เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ชัชชาติ’ สปีด 100 วันแรก ลุยปราบโกง-บิ๊กโปรเจ็กต์-หั่นค่ารถไฟฟ้า
Real Estate ‘ชัชชาติ’ สปีด 100 วันแรก ลุยปราบโกง-บิ๊กโปรเจ็กต์-หั่นค่ารถไฟฟ้า
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้โอกาสจะเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากขึ้น แม้เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดไว้เดิม
Finance ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้โอกาสจะเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากขึ้น แม้เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดไว้เดิม
รถไฟฟ้าสีม่วง“เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ” คืบหน้า 75.90% เปิดปี’73 เชื่อมการเดินทาง 3 จังหวัด
Economic รถไฟฟ้าสีม่วง“เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ” คืบหน้า 75.90% เปิดปี’73 เชื่อมการเดินทาง 3 จังหวัด
‘พิพัฒ พะเนียงเวทย์’ ตำนาน ผู้บุกเบิกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ‘มาม่า 5 ทศวรรษ’
Business ‘พิพัฒ พะเนียงเวทย์’ ตำนาน ผู้บุกเบิกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ‘มาม่า 5 ทศวรรษ’
‘เท้ง’ มอง ‘3 นายกฯ ตระกูลชิน’ เดินสายพบผู้นำเรื่องดีหากแก้ปัญหาประชาชนได้
Politics ‘เท้ง’ มอง ‘3 นายกฯ ตระกูลชิน’ เดินสายพบผู้นำเรื่องดีหากแก้ปัญหาประชาชนได้
แซมบ้าตายแล้ว
Columns แซมบ้าตายแล้ว
ผู้ว่าฯ ธปท. เร่งเครื่องกำกับ ‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ หวั่นเด็กก่อหนี้เกินจำเป็น เล็งเริ่มสิ้นปีนี้
Finance ผู้ว่าฯ ธปท. เร่งเครื่องกำกับ ‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ หวั่นเด็กก่อหนี้เกินจำเป็น เล็งเริ่มสิ้นปีนี้
ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ บูมสงขลาฮับโลจิสติกส์
Economic ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ บูมสงขลาฮับโลจิสติกส์
แบงก์ชาติ ยกระดับสกัดทุนเทา ดีเดย์ ต.ค.นี้ คุมเข้ม ‘ฝากเงินสดเกิน 5 ล้าน-แลกแบงก์ย่อย 10 ล้าน’
Finance แบงก์ชาติ ยกระดับสกัดทุนเทา ดีเดย์ ต.ค.นี้ คุมเข้ม ‘ฝากเงินสดเกิน 5 ล้าน-แลกแบงก์ย่อย 10 ล้าน’
อิหร่าน-สหรัฐ ‘ระอุ’ รอบใหม่ บีบ ‘เฟด’ แข็งกร้าวเงินเฟ้อ
World อิหร่าน-สหรัฐ ‘ระอุ’ รอบใหม่ บีบ ‘เฟด’ แข็งกร้าวเงินเฟ้อ
ดูทั้งหมด

กนอ. ชี้โลจิสติกส์ EEC มีครบ นักลงทุนไม่สนไฮสปีดเทรน

08 ก.ค. 2569 | 08:06น.

เลขาฯ EEC มั่นใจรถไฟเชื่อม 3 สนามบินไม่สะดุด ถึงไม่มีไฮสปีดก็ไม่กระทบแผนลงทุน EEC ชงบอร์ดที่มีนายกฯ นั่งเป็นประธานชี้ชะตาภายใน 2 เดือน ขณะที่ “สิริพงศ์” เผยพร้อมช่วยให้แบงก์รัฐปล่อยกู้ให้เอกชน ด้าน “กนอ.-โรจนะ” ประสานเสียงนักลงทุนยังแห่เข้าลงทุนไทย ยันโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ครบถ้วน ทั้งน้ำ ไฟ ถนน ท่าเรือ ส่วนไฮสปีดใช้ขนคน ไม่ใช่ขนสินค้า

“สิริพงศ์” ย้ำรัฐต้องไม่เสียหาย

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เปิดเผยแนวทางการแก้ปัญหาโครงการดังกล่าวว่า ผลการหารือกับนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ซึ่ง ร.ฟ.ท.ได้เสนอแนวทางให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 2-3 แนวทาง

ประกอบด้วย 1. เปิดให้เอกชนตามที่ขอแก้สัญญา เพราะสัญญาเดิมระบุว่าในช่วง 5 ปีเมื่อก่อสร้างเสร็จรัฐบาลจะทยอยผ่อนจ่ายให้เอกชน แต่เอกชนขอแก้สัญญารูปแบบทำไปจ่ายไป ซึ่งจากการหารือกับทางอัยการสูงสุดมองว่าสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องให้คณะกรรมการ EEC เป็นผู้นำเสนอและแก้ไขมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่รัฐบาลมองว่ามีความเสี่ยงต่อข้อกฎหมายและข้อครหา เพราะขัดกับหลักการเดิม

แต่ยืนยันว่านี่เป็นหนึ่งแนวทางและยังไม่มีการตัดสินใจจะดำเนินการหรือไม่ 2. ร.ฟ.ท.นำเสนอเอกชน ถ้าหากติดปัญหาเรื่องเงินทุน จะมีการเจรจาช่วยหาแหล่งเงินกู้จากธนาคารรัฐ หากเอกชนสนใจก็จะมีการเจรจาเพิ่มเติม ประเด็นนี้ถือว่าเป็นไปตามหลักการ แต่อยู่ที่ว่าภาคเอกชนจะรับหรือไม่ 3. เลิกสัญญา หากจะดำเนินการต้องมาดูสาเหตุแห่งการเลิกสัญญา แต่เชื่อว่าจะต้องมีการฟ้องร้องกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างแน่นอน เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสต่าง ๆ

