อสังหาฯ “กทม.-ปริมณฑล” ชะลอตัว เม.ย.เปิดใหม่ 12 โครงการ 2 หมื่นล้าน
จากช่วงต้นปี 2569 ดูเหมือนสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะดูดีขึ้น แต่หลังเกิดมรสุมวิกฤตสงครามตะวันออกกลางพัดเข้ามาช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ มีผลต่อสภาวการณ์ตลาดผันแปรและไม่แปรเปลี่ยนจากฉากทัศน์เดิม ๆ เพิ่มเติมคือปัจจัยเสี่ยงใหม่
ทำให้ผู้ประกอบการแตะเบรกโครงการใหม่ รอดูคลื่นลมมรสุม สะท้อนสถิติเดือนเมษายนซึ่งถือว่าเป็นช่วงรอยต่อไตรมาสแรกและไตรมาสสองของตลาด เริ่มเห็นการเปิดโครงการใหม่ลดลง
เม.ย.เปิด 12 โครงการ 2 หมื่นล้าน
“โสภณ พรโชคชัย” ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดอสังหาฯ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในเดือนเมษายน 2569 มีการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลง โดยมีเปิดใหม่ 12 โครงการ ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 จำนวน 5 โครงการ ส่งผลให้จำนวนหน่วยขายลดลง แต่มูลค่าโครงการและราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยกลับเพิ่มขึ้น
เนื่องจากสินค้าที่เปิดใหม่เน้นพัฒนาระดับราคาสูง ซึ่งการเปิดขายใหม่ในเดือนเมษายนนี้เป็นการเปิดขายในกลุ่มที่อยู่อาศัยทั้ง 12 โครงการ มีจำนวนหน่วยขายเปิดใหม่รวม 2,085 หน่วย ส่วนมูลค่าการพัฒนาโครงการรวมทั้งสิ้น 20,424 ล้านบาท
“โสภณ” กล่าวว่า ยังพบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทในเครือ 5 บริษัท ที่มีส่วนแบ่งการตลาดในแง่ของจำนวนหน่วยขายเพียง 60% เท่านั้น ซึ่งจะแตกต่างจากเดือนก่อน ๆ ที่ผ่านมา เนื่องจากมีการเปิดตัวอาคารชุดราคาถูกที่พัฒนาโดยบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น รีเจ้นท์ กรีน เพาเวอร์ มีจำนวนหน่วยขายมากถึง 1,129 หน่วย หรือประมาณ 54.1%ของจำนวนหน่วยขายทั้งหมดที่เปิดขายใหม่ในเดือนเมษายนนี้
“จำนวนหน่วยเปิดขายใหม่มากที่สุดในเดือนเมษายนคืออาคารชุด มีจำนวนรวม 1,623 หน่วย คิดเป็น 77.8% รองลงมาบ้านเดี่ยว 250 หน่วย คิดเป็น 12% บ้านแฝด 174 หน่วย คิดเป็น 8.3% ของจำนวนหน่วยขายที่เปิดขายใหม่ทั้งหมด”
หยุดเปิดโครงการต่ำล้าน
เมื่อเปรียบเทียบจำนวนหน่วยขายของที่อยู่อาศัยหลัก ได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ และอาคารชุด กับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา “โสภณ” ระบุว่ามีเพียงบ้านเดี่ยวที่มีจำนวนหน่วยขายเพิ่มขึ้น ส่วนบ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ และอาคารชุดมีจำนวนหน่วยขายลดลง โดยบ้านเดี่ยวมีจำนวนหน่วยเปิดใหม่เพิ่มขึ้น 34 หน่วย หรือ 15.7% ซึ่งทำเลที่มีการเปิดขายใหม่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตเมืองชั้นกลางและส่วนต่อขยายของเมืองเป็นสำคัญ
หากพิจารณาด้านระดับราคาขาย ในช่วงเดือนเมษายนไม่มีการเปิดขายที่ระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท มีตั้งแต่ระดับราคา 1-2 ล้านบาท จำนวน 1,216 หน่วย มูลค่าโครงการ 1,523 ล้านบาท, ราคา 2-3 ล้านบาท มีจำนวน 57 หน่วย มูลค่าโครงการ 153 ล้านบาท
ราคา 3-5 ล้านบาท มีจำนวน 163 หน่วย มูลค่าโครงการ 748 ล้านบาท, ราคา 5-10 ล้านบาท มีจำนวน 252 หน่วย มูลค่าโครงการ 1,566 ล้านบาท, ราคา 10-20 ล้านบาท มีจำนวน 99 หน่วย มูลค่าโครงการ 1,632 ล้านบาท และราคาเกิน 20 ล้านบาทขึ้นไปมีจำนวน 298 หน่วย และมูลค่าโครงการ 14,802 ล้านบาท
กทม.ชั้นใน-ส่วนต่อเมืองคึก
เจาะลึกผู้ประกอบการที่เปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงเดือนเมษายน เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 4 บริษัทคือ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท ธนาสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีบริษัททั่วไปและบริษัทในเครืออีกจำนวนหนึ่ง
“ในแง่ของทำเลที่ตั้ง อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน 5 โครงการ ตั้งอยู่ในส่วนต่อขยายเมืองหรือเขตติดต่อเมือง 7 โครงการ เช่น ลาดพร้าว พระราม 9 ประชาอุทิศ ราชพฤกษ์ บ้านกล้วย-ไทรน้อย เป็นต้น”
อนันดารอจังหวะ-เร่งขายสต๊อกเก่า
“ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาฯยังไม่ฟื้นตัว ในปี 2569 อนันดายังคงชะลอเปิดโครงการใหม่และเดินหน้าเคลียร์สต๊อกที่ยังคงเหลือ 18,000 ล้านบาท คาดว่าจะหมดใน 1-2 ปี และมีรายได้จากการโอนปีละ 8,000-10,000 ล้านบาท
“รอจังหวะตลาดและกำลังซื้อที่เบาบางฟื้นตัวมากกว่านี้ ถึงจะกลับมาลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ ตอนนี้เราเน้นขายโครงการเดิมมา 3-4 ปีแล้ว สามารถลดสต๊อกจากมีอยู่ 1 แสนล้านบาท เหลือ 18,000 ล้านบาท และนำเงินที่มาชำระหนี้หุ้นกู้ถือว่าประสบความสำเร็จ ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ คนที่ปรับตัวได้ถึงจะอยู่รอด” ประเสริฐกล่าว