Skip to content

สหรัฐชงบี้ภาษีสูงสุด 12.5% ต่อ 60 ประเทศรวมไทย อ้างใช้แรงงานบังคับ

03 มิ.ย. 2569 | 13:15น.
สหรัฐชงบี้ภาษีสูงสุด 12.5% ต่อ 60 ประเทศรวมไทย อ้างใช้แรงงานบังคับ

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐเสนอเก็บภาษี 10-12.5% ต่อประเทศที่ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ รวมถึงไทย โดยระบุว่าเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมต่อแรงงานอเมริกัน

นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เสนอเรียกเก็บภาษีศุลกากรใหม่ สูงถึง 12.5% กับคู่ค้าหลายสิบประเทศรวมถึงไทย เนื่องจากล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา ‘แรงงานบังคับ’ (Forced Labour) ในห่วงโซ่อุปทาน

ในแถลงการณ์ซึ่งเผยแพร่เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 2 มิถุนายน 2026 ตามเวลาท้องถิ่น USTR ระบุชื่อ 60 ประเทศที่ไม่ได้กำหนดหรือบังคับใช้ข้อห้ามการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวในแถลงการณ์ว่า ความล้มเหลวเช่นนี้จากคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของเรานั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

“สิ่งนี้สร้างพลวัตที่ทำให้แรงงานชาวอเมริกันถูกบังคับให้แข่งขันบนสนามแข่งที่ไม่เท่าเทียม และเราจะไม่ทนต่อความไม่เท่าเทียมนี้อีกต่อไป” กรีเออร์กล่าว

สำหรับประเทศที่อย่างน้อยมีการกำหนดข้อห้ามหรือให้คำมั่นสัญญาว่า จะไม่นำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ USTR เสนอให้เรียกเก็บภาษีเพิ่ม 10% โดยคู่ค้าเอเชียที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ บังกลาเทศ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน และไต้หวัน

ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ที่ล้มเหลวในการกำหนดและบังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ USTR แนะนำให้เรียกเก็บภาษี 12.5% โดยจะครอบคลุมเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหลายประเทศ รวมถึงออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง อินเดีย ญี่ปุ่น คาซัคสถาน นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา ไทย ตุรกี และเวียดนาม

การเก็บภาษีดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้ในทันที และจะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการตรวจสอบจากสาธารณะก่อนการบังคับใช้ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะมีการบัญญัติภาษีอย่างเป็นทางการ โดย USTR เปิดให้ส่งความคิดเห็นภายในวันที่ 6 กรกฎาคม และคาดว่าจะจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม

ก่อนหน้านี้ในปี 2025 รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ได้กำหนดภาษีต่างตอบโต้กับหลายประเทศทั่วโลก ต่อมาศาลสูงสุดได้ยกเลิกภาษีเหล่านั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จึงกำหนดภาษีนำเข้าชั่วคราว 10% ทั่วโลก ซึ่งจะหมดอายุปลายเดือนกรกฎาคมนี้

เพื่อหาแนวทางอื่นในการสร้างความมั่นคงต่อระบบภาษี เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมารัฐบาลทรัมป์เริ่มกระบวนการสอบสวนเกี่ยวกับแรงงานบังคับ ต่อประเทศคู่ค้า 60 ประเทศ ภายใต้มาตรา 301 ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ซึ่งในแถลงการณ์ของ USTR ระบุว่า ได้รับคำให้การจากพยานเกือบ 60 ปาก รวมถึงความคิดเห็นและข้อโต้แย้งกว่า 500 รายการ

อย่างไรก็ดี ในแถลงการณ์ของ USTR มีการระบุข้อยกเว้นมากมาย ครอบคลุมสินค้าและชิ้นส่วนทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ภาษีตามมาตรา 232 ในปัจจุบัน ซึ่งกำหนดขึ้นด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึง “วัตถุดิบที่หากอยู่ภายใต้ภาษีเพิ่มเติมอาจทำให้ขาดแคลนอุปทานภายในประเทศ” ซึ่งรวมถึงชา กาแฟ แร่หายาก (แรร์เอิร์ท) สารเคมีบางชนิด และอุปกรณ์อากาศยาน

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ USTR กล่าวว่า กำลังขอความคิดเห็นจากสาธารณะเกี่ยวกับสินค้าจีนที่ควรได้รับการลดภาษีภายใต้คณะกรรมการการค้าใหม่ที่สหรัฐและจีนตั้งใจตั้งขึ้นเพื่อบริหารจัดการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