สำรวจตึกแถวเก่าทั่วกรุง ว่างรอขาย 5.2 หมื่นหน่วย มูลค่า 2.6 แสนล้าน
รู้หรือไม่ ตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ที่มีอยู่มากมายตามริมถนนสายต่าง ๆ ทั่วเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปัจจุบันพบว่ามีปิดและไม่ได้ใช้สอยกว่า 40%
นายโสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยตั้งแต่เดือนมกราคม 2537 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 หรือประมาณ 32 ปี พบว่าปัจจุบันเฉพาะตึกแถวที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นในห้วงเวลาดังกล่าวมีถึง 130,991 หน่วย คิดเป็นมูลค่ารวม 669,578 ล้านบาท หรือเฉลี่ยหน่วยละ 5.112 ล้านบาท
“จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่ามีตึกแถวประมาณ 40% หรือ 52,396 หน่วยที่ยังว่างอยู่ คิดเป็นมูลค่ารวม 267,831 ล้านบาท อาจมีการตั้งข้อสังเกตว่าตึกแถวที่ว่างอยู่น่าจะเกินครึ่งหนึ่ง”
ทั้งนี้ เนื่องจากตามถนนหนทางต่าง ๆ พบตึกแถวว่างอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ในกรณีนี้มักเป็นเขตชานเมืองหรือตึกแถวที่ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ ซึ่งไม่มีที่จอดรถ หรืออาจมีการจัดหาที่จอดรถที่จำกัด จึงไม่อาจเปิดกิจการอะไรได้มากนัก
อย่างไรก็ตาม ตึกแถวในเขตเมืองและตึกแถวตามซอยหรือหน้าหมู่บ้านหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ยังเปิดใช้อยู่เป็นส่วนใหญ่ ในที่นี้จึงประเมินไว้เบื้องต้นว่าตึกแถวว่างมีเพียง 50% เท่านั้น
โดยที่ผ่านมาตึกแถวที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เหล่านี้ ก็ปิดไว้รอเวลาขาย และภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ค่อนข้างต่ำ จึงไม่มีปัญหาสำหรับการถือครองมากนัก แต่ในภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยลงแบบนี้ ทางรัฐควรเก็บภาษีเพิ่ม และเจ้าของทรัพย์สินก็ควรขายหรือให้เช่า เพื่อให้มีเงินจ่ายภาษี หรือทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ทรัพย์สินนั้นได้ก่อเกิดรายได้ ไม่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์
“ตึกแถว ณ มูลค่า 267,831 ล้านบาทนี้ หากนำมาขายโดยมีระบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามมาตรฐานสากล เช่น เก็บภาษีทุกบ้าน 1% ของราคาตลาด ไม่ใช่ราคาประเมินของทางราชการซึ่งมักจะต่ำกว่าความเป็นจริง จะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไปด้วย”
นายโสภณคาดว่า 1.30% ของตึกแถวที่เหลือมูลค่า 267,831 ล้านบาทนี้ หรือเป็นเงิน 80,349 ล้านบาท อาจมีการขายออก ทำให้รัฐสามารถได้ภาษีและค่าธรรมเนียมโอนมาใช้พัฒนาประเทศ และการหมุนเวียนของเงินจำนวน 80,349 ล้านบาท และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง
อีกแนวทางคือบางส่วนอาจปล่อยให้เช่า โดยเป็นตลาดของผู้ซื้อหรือผู้เช่า ค่าเช่าอาจไม่สูงนัก ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจที่ต้องเช่าสถานที่ลดลง ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินการได้ด้วยความมั่นใจมากขึ้น โอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจก็จะมีมากขึ้นเช่นกัน
หรือทางหนึ่งในการช่วยผ่องถ่ายขายทรัพย์สินประเภทตึกแถวได้มากขึ้น ก็อาจผ่านกระบวนการประมูลหรือขายทอดตลาดจากกรมบังคับคดีหรือหน่วยงานอื่น ซึ่งจะช่วยให้การหมุนเวียนทรัพย์สินมีมากขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่งนั่นเอง