เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (23 ก.ค.) ปรับลง 0.49% อยู่ที่ 65,988 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (23 ก.ค.) ปรับลง 0.49% อยู่ที่ 65,988 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (23 ก.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (23 ก.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แจ้งพร้อมให้บริการตามปกติ
News รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แจ้งพร้อมให้บริการตามปกติ
SCG HOME Online ชูกลยุทธ์ O2O Ecosystem ยกระดับอีคอมเมิร์สเรื่องบ้าน เปิดแคมเปญใหญ่ “เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง” คืนกำไรลูกค้า
Real Estate SCG HOME Online ชูกลยุทธ์ O2O Ecosystem ยกระดับอีคอมเมิร์สเรื่องบ้าน เปิดแคมเปญใหญ่ “เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง” คืนกำไรลูกค้า
WMA โชว์ผลงาน “เจดีย์หักโมเดล” จากศูนย์บำบัดน้ำเสียเปลี่ยนเป็นสนามบอล เพื่อชุมชน
SD WMA โชว์ผลงาน “เจดีย์หักโมเดล” จากศูนย์บำบัดน้ำเสียเปลี่ยนเป็นสนามบอล เพื่อชุมชน
เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
Tech เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
Economic เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
“พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
Politics “พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
Business เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
Economic ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
ดูทั้งหมด

‘อัพเกรดเทค’คนไทยรับทุนโลกพลิกสู่ประเทศเศรษฐกิจปลอดภัย

30 พ.ค. 2569 | 07:31น.
อัพเกรดเทค

2 ตัวแทนรัฐบาล ระดมสมองเวทีประชาชาติธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 50 Thailand Next “ดร.ยศชนัน” รองนายกฯ ผู้นำเศรษฐกิจความรู้ เปิดแผนพลิกเศรษฐกิจชนะด้วยต้นทุนใช้นวัตกรรมต่อยอดการผลิต เพิ่ม GDP เร่งอัพเกรดมนุษย์สายเทค- AI 2 แสนคน สร้างนวัตกรรม เพิ่ม GDP ประเทศ “ดร.สันติธาร” ผช.รมว.คลัง ชี้โจทย์ใหญ่ต้องพัฒนาคน ดันประเทศไทยรับทุนใหม่ฐานเศรษฐกิจมั่นคง-ปลอดภัย เร่งนโยบายเชิงรุกด้วยกลยุทธ์จ่ายเงินแบบพุ่งเป้า-5T ฝ่าธุรกิจถูกบีบ 2 ชั้นเงินเฟ้อของแพง “ศุภชัย” เครือซี.พี. ชี้โอกาสใหญ่ เงินจีน สหรัฐ-ยุโรปกำลังวิ่งเข้าไทย 

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ  หัวข้อ Thailand Next จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ภายใต้ธีม Thailand Next : THE SUCCESSOR เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต โดยรองนายกฯ และ รมว.อว. ฉายภาพอนาคตประเทศไทย ว่า แม้ปัจจุบันโลกเปลี่ยนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การอัพสกิล รีสกิล ยังไม่เพียงพอ นอกจากจำเป็นจะต้องพัฒนาคนแล้ว ยังต้องสร้าง Ecosystem เพื่อสร้างตลาดแรงงานคุณภาพสูง และความสามารถในการทำ R&D ได้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุค Technology Disruption 

รองนายกฯ กล่าวว่า ถ้ามองว่าเป็นวิกฤตแต่อาจเป็นโอกาสในการพัฒนาความสามารถทางเทคโนโลยี การเป็นห่วงโซ่อุปทานของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น มีการพูดถึงอุตสาหกรรมอวกาศ ถ้าเรามี Space Port (ฐานปล่อยจรวด) อยู่ในประเทศไทย ที่ศึกษาไว้ อาจมีโซนอีอีซี หรือ จ.ชุมพร สามารถเชื่อมโยงไปถึงอุตสาหกรรมการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมรถยนต์ พลังงาน ในอุตสาหกรรมอวกาศ เป็นจุดหนึ่งที่อาจจะพลิกอุตสาหกรรมไทย 

เปลี่ยนผ่านพลังงาน-อุตฯ

“เราควรที่จะลงทุนในเรื่องความรู้พื้นฐานขององค์ความรู้ เทคโนโลยีต่าง ๆ เชิงลึก เหตุที่เศรษฐกิจเวียดนามขึ้นมาเพราะเขาทำอย่างเดียว คือ นำองค์ความรู้ที่ลึก ๆ ในแต่ละเรื่องแล้วไปเชื่อมกับการผลิตต่าง ๆ สามารถทำให้เกิดสตาร์ตอัพ แต่เราไม่จำเป็นต้องกลัว หากเราชกตรง ๆ กับเขาไม่ได้ เราสามารถอยู่ในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ไหม และต่อยอดสามารถสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ หรือดึงการลงทุนจากต่างชาติเข้ามา” นายยศชนันกล่าว  

นายยศชนันกล่าวว่า อุตสาหกรรม Sensor อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ  เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ เช่น เซ็นเซอร์ด้าน Bio นำมาบวกด้วย อุตสาหกรรม Biotech กลายเป็นสิ่งสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงในเชิงสาธารณสุข ในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ  และเรื่อง Wellness ทั้งหมด เมื่อ Biosensor บวกกับ Computing เราสามารถได้เครื่องมือแพทย์ออกมาได้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่มีการผสมผสาน 

ร่วมทุน “เทคญี่ปุ่น” 

นายยศชนันกล่าวว่า อุตสาหกรรม Semiconductor และอุตสาหกรรม AI ไทยมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่พยายามทำเรื่อง Semiconductor ด้าน Cloud Computing และ DATA Center ซึ่งมีการร่วมมือกับญี่ปุ่น เพื่อให้ไทยไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่า ทั้งด้านการศึกษา การวิจัย และอุตสาหกรรม โอกาสต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายในประเทศไทย

ปั้นวิศวกร AI  2 แสนคน  

เรื่องการพัฒนาคนด้าน Semiconductor แต่ละมหาวิทยาลัยมีหลักสูตรนี้ และมีศูนย์ที่เทรนนิ่งในหลายองค์กร การที่ประเทศไทยจะเติบโตไม่ไกลเกินเอื้อม แม้ตอนนี้อยู่ในราว 2,500 – 3,000 คน เรามีเป้าหมายพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะนี้ถึงระดับหมื่นคนในปี 2573 

สำหรับ AI การสร้างบุคลากรด้าน AI เดินหน้าเต็มที่ เพื่อรองรับ AI ขั้นสูงได้ เรามีความจำเป็นต้องรวมAI เข้าไปในทุกรูปแบบ ดังนั้น ทุกหลักสูตรของกระทรวง อว.จะใส่หลักสูตรเข้าไป AI จะสามารถเข้าไปอยู่ได้กับทุกภาคส่วน ทุกกระทรวง ทุกบริษัท เราต้องพัฒนานักวิจัย AI ทักษะสูง เป้าหมายเรามองไว้ที่ 20,000 คน ภายใน 3-4 ปีนี้ รวมถึง AI Engineer เราวางเป้าไว้ 200,000 คน  

“เราเตรียมความพร้อมทุกมิติ เพื่อให้คนไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ได้ นอกจากนี้รัฐบาลกำลังทำเรื่องแพลตฟอร์ม AI ด้านการแพทย์ เราจะรวมข้อมูลการแพทย์ทั้งหมดเข้ามาที่แพลตฟอร์มกลาง หากใครสามารถนำไปต่อยอดก็สามารถนำข้อมูลตรงนี้มาสร้างนวัตกรรมได้ โดย อว.ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลในเครือ อว.เพื่อทำให้ทุกคนมีฐานข้อมูล โดยทุกคนไม่ต้องเริ่มจากศูนย์” นายยศชนันกล่าว 

