ผยง ศรีวณิช ประชุม กกร.
กกร.ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 1.6-2.0% จากเดิม 1.2-1.6% หลังส่งออก 4 เดือนแรกโตแรง 18.9% โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีโต 48.4% รับเมกะเทรนด์ AI-Data Center พร้อมจับตาความเสี่ยงพลังงานจากตะวันออกกลาง ชี้ไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 109 วัน
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประชุม กกร.ประเมินความมั่นคงทางพลังงานยังเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกในปีนี้ โดยการส่งออกสินค้าพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่มีแนวโน้มกลับสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ขณะที่ครึ่งปีหลัง ประเทศกลุ่ม OECD มีแนวโน้มเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อทดแทนคลังน้ำมันสำรองที่ลดลงมาก ทำให้การหาน้ำมันดิบทดแทนจากแหล่งอื่นอาจยากและมีราคาแพงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
สำหรับเศรษฐกิจไทย กกร.ระบุว่ายังคงเผชิญภาวะ “K-Shape” แม้การส่งออกสินค้าในช่วง 4 เดือนแรกของปีจะเติบโตสูงถึง 18.9% โดยสินค้าเทคโนโลยีเติบโต 48.4% จากเมกะเทรนด์การลงทุนด้าน AI และ Data Center สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกของหลายประเทศในเอเชียที่เติบโตสูงกว่าคาดการณ์เดิมอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเทคโนโลยียังส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยไม่มากนัก เนื่องจากใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่การผลิตและการส่งออกสินค้าอื่นยังทรงตัว ผู้ประกอบการกังวลปัญหาสินค้าขาดแคลน ต้นทุนวัตถุดิบสูง กระทบความสามารถในการแข่งขัน และอุปสงค์ในประเทศยังชะลอตัวจากค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น

ทั้งนี้ กกร.มีความกังวลต่อแรงกดดันจาก “K ขาล่าง” ที่ยังไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 300 บริษัท สะท้อนว่าได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นและรายได้ลดลง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และทำให้ K ขาบนเป็นตัวเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงิน FDI ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริง ก่อให้เกิดการจ้างงาน และทำให้ธุรกิจไทยได้รับประโยชน์มากขึ้น
เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ด้วยเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาท ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ส่งผลให้ กกร.ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 1.6-2.0% จากเดิม 1.2-1.6% ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 2.5-3.0% จากเดิม 2.0-3.0% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 8.0-10.0% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว
ไทยควรใช้โอกาสจากเมกะเทรนด์การลงทุน เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เป็นจุดหมายของการย้ายฐานการผลิต สำนักงาน Middle & Back Office ของบริษัทข้ามชาติ และก้าวสู่ Regional Hub ทั้งภาคการผลิต บริการ และการเงิน รวมถึงใช้โอกาสจากเทรนด์ AI, Data Center และ Cyber Security เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม Smart Electronics และ Advanced Manufacturing เพิ่ม local content พัฒนา R&D และปรับปรุงกฎหมาย-กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
พร้อมกันนี้ กกร.เห็นว่าควรใช้โอกาสที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติหลายเวที อาทิ ABAC 2026 ครั้งที่ 3, Gastech 2026, Thailand-US Trade & Investment Forum 2026 และการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting เพื่อโชว์ศักยภาพประเทศไทย และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน
ด้านสถานการณ์พลังงานในประเทศ กกร.ยืนยันว่าไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปรวมประมาณ 13,384 ล้านลิตร เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศราว 109 วัน และยังไม่มีสัญญาณขาดแคลนพลังงาน ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันได้เร่งบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบ โดยลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากประมาณ 55% เหลือราว 27% และเพิ่มการจัดหาจากแหล่งอื่นเป็นประมาณ 73%
นอกจากนี้ กกร.คาดหวังให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 สามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการวางโครงสร้างพลังงานระยะยาว ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ลดการพึ่งพาการนำเข้า การบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับเหมาะสม และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน-พลังงานสะอาด
สำหรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร. ณ เดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า GDP ขยายตัว 1.6-2.0% ส่งออกขยายตัว 8.0-10.0% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5-3.0% เทียบกับปี 2568 ที่ GDP ขยายตัว 2.4% ส่งออกขยายตัว 12.9% และเงินเฟ้อติดลบ 0.1%
ขณะเดียวกัน กกร.ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ดำเนินโครงการ CEO Econmass Awards 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเชิดชูสุดยอดผู้นำองค์กรภาคธุรกิจ ทั้งรางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง และรุ่นเล็ก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ภาคธุรกิจพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง
