เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ธนาคารกลางญี่ปุ่น ปรับดอกเบี้ยเป็น 1% สูงสุดในรอบ 30 ปี

16 มิ.ย. 2569 | 16:29น.

BOJ มีมติ 7 ต่อ 1 เสียง ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 1% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995 เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อและพยุงเงินเยนที่อ่อนค่าลง พร้อมประกาศยุติการลดซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งแต่ เม.ย. 2027 เป็นต้นไป

นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า วันที่ 16 มิถุนายน 2026 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1% นับเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าสามทศวรรษ เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อและพยุงค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง

หลังจากการประชุมคณะกรรมการ เป็นเวลา 2 วัน BOJ ประกาศว่า จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% เป็น 1% นับเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995 และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 5 ของ BOJ นับตั้งแต่ยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ เมื่อเดือน มี.ค. 2024

ตลาดหุ้นตอบสนองในเชิงบวก โดยพลิกกลับมาฟื้นตัวจากที่ขาดทุนก่อนหน้านี้ และทะลุระดับ 70,000 จุดเป็นครั้งแรก ขณะที่เงินเยนทรงตัวหรืออ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

ในการปรับดอกเบี้ยครั้งนี้ นายคาซุโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ ไม่ได้เข้าร่วมการประชุม เนื่องจากกำลังเข้ารับการรักษาซีสต์ในตับติดเชื้อ ทำให้การกำหนดนโยบายเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการอีก 8 คน ในจำนวนนี้ 7 คนเห็นด้วยกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่อีก 1 คนคัดค้าน โดยระบุว่า ความเสี่ยงด้านลบต่อการผลิตและการจ้างงานนั้นมากกว่าความเสี่ยงด้านบวกต่อราคาที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งคาดว่าจะลงนามอย่างเป็นทางการ วันที่ 19 มิ.ย. นี้ โดยสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานโลก และความวิตกกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น

ทั้งนี้ ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยไว้แล้ว โดย Totan Research สถาบันคลังสมองและหน่วยงานวิจัยอิสระ และ Totan ICAP บริษัทโบรกเกอร์ ระบุว่า ความน่าจะเป็นโดยนัยของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 99%

ในแถลงการณ์ BOJ ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นจากสงครามอิหร่าน แต่ผลกำไรระดับสูงของบริษัท รวมถึงการปรับปรุงสถานการณ์การจ้างงานและรายได้ ได้สนับสนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่น นอกจากนี้ ปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล รวมถึงมาตรการลดภาระครัวเรือนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

ในทางกลับกัน BOJ เตือนว่า มีความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อ CPI พื้นฐานจะสูงเกินเป้าหมายเสถียรภาพราคาที่ 2% และเสริมว่า การผลักภาระต้นทุนจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น เป็นไปอย่างค่อนข้างรวดเร็วในระดับธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) และแนวโน้มนี้ อาจทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

การปรับดอกเบี้ยของ BOJ เกิดขึ้นก่อนการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งจะสรุปการประชุมในวันที่ 17 มิ.ย. นี้ โดยที่ตลาดคาดการณ์ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม

กฤษณะ ภีมะวราปุ นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของบริษัทจัดการสินทรัพย์ State Street Investment Management ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1% ในญี่ปุ่น อยู่ในระดับวิกฤตในทางจิตวิทยา และอาจมีความเสี่ยงด้านบวกต่อการคาดการณ์ เนื่องจาก BOJ อาจส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่สองในปีนี้ ซึ่งจะเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเงินเยน

นอกจากนี้ BOJ ยังประกาศว่า จะยุติการลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2027 เป็นต้นไป โดยในระหว่างนี้ จะยังทยอยลดการซื้อ JGB รายเดือนลงประมาณ 2 แสนล้านเยน (ราว 4 หมื่นล้านบาท) ในแต่ละไตรมาส ไปจนถึงไตรมาสที่ 1/2027 และในเดือน เม.ย. 2027 จะเข้าซื้อ JGB เดือนละ 2 ล้านล้านเยน (ราว 4 แสนล้านบาท)

จากการดำเนินงานล่าสุดนี้ BOJ มีเป้าหมายจะปรับปรุงการทำงานและความมั่นคงของตลาด JGB อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังเปิดช่องว่างไว้บ้าง โดยระบุว่า ในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว BOJ จะตอบสนองอย่างยืดหยุ่น เช่น การเพิ่มปริมาณการเข้าซื้อ JGB

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่น ต้องเผชิญกับแรงกดดันขาขึ้น จากความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพทางการคลังญี่ปุ่น ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน โดยในเดือน พ.ค. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐาน ปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 2.8% สู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 29 ปี

ทาคาฮิเดะ คิอุจิ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยโนมูระ กล่าวว่า BOJ เชื่อว่า การทำงานของตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัว เนื่องจากปริมาณ JGB ที่ธนาคารกลางถือครองลดลง ด้วยเหตุนี้ ความเร่งด่วนในการลดการถือครองลงอีกจึงลดลง

“การที่ BOJ ยังคงเดินหน้าตามนโยบายปรับลดการซื้อพันธบัตรเป็นส่วนใหญ่นั้น อาจเพราะต้องการให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ปรับตัวสูงขึ้น ช่วยกระตุ้นให้รัฐบาลเพิ่มวินัยทางการคลังมากขึ้น” คิอุจิกล่าว