นวัตกรรมต่อยอด เพิ่ม GDP

นายยศชนันกล่าวว่า วันนี้สิ่งที่เราต้องทำคือเปลี่ยนแปลงผ่าน 4 เสาหลัก 1.พัฒนากำลังคน 2.การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม 3.การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม 4.การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม กลไกการลงทุนร่วมกับต่างประเทศ เราไม่สามารถรอได้อีกแล้ว หากเราปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ หมายความว่าเราต้องเริ่มทำใหม่คนเดียวทั้งหมด หากบริษัทใหญ่บริษัทหนึ่งเข้ามาจะเกิดผู้ประกอบการรอบ ๆ สิ่งที่เขานำเข้ามา เพื่อให้คนไทยเราสามารถต่อยอดสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น 

เพราะฉะนั้นใน 4 อย่างนี้มีความจำเป็นต้องทำ และหมุนเวียนขนานกันไป เพื่อ GDP ที่เพิ่มขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ตรงนี้เองเราพยายามที่จะทำให้ทุกคนเห็นภาพว่าปัจจุบันเราไม่ได้ทำงานคนเดียวอยู่แล้ว ประเทศไทยทำงานกับหน่วยงานชั้นนำผ่านหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ  

“หากท่านแค่เดินเข้าไปหาหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานมหาวิทยาลัย แล้วจับมือกัน แล้วภาครัฐพาท่านไปในจุดต่าง ๆ ที่ท่านต้องการ จะมีการประชุมกับสภาอุตสาหกรรมว่า แต่ละหน่วยงาน แต่ละ Unit แต่ละองค์กร อยากร่วมมือกับใคร ถ้าร่วมมือกับใครให้รัฐบาลออกหน้าเพื่อดูว่าเทคโนโลยีอะไรที่เป็น Core Technology เช่น การที่ไทยไม่มีรถ EV ของตัวเอง เพราะเราผลิตมอเตอร์ไม่ค่อยดี ถ้ารัฐบาลซื้อ License มอเตอร์มา แล้วแจก License ให้เอกชน ทุกคนก็จะเริ่มทำ EV ได้ เป็นจุดหนึ่งที่เราต้องคุยกับสภาอุตสาหกรรมว่าอะไรคือ Core Technology  หากประเทศไทยมีจะสามารถต่อยอดได้ทั้ง Semiconductor, AI หรือ Biotech” รองนายกฯ และ รมว.อว.กล่าว

จับมือนักวิจัยสร้างเศรษฐกิจ  

นายยศชนันกล่าวว่า นักวิจัยไทยเก่ง และอยู่ในหลากหลายประเทศ ต้องทำงานร่วมกัน และทำอย่างไรที่ประเทศไทยจะต่อยอดความสำเร็จจากนักวิจัย โดยที่เขาอยู่ที่ไหนก็ได้ และเขาสามารถที่จะประสบความสำเร็จจากสิ่งที่ประเทศไทยพยายามจะส่งมอบให้เขา และเป็นการเจรจาที่ Win-Win ตรงนี้ก็มีการพูดคุยกับนักวิจัย ที่ประสบความสำเร็จอยู่ในที่ต่าง ๆ ของโลก 

“เราควรจะเปลี่ยนแปลงเป็นเศรษฐกิจฐานความสามารถ ใช้ Brain Power อย่างจริงจัง ร่วมกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม”  

สันติธารย้ำต้องลงทุน “คน” 

ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อเดียวกันว่า สิ่งที่คนไทยจะต้องคิดกัน ไม่ใช่แค่ว่าจะส่งผ่านธุรกิจ ส่งผ่านองค์กรไปสู่คนรุ่นใหม่อย่างไร แต่คำถามที่ใหญ่มากก็คือ เราจะส่งผ่านประเทศไทย เศรษฐกิจไทยแบบไหนให้กับคนรุ่นต่อไป 

