เจาะลึกเทรนด์ “Pet Hotel” 3 หมื่นล้าน Pawtry ปั้นมาตรฐานใหม่ หนุนธุรกิจฝ่ากับดักเจ๊ง
สัมภาษณ์พิเศษ
Pet Economy ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่เป็นเพียงตลาดทางเลือก สู่การเป็นเค้กก้อนโตที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนจาก “Pet Ownership” หรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อเฝ้าบ้าน ไปสู่ “Pet Humanization” หรือการดูแลสัตว์เลี้ยงในฐานะสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ Pet Ecosystem ขยายตัวอย่างน่าสนใจ
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นางสาวพัชรนันท์ ทัตติยกุล” ผู้ก่อตั้ง บริษัท พาว์ ทรี่ จำกัด หรือ Pawtry Thailand ผู้คร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจบริการสัตว์เลี้ยงและผู้สร้างหลักสูตรสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมสัตว์เลี้ยงระดับมืออาชีพ มาร่วมฉายภาพโอกาสทางธุรกิจ ความท้าทาย พิมพ์เขียวการวางระบบมาตรฐาน ตลอดจนกลยุทธ์การฝ่ากับดักสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงสนามในน่านน้ำแสนล้านนี้
จาก S-Curve อาหารสัตว์เลี้ยง สู่หลักสูตรยกระดับ “Hospitality สัตว์เลี้ยง”
พัชรนันท์ กล่าวว่า เส้นทางของ Pawtry Thailand เริ่มต้นจากการจับกระแสในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งและมีเครดิตในเวทีโลกค่อนข้างสูงในฐานะฐานการผลิตที่ได้มาตรฐาน เมื่อดำเนินธุรกิจไปได้ระยะหนึ่ง สัญญาณการเติบโตในรูปแบบ S-Curve ใหม่เริ่มปรากฏชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจบริการ ที่เติบโตล้อไปกับแนวโน้มการดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีอายุยืนยาว (Pet Longevity)
“จุดเริ่มต้นธุรกิจของเราเริ่มจากการก้าวเข้ามาในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงก่อน จากนั้นจึงเริ่มเห็นโอกาสหลายอย่างว่าเทรนด์ตลาดในตอนนี้ไปไกลมาก ประกอบกับความโชคดีที่ประเทศไทยค่อนข้างมีเครดิตที่ดีมากในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง เราจึงเริ่มต้นจากจุดนั้น เมื่อดำเนินธุรกิจมาได้ระยะหนึ่ง เทรนด์ตลาดเริ่มชัดเจน และเห็น S-Curve ชัดเจนมากว่า ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วมาก เราจึงได้ขยับขยายด้วยการเปิดเพิ่มอีกหนึ่งหลักสูตร นั่นคือหลักสูตรเกี่ยวกับโรงแรมและบริการสัตว์เลี้ยง”
พฤติกรรมของเจ้าของสุนัขและแมวยุคปัจจุบัน ไม่ได้มองว่าพวกเขาเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงอีกต่อไป แต่มองว่าเป็นเหมือนลูกหรือคนในครอบครัว ช่องว่างในตลาด (Market Gap) จึงไม่ใช่แค่การหาที่รับฝากเลี้ยงยามเจ้าของไม่อยู่ แต่คือการมองหาโครงสร้างพื้นฐานและการบริการที่สามารถเติมเต็มคุณภาพชีวิตและส่งเสริมให้สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนยาวขึ้น
จาก Pain Point ดังกล่าว กลายเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบหลักสูตรผู้ประกอบการโดยเฉพาะ เนื่องจากพบว่ามีกลุ่มนักลงทุนจำนวนมากที่มีความพร้อมทั้งเงินทุน เวลา และความรักในตัวสัตว์เลี้ยง (Passion) แต่ยังขาดองค์ความรู้เชิงลึกในภาคปฏิบัติ ตั้งแต่ความเข้าใจพฤติกรรมสัตว์ การเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบหลังบ้าน
นิยามมาตรฐานใหม่: โรงแรมสัตว์เลี้ยงต้องเป็น “บ้านหลังที่สอง”
