให้ทำประชามติถึงสามครั้ง ซึ่งยิ่งทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อถึงขั้นตอนการแก้มาตรา 256 รัฐบาลกลับไม่เป็นผู้เสนอร่างเอง แต่ปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้เสนอแทน ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลไม่มีเอกภาพและอาจไม่ได้มีความตั้งใจจริงในการปฏิรูป เพราะหากตั้งใจจริง ร่างควรมาจากคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีน้ำหนักและความศักดิ์สิทธิ์

นอกจากนี้ เนื้อหาในร่างของพรรคภูมิใจไทยยังมีบทบัญญัติที่เรียกว่า “สวิตช์หนึ่งในสี่” ซึ่งให้อำนาจ สว. ในการวีโต้การแก้รัฐธรรมนูญได้ ซึ่งขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการลดอำนาจขององค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

“สรุปแล้ว เรากำลังเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจริง ๆ หรือนี่เป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อยื้อเวลาและหาผลประโยชน์ของบางพรรคเท่านั้น”

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์