โดยสิ่งที่กระทรวงการคลังคิดกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือน “เรือลำหนึ่ง” มีประวัติศาสตร์น่าภูมิใจ อยู่มานาน มีความสวยงาม มีคนดีนั่ง แต่ต้องยอมรับว่าเรือลำนี้กำลังเจอความท้าทายอย่างมากใน 3 มิติ คือ 1.เรือลำนี้เครื่องยนต์เริ่มเก่า ทำให้วิ่งได้ไม่ค่อยเร็ว 2.เรือลำนี้มีจุดเปราะบาง มีรอยร้าว เมื่อเจอกระแทกจะรั่วได้ และ 3.เรือนี้กำลังเข้าสู่น่านน้ำใหม่ ซึ่งมีคลื่นลมแรงมาก

โลกต้องการ “คนสายเทค” 

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นต้นมาเติบโตลดลง หากจะเติบโตให้ได้มากกว่า 3% หรือ 4% กว่า จะต้องเติบโตด้วยการที่คนเก่งขึ้น มีผลิตภาพมากขึ้น หรือเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่เราลงทุนจะต้องมากขึ้น 

“ฉะนั้นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย คือจำเป็นต้องลงทุน พัฒนาผลิตภาพให้กับคน เข้าไปทำอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่โลกต้องการ หากเราเข้าไปอยู่ตรงนี้ได้จะเหมือนเราไปยืนอยู่บนบันไดเลื่อน เลื่อนขึ้นไป โตขึ้นไปได้ เช่น AI Economy, Green Economy,Longevity Economy ซึ่ง 3 อุตสาหกรรมนี้เป็นสิ่งที่โลกต้องการ แต่ไม่ได้แปลว่าเราทิ้งอุตสาหกรรมที่มีอยู่ แต่ต้องหาจุดต่อยอดให้ได้”

ขณะที่ความท้าทายก็คือ เรือที่มีรอยร้าว ถูกกระแทกทีไรรั่วทุกที ซึ่งปัจจุบันรอยร้าวที่ชัดเจนที่สุดคือ “ความมั่นคงทางพลังงาน” จากการที่ประเทศไทยนำเข้าพลังงานสูงที่สุดในเอเชีย และใช้พลังงานสูงมากเป็นอันดับสองในภูมิภาค รองจากมาเลเซีย ในการจะสร้าง 1 หน่วยของ GDP แปลว่าประสิทธิภาพด้านพลังงานของเราต่ำมาก

“ตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานผูกโยงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และเป็นจุดอ่อนที่ถ้าพูดตรง ๆ ในยามโลกปกติอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก แต่ข่าวร้ายคือเราไม่ได้อยู่ในโลกแบบนั้น เรากำลังเข้าน่านน้ำใหม่ที่คลื่นลมรุนแรง มีแรงกระแทกหลายอันมาก” 

ธุรกิจถูกบีบ 2 ชั้น

ปัจจุบันไทยกำลังเจอคลื่นยักษ์  3 ระลอก โดยระลอกแรกคือ พลังงานแพงขึ้น จากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งผลกระทบคือ ต้องเติมน้ำมันแพงขึ้น แต่กำลังเปลี่ยนเข้าสู่ระลอกที่ 2 คือ ปัญหาเงินเฟ้อ ที่สินค้าและบริการทุกอย่างแพงขึ้น ทำให้เงินในกระเป๋าลดลง โดยเราเพิ่งเริ่มตรงนี้ เพราะตัวเลขเงินเฟ้อไทยขณะนี้อยู่ที่ 2.9% ซึ่งก็สูงแล้วเมื่อเทียบกับก่อนนี้ แต่เพิ่งเริ่ม สุดท้ายจะเห็นเงินเฟ้อขึ้นไปถึง 4-5% ได้ และระลอกที่ 3 กำลังซื้อที่อ่อนแรง เพราะเงินในกระเป๋าน้อยลง