ในฐานะผู้ออกแบบหลักสูตร พัชรนันท์ได้ให้นิยามคำว่า “มาตรฐานใหม่ของโรงแรมสัตว์เลี้ยง” ไว้อย่างเฉียบคมว่า หัวใจสำคัญคือการทำหน้าที่เป็น “บ้านหลังที่สอง” ของสุนัขและแมวอย่างแท้จริง ซึ่งคำนิยามนี้ถูกแปลงออกมาเป็นข้อกำหนดในการปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรม
- กระบวนการคัดกรอง : เมื่อสัตว์เลี้ยงมาถึง จะต้องมีการตรวจสุขภาพเบื้องต้น เพื่อประเมินความพร้อมและป้องกันการแพร่กระจายของโรค
- การติดตามพฤติกรรม : มีระบบการรายงานพฤติกรรมและกิจกรรมประจำวัน ส่งตรงให้เจ้าของรับทราบ เพื่อลดความกังวล
- การควบคุมสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ: การจัดการระบบระบายอากาศ การควบคุมอุณหภูมิ และแสงสว่าง เนื่องจากทุกองค์ประกอบทางกายภาพส่งผลโดยตรงต่อระดับความเครียดและพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยง
หลักสูตรนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อปูพื้นฐานให้กับกลุ่มนักลงทุนตั้งแต่ “ศูนย์” ไปจนถึงขั้นตอนการตอกเสาเข็มก่อสร้าง และดูแลต่อเนื่องไปจนถึงวันที่พร้อมเปิดรับลูกค้ารายแรก ครอบคลุมตั้งแต่การทำแผนศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การเลือกวัสดุ การเรียนรู้ภาษากายสัตว์เลี้ยง การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ตลอดจนการจัดการระบบหน้าบ้านและหลังบ้าน
เจาะลึก Operations สุขอนามัยและความปลอดภัยที่จับต้องได้
การทำโรงแรมสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ไม่สามารถใช้เกณฑ์ความรู้สึกในการบริหารจัดการได้ แต่ต้องพึ่งพาหลักมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมศาสตร์ของสัตว์
1. มาตรฐานด้านสุขอนามัยและโครงสร้างพื้นฐาน
- การเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง: วัสดุผิวสัมผัสทั้งหมดต้องมีคุณสมบัติ “ไม่อมกลิ่น” เพื่อป้องกันการสะสมของแบคทีเรียและกลิ่นไม่พึงประสงค์ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของเจ้าของเมื่อก้าวเข้ามาใช้บริการ
- หลักการวิศวกรรมพื้นผิว : พื้นผิวในบริเวณที่สัตว์เลี้ยงใช้งาน ต้องคำนึงถึงค่าความฝืดหรือค่าความต้านทานการลื่น (R Value) ในระดับที่เหมาะสม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและเซฟข้อต่อ ไม่ให้สัตว์เลี้ยงเกิดสภาวะขาถ่างอันส่งผลต่อสรีระในระยะยาว
- ระบบหมุนเวียนอากาศ : ต้องมีการคำนวณอัตราการแลกเปลี่ยนอากาศที่เหมาะสม เพื่อควบคุมทิศทางลม กรองฝุ่นละออง และลดการสะสมของเชื้อโรคในอากาศ
2. มาตรฐานด้านความปลอดภัย และการจัดการภาวะวิกฤต
พนักงานผู้ให้บริการจำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรม เพื่อให้อ่านภาษากายและประเมินพฤติกรรมของสุนัขและแมวได้อย่างแม่นยำ สามารถแยกแยะได้ว่าสัตว์เลี้ยงกำลังเผชิญสภาวะเครียด ตื่นตระหนก หรือแสดงพฤติกรรมข่มเพื่อเป็นจ่าฝูง เพื่อทำการแยกพื้นที่หรือปรับพฤติกรรมได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ ในด้านการจัดการภาวะวิกฤต ผู้ประกอบการต้องทำการสำรวจและผูกเครือข่ายกับคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ในรัศมีโดยรอบทำเลที่ตั้ง มีการประสานงานล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมส่งต่อการรักษาในกรณีฉุกเฉิน ควบคู่ไปกับการที่พนักงานหน้างานต้องมีทักษะการทำ First Aid เบื้องต้น
เผย 2 กับดักใหญ่ที่ทำให้มือใหม่ “เจ๊ง” แม้มี Passion และเงินทุน
จากประสบการณ์การให้คำปรึกษา พัชรนันท์ระบุว่า มี “กับดัก” สำคัญ 2 ประการ ที่มักทำให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ประสบความล้มเหลวในการทำธุรกิจโรงแรมสัตว์เลี้ยง
กับดักที่ 1: การละเลยแผนการเงิน
- ผู้ประกอบการมักลงทุนด้วยความรัก มีที่ดินและเงินทุนพร้อม แต่ไม่มีกรอบงบประมาณที่ชัดเจน ทำให้ระหว่างก่อสร้างมีการเติมไอเดียจน งบประมาณบานปลาย
- ส่งผลให้โครงสร้างราคาค่าบริการ ผิดเพี้ยน ไม่สามารถทำกำไรตอบแทนได้ตามเป้าหมาย
- การแก้ปัญหาด้วยการ “ตัดราคา” ในช่วงแรกเพื่อดึงดูดลูกค้า กลายเป็นกับดักซ้ำสอง เพราะเมื่อลูกค้าติดภาพลักษณ์ราคาต่ำ การปรับราคาขึ้นในภายหลังจะทำได้ยาก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าแรกไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ที่แท้จริง
กับดักที่ 2: การเลือกวัสดุตามความสวยงามมากกว่าฟังก์ชัน
- การขาดความรู้เรื่องพฤติกรรมสัตว์ทำให้เลือกใช้วัสดุที่เน้นความสวยงามตามแบบสถาปัตยกรรมของคน แต่ไม่ตอบโจทย์ฟังก์ชันการใช้งานของสัตว์
- เช่น การใช้พื้นผิวที่ลื่นเกินไปจนทำลายสรีระสัตว์เลี้ยง หรือการใช้วัสดุที่ซับกลิ่นและทำความสะอาดยาก นำไปสู่สภาวะเสื่อมโทรมของอาคารอย่างรวดเร็วและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรีโนเวทสูงในอนาคต
“สองประเด็นหลักนี้คือกับดักที่จะทำให้ธุรกิจเจ๊งได้ง่ายๆ”
เปิดสูตรคำนวณ ROI สปีดรายได้ด้วย “Upscale Services”
ในเชิงตัวเลขทางการเงิน การทำโรงแรมสัตว์เลี้ยงที่ได้มาตรฐานและมีการวางระบบ SOP ที่ดี มีระยะเวลาคืนทุน (ROI) เฉลี่ยค่อนข้างเร็ว อยู่ที่ประมาณ 1-2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของการลงทุนและทำเลที่ตั้ง เป็นตัวแปรสำคัญ
หัวใจที่จะช่วยเร่งอัตราผลตอบแทนและสร้าง Brand Loyalty คือการสร้าง Trust Framework ให้เจ้าของเห็นผลลัพธ์เชิงพฤติกรรมว่า เมื่อสัตว์เลี้ยงมาพักแล้วไม่มีความเครียด มีความสุข และปลอดภัย เมื่อเกิดความเชื่อใจ การกลับมาใช้บริการซ้ำ จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ การยกระดับไปสู่การให้บริการเสริมระดับบน (Upscale Services & Value Added) จะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มยอดขายต่อหัว และเป็นแหล่งรายได้หลักในอนาคต:
- Pet Transport / Pet Taxi: บริการรับส่งสัตว์เลี้ยงที่สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะในพื้นที่หัวเมืองใหญ่ที่มีความต้องการสูง รูปแบบบริการมีตั้งแต่การรับส่งระหว่างบ้านมายังโรงแรม หรือการบริการรับจากบ้านไปส่งเจ้าของที่สนามบินก่อนจะพาสัตว์เลี้ยงเข้ามาฝากเลี้ยง อย่างไรก็ดี โมเดลนี้จำเป็นต้องใช้ระบบการยืนยันตัวตนคนขับ (Verify Driver) และต้องพัฒนาแอปพลิเคชันขึ้นมาควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยโดยเฉพาะหากใช้บริการกลุ่มรถส่วนบุคคล
- Pet Daycare & Agility: บริการรับฝากเลี้ยงระหว่างวันพร้อมลานกิจกรรม เพื่อตอบโจทย์คนเมืองที่ไม่มีเวลาดูแลในวันทำงาน
- Pet Longevity Services: บริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู เช่น วารีบำบัด (Hydrotherapy) และฟิตเนสสำหรับสุนัข เนื่องจากปัจจุบันสัตว์เลี้ยงเผชิญภาวะน้ำหนักเกิน จากการที่เจ้าของให้อาหารในปริมาณที่มากเกินไปตามความรัก ฟิตเนสและวารีบำบัดจึงเป็นบริการทางเลือกใหม่ที่เติบโตสูง
นวัตกรรมเปลี่ยนเกม: ดึง AI และ “ปลอกคออัจฉริยะ” จับสัญญาณชีพ
เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่อยู่ในกระบวนการทำงาน ณ ปัจจุบันแล้ว Pawtry Thailand นำ AI เข้ามาประยุกต์ระบบหลังบ้าน ตั้งแต่ระบบบริหารจัดการจุดขาย (POS) ที่สามารถปรับแต่งข้อมูลรายบุคคล ได้อย่างละเอียด
“ระบบพื้นฐานอย่างเครื่องคิดเงิน (POS) เมื่อมี AI เข้ามา การจัดการระบบ POS ก็ง่ายขึ้น เราสามารถปรับแต่งข้อมูลได้เลยว่าสัตว์เลี้ยงที่เข้ามามีความชอบอะไร มีอาการแพ้อะไร ติดอะไรเป็นพิเศษ หรือมีเพื่อนชื่ออะไร ข้อมูลเหล่านี้ช่วยสร้าง Loyalty ให้ลูกค้าอยากกลับมาใช้บริการอีก เพราะแสดงถึงความใส่ใจของสถานที่นั้นๆ”
นอกจากนี้ ไฮไลต์สำคัญคือการซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ในรูปแบบของอุปกรณ์สวมใส่ “ปลอกคออัจฉริยะ” ซึ่งทำหน้าที่คล้าย Apple Watch ของมนุษย์
อุปกรณ์ดังกล่าวจะสามารถตรวจจับข้อมูลทางร่างกาย (Vital Signs) ของสัตว์เลี้ยงได้แบบเรียลไทม์ ทั้งพฤติกรรมการเคลื่อนไหว อุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ และระบบระบายพิกัด (GPS) ซึ่งจะยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในโรงแรมสัตว์เลี้ยงไปอีกขั้น เนื่องจากสัตว์เลี้ยงไม่สามารถพูดบอกความผิดปกติได้ แต่เทคโนโลยีจะสามารถตรวจจับสัญญาณเตือนภัย (Warning Signs) ได้ก่อนที่สัตว์จะแสดงอาการทางกายภาพ โดย Pawtry Thailand มีแผนที่จะเปิดตัวโปรดักต์นวัตกรรมชิ้นนี้ในช่วง ปลายปี 2569
ปักธง “Standard Setter” หนุนนิเวศสัตว์เลี้ยง 9 หมื่นล้าน
เมื่อมองภาพรวมดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ มูลค่าทางการตลาดของระบบนิเวศสัตว์เลี้ยง (Pet Ecosystem) ในประเทศไทยมีขนาดใหญ่ถึงประมาณ 90,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งธุรกิจอาหารสัตว์ ธุรกิจการแพทย์ และธุรกิจบริการ โดยหากเจาะลึกเฉพาะสับเซตของ “ธุรกิจโรงแรมและบริการฝากเลี้ยงสัตว์เลี้ยง” มีมูลค่าตลาดสูงถึงประมาณ 30,000 ล้านบาท
ท่ามกลางเค้กก้อนโตนี้ จุดยืน (Positioning) ของ Pawtry Thailand มีความชัดเจนว่าจะไม่กระโดดลงไปแข่งขันแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดในฐานะผู้เล่นหน้างานโดยตรง แต่จะวางบทบาทเป็น “ผู้กำหนดมาตรฐาน” และเป็นผู้สนับสนุน ประยุกต์ใช้ประสบการณ์จากการบริหารธุรกิจโรงแรมสำหรับคน มาถ่ายทอดและวางฐานรากให้แก่ผู้ประกอบการสัตว์เลี้ยง
“ตลาด Pet Ecosystem ของไทยค่อนข้างใหญ่และมีพื้นที่ให้ผู้เล่นเข้ามาทำธุรกิจได้อีกเยอะ มูลค่าโดยรวมอยู่ที่กว่า 90,000 ล้านบาท… แต่หากเจาะจงเฉพาะกลุ่มโรงแรมสัตว์เลี้ยง จะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท สำหรับจุดยืนของ Pawtry เราไม่ได้กระโดดเข้าไปแย่งชิ้นเค้กในตลาดนั้นโดยตรง แต่บทบาทของเราคือการช่วยสนับสนุนให้ผู้เล่นทุกคนที่สนใจอยากเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ สามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดได้ยาวนานขึ้น สามารถขยายธุรกิจเพื่อแบ่งชิ้นเค้กได้ก้อนใหญ่ขึ้น และมีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น”
เป้าหมายสูงสุดจึงเป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบริการสัตว์เลี้ยงในไทยให้เทียบเท่าระดับสากล สร้างความยั่งยืนให้ผู้ประกอบการสามารถทำกำไรและเติบโตในระยะยาว ควบคู่ไปกับการมอบสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและเปี่ยมด้วยสุขภาวะที่ดีให้แก่สัตว์เลี้ยงในฐานะ “สมาชิกคนสำคัญของครอบครัว” อย่างแท้จริง