Skip to content

7 วัน ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ เงินสะพัด 1.7 หมื่นล้าน ใช้สิทธิแล้วกว่า 23 ล้านราย

08 มิ.ย. 2569 | 12:32น.
7 วัน ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ เงินสะพัด 1.7 หมื่นล้าน ใช้สิทธิแล้วกว่า 23 ล้านราย

เปิดตัวเลข 7 วัน ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ มียอดใช้จ่ายสะสมกว่า 1.74 หมื่นล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 23 ล้านราย รัฐบาลพร้อมเดินหน้ามาตรการลดภาระค่าครองชีพต่อเนื่อง ทั้งค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการแก้ปัญหาค่าไฟเชิงโครงสร้างในระยะยาว

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมาตรการระยะสั้น แต่เป็นการดูแลประชาชนฐานราก คนตัวเล็ก ผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการรายย่อย ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อยังเปราะบาง

ทั้งนี้ 7 วันแรกของโครงการ มีความคึกคักอย่างมาก ยอดใช้จ่ายทะลุ 16,829.82 ล้านบาท (ณ เวลา 17.00 น.) และที่ใช้สิทธิครบ 1,000 บาทแล้วกว่าสามแสนราย คาดว่าจะมีกำลังซื้อตลอดโครงการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

น.ส.รัชดา กล่าววต่อว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัส เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือประคองค่าครองชีพ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของเศรษฐกิจ มาตรการนี้ช่วยให้เม็ดเงินหมุนถึงร้านค้ารายเล็ก ตลาดชุมชน ภาคบริการ และผู้ประกอบการฐานราก เพื่อไม่ให้กำลังซื้อสะดุดในช่วงที่ประชาชนจำนวนมากยังเผชิญรายจ่ายสูง

พร้อมกันนี้ บิลค่าไฟในรอบเดือน มิ.ย. 2569 รัฐบาลจะเริ่มมาตรการค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ครอบคลุมประชาชนกว่า 20 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 90% ของครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟ้า เป็นการลดภาระรายเดือนที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที

ทั้งนี้ ค่าไฟไม่ใช่แค่รายจ่ายครัวเรือน แต่เป็นต้นทุนราคาสินค้า ต้นทุนธุรกิจ และต้นทุนการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลจึงทำทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน โดยในส่วนของการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเดินหน้าปรับอัตราค่าไฟฟ้าบ้านแบบก้าวหน้าด้วย

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณาต้นทุนค่าไฟทั้งค่าความพร้อมจ่าย ค่าพลังงานไฟฟ้า และเงื่อนไขสัญญาบางประเภทที่ทำไว้ในอดีตว่ายังเหมาะสมกับต้นทุนปัจจุบันหรือไม่

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลยังเดินมาตรการเศรษฐกิจอื่นควบคู่ ทั้งการเร่งลงทุน ดึงดูดการลงทุนใหม่ อำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ และรักษาวินัยการเงินการคลัง เพราะการดูแลประชาชนต้องทำอย่างรับผิดชอบ ไม่ใช่ใช้จ่ายโดยไม่มองฐานะการคลังของประเทศ ด้วยเป้าหมายคือประคองคนตัวเล็กไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ลดต้นทุนชีวิตในเวลาจำเป็น และเดินหน้าแก้โครงสร้างเศรษฐกิจให้มีแรงส่งระยะยาว

เจาะลึก 7 วัน ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’

มติชนรายงานว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าข้อมูลการใช้สิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. พบว่ามีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วรวม 1,002,862 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 869,104 ร้าน และร้านค้าใหม่ 133,758 ร้าน

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง แจ้งว่า นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าใหม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติอีก 3,566 ร้าน และร้านค้าที่อยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) จำนวน 109,882 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 108,134 ร้าน และร้านค้าใหม่ 1,748 ร้าน

สำหรับผลการใช้จ่ายภายใต้โครงการ พบว่ามียอดใช้จ่ายสะสมรวมแล้ว 17,473.66 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินที่ภาครัฐร่วมสนับสนุน 10,360.02 ล้านบาท และเป็นเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่าย 7473.66 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน มีประชาชนใช้จ่ายผ่านโครงการสำเร็จแล้ว 23,043,144 ราย ส่วนร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงภายใต้โครงการมีจำนวน 940,267 ร้านค้า ขณะเดียวกันมีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาท จำนวน 508,267 ราย

ทั้งนี้ การใช้จ่ายผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้ใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไทยช่วยไทยพลัส