“ผลกระทบจะมากขึ้น ทั้งธุรกิจและคน กำลังถูก Double Squeeze คือ ถูกบีบจากข้างล่าง เพราะว่าของแพงขึ้น ต้นทุนแพงขึ้น ค่าครองชีพแพงขึ้น และถูกบีบจากข้างบน เพราะยอดขายตกลง มาร์จิ้นถูกบีบ นี่คือสิ่งที่กำลังรอเราอยู่ในปีนี้ และ 3 ระลอกนี้กระทบประเทศไทยในจุดที่เรามีความเปราะบางอยู่แล้ว ไม่ได้มีกันชนเยอะ เพราะหนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 87% ของ GDP ธุรกิจเอสเอ็มอีก็ลำบากเรื่องสภาพคล่องอยู่”

ดันไทยรับทุน Security First 

ดร.สันติธารกล่าวว่า มองไปข้างหน้าจะพบว่าเรากำลังเข้าสู่โลกใหม่ ที่จะไม่กลับไปเหมือนเดิม คือ เราเปลี่ยนจากโลกที่ Efficiency First หรือโลกที่เราค้าขายกับคนที่ถูกที่สุด ขายของให้กับคนที่ยอมซื้อ มีกฎกติกาพหุพาคีที่ไม่ตั้งกำแพงภาษีใส่กัน ไปสู่โลกใหม่ที่เรียกว่า Security First ที่เน้นเรื่องความมั่นคง ซึ่งแน่นแฟ้นกับเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดีในวิกฤตมีโอกาสอยู่เสมอ เพราะโลกที่ Security First ทุกคนจะมองหาความปลอดภัย ซึ่งความปลอดภัยจะมีพรีเมี่ยม จะมีความน่าดึงดูด ซึ่งประเทศไทยและอาเซียนเป็นพื้นที่ที่ถือว่ามีความปลอดภัย เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่สามารถกระจายความเสี่ยงมาได้

“เมื่อก่อนเขาอาจจะไม่ได้มองเมืองไทย เพราะเมืองไทยอาจจะไม่ได้ถูกที่สุด ไม่ได้ดีที่สุด แต่วันนี้เมื่อรวมความถูก รวมซัพพลายเชน รวมความปลอดภัย เมืองไทยก็กลายเป็นประเทศที่น่าลงทุน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ทฤษฎี แต่เห็นตัวเลขเริ่มเกิดขึ้นแล้ว และจะเพิ่มขึ้น ๆ สะท้อนจากตัวเลขบีโอไอที่ปีที่แล้วเข้ามาเกือบ 2 ล้านล้านบาท มาไตรมาสแรกปีนี้ 1 ล้านล้านบาทเข้าไปแล้ว และไม่ใช่จำนวนเงินอย่างเดียว แต่กำลังเข้ามาในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”

ดร.สันติธารกล่าวว่า โจทย์ของประเทศไทยตอนนี้จะทำนโยบายตั้งรับอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องทำนโยบายเชิงรุกไปพร้อม ๆ กัน โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และทีมงานได้วางกลยุทธ์ “5 T” ไว้ คือ Target พุ่งเป้า ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง, Transition เปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด, Transform พลิกโฉมสู่อุตสาหกรรมใหม่, Transparant ทุกโครงการต้องตรวจสอบได้และโปร่งใส และ Together ขับเคลื่อนร่วมกัน

“ผมอยากจะเน้น Transition กับ Transformation เพราะนี่คือจังหวะสำคัญในการที่จะทำเรื่องเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง เพราะเป็นโจทย์ใหญ่ ต้องทำ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคง ความมั่นคงทางพลังงานคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนผ่านตรงนี้ต้องทำโดยเร่งด่วน เรียกว่า Jump Start ต้องผลักทุกชิ้นให้เกิดขึ้นพร้อมกัน”

โดยต้องผลักดันด้านซัพพลายของพลังงานสะอาด เช่น สมาร์ทกริด เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อได้ และด้านดีมานต์ ที่ต้องเปลี่ยนผ่านภาคขนส่งไปสู่กรีนโลจิสติกส์ ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) มากขึ้น หรือใช้พลังงานให้น้อยลง ซึ่งต้องสร้างไปพร้อมกันทั้งสองด้าน และ ยังมีเรื่องคนและเทคโนโลยี ที่ต้องมีการอัพสกิล รีสกิลให้ตอบโจทย์ตรงนี้ด้วย

ดร.สันติธารกล่าวว่า ทั้งหมดนี้แม้จะเป็นยุคที่มีความท้าทายมาก แต่ก็เป็นยุคที่มีโอกาสมากเช่นกัน ดังนั้นจึงอยากให้ช่วยกันคิดว่าวันนี้เราอยากส่งผ่านเรือแบบไหนให้กับคนรุ่นต่อไป ซึ่งมีทางเลือกอยู่ คือ จะใช้ฝีมือขับเรือที่เครื่องยนต์ยังเก่าฝ่าคลื่นลมไปให้รอด แล้วส่งให้คนรุ่นต่อไปไปตายเอาดาบหน้า หรือจะใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส ใช้คลื่นลมภายนอกมาเป็นพลังภายใน ดำเนินการเปลี่ยน อัพเกรดเครื่องยนต์ใหม่ เป็นเศรษฐกิจใหม่ อุดรอยรั่ว ให้ความมั่นคงทางพลังงาน ไม่เป็นจุดอ่อนอีกต่อไป รวมถึงอัพเกรดที่นั่งให้มีที่นั่งสำหรับคนทุกคน ไม่ว่าจะคนรุ่นใหม่ หรือคนรุ่นเก่า สามารถนั่งไปด้วยกันได้

“เราจะเลือกทางไหน ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะเลือกทางที่สอง และผมเชื่อว่าเราจะเลือกทางที่สองได้ไม่ง่าย แต่สามารถทำได้ หากเราทำด้วยกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน วิชาการ คนรุ่นใหม่ และรุ่นผู้ใหญ่ เพราะวันนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องสร้างเรือที่สามารถส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป ให้เขาสามารถ ไม่ใช่แค่รอด แต่สามารถขับเรือลำนั้นออกไปสู่โลกได้อย่างภาคภูมิใจ” 

CP ชี้โอกาสที่ยิ่งใหญ่ของไทย

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบไปทั้งโลก ซึ่งประเทศไทยถือว่าได้รับผลกระทบหนัก เพราะราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น 2 เท่า ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันคิดเป็น 10% ของ GDP

หากเทียบเคียงกับประเทศเวียดนามจะเห็นว่าทั้งไทยและเวียดนามมียุทธศาสตร์เหมือนกัน คือการรักษาความเป็นกลาง เพราะต้องการเป็นศูนย์กลางภูมิภาคของอาเซียน ซึ่งต้องวัดแล้วว่าใครจะทำได้ไวกว่ากัน

ล่าสุดเวียดนามมีแผนที่จะผลิตไฟฟ้าจากลมมรสุม ตั้งเป้าว่าสามารถผลิตได้สูงถึง 600 จิกะวัตต์ ขณะที่ประเทศไทยใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศประมาณ 30-35 จิกะวัตต์เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าเวียดนามมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้ส่งออกและให้บริการด้านพลังงานกับไทย ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน อาจรวมไปถึงประเทศจีนด้วย

“การลงทุนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐ หรือยุโรป กำลังวิ่งมาที่ไทย ถ้าไทยมีแผนที่ชัดเจนเรื่องพลังงานสะอาด วิกฤตครั้งนี้จะกลายเป็นโอกาสที่ใหญ่มาก ๆ ของประเทศไทย”