ซึ่งยอมรับว่าเหตุแห่งการเลิกสัญญามีเยอะมาก แต่อยู่ที่ว่าจะหยิบยกประเด็นใดขึ้นมาสู้กันในศาล ซึ่งรัฐก็มั่นใจว่าดำเนินการอย่างรัดกุม ฉะนั้นหากใช้ตัวนี้ก็ต้องดูในรายละเอียดการเรียกร้องค่าเสียหายของทั้ง 2 ฝั่ง

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าเอกชนถอดใจ อยากให้มีการตั้งเรื่องและดำเนินการใหม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่า หากเอกชนประสบปัญหาเรื่องแหล่งเงิน รัฐบาลก็มีการช่วยในประเด็นที่ 2 ช่วยหาแหล่งเงินกู้จากธนาคารรัฐ แต่ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงองค์ประกอบหลายอย่างเปลี่ยนไปเยอะ เช่น จำนวนผู้โดยสารก่อนและหลังสถานการณ์โควิดกับปัจจุบันมีความต่างกันมาก รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านต้นทุนตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก

เมื่อถามย้ำว่าจะมีการล้างไพ่ยุติสัญญาเดิมและมาปรับสัญญาหรือไม่ อาทิ รูปแบบปรับรายละเอียดรถไฟในโครงการ นายสิริพงศ์ย้ำว่า ต้องยอมรับว่าตัวเลขก่อนเกิดโควิดกับปัจจุบันไม่เหมือนเดิม ซึ่งอาจจะมีการตั้งคำถามว่าจะต้องยุติสัญญาและปรับโครงสร้างใหม่หรือไม่ และรัฐบาลจะเลือกทางไหน แต่ยืนยันว่าถึงอย่างไรต้องมีการหารือกันอย่างรอบด้านก่อนจะดำเนินการไปทิศทางอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะการดำเนินการทุกอย่างมีความเสี่ยง

“ทางออกก็อาจจะต้องปรับรูปแบบลักษณะการดำเนินการไปเลย การถอยหรือไม่ถอยรัฐจะต้องไม่เสียหายและต้องหาทางออกร่วมกันให้ดีที่สุด” นายสิริพงศ์กล่าว

ชงบอร์ดชี้ขาดในอีก 2 เดือน

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สกพอ.จะเสนอ 2 แนวทางให้บอร์ด EEC ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยคาดว่าจะมีการประชุมภายใน 2 เดือนข้างหน้า

ได้แก่ 1.แก้ไขสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชน หรือ 2.ยกเลิกสัญญา หากบอร์ดเลือกแนวทางการแก้ไขสัญญา ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการจัดหาแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะการหาสถาบันการเงินของรัฐที่สามารถปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ตามข้อเสนอของภาคเอกชน อย่างไรก็ตามด้วยมูลค่าโครงการที่สูงและภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งประเมินว่าโครงการอาจมีความไม่คุ้มค่า

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าบอร์ด EEC จะตัดสินใจอย่างไร หากรัฐบาลไม่เห็นชอบให้แก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ก็ไม่ได้หมายความว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจะยุติลง เพราะรัฐบาลยังมีความตั้งใจที่จะผลักดันโครงการให้เกิดขึ้น เพียงแต่อาจต้องพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป

ในส่วนของโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ได้เริ่มดำเนินงานแล้วภายหลังการออกหนังสือแจ้งเริ่มงาน (Notice to Proceed : NTP) โดยไม่จำเป็นต้องรอความคืบหน้าของโครงการรถไฟความเร็วสูง ส่งผลให้พื้นที่ EEC ยังคงมีศักยภาพและได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

โรจนะยัน ตปท.เข้าอีอีซีต่อเนื่อง

สอดคล้องกับมุมมองของภาคเอกชน โดยนายภคิน ชลรัตนหิรัญผู้จัดการทั่วไป บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่โครงการรถไฟความเร็วสูงยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ในเวลานี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของลูกค้าในพื้นที่ EEC เพราะนักลงทุนให้ความสำคัญกับศักยภาพของพื้นที่และระบบโลจิสติกส์เพื่อการส่งออกมากกว่า ซึ่งการขนส่งสินค้าของภาคอุตสาหกรรมยังคงพึ่งพาท่าเรือเป็นหลัก

ขณะที่การเดินทางภายในประเทศยังมีสนามบินสุวรรณภูมิรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้โครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเน้นการเดินทางของผู้โดยสาร ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุน

“ปี 2569 นักลงทุนยังเข้ามาในพื้นที่ EEC อย่างต่อเนื่อง และบริษัทมีลูกค้าใหม่จำนวนมาก สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังไม่ได้รับผลกระทบจากความล่าช้าของโครงการไฮสปีดเทรน”

ปัจจุบันกลุ่มโรจนะมีโครงการในพื้นที่ EEC รวม 6 แห่ง ได้แก่ โรจนะแหลมฉบัง โรจนะหนองใหญ่ โรจนะบ่อวิน 1 โรจนะบ่อวิน 2 โรจนะบ้านค่าย และโรจนะปลวกแดง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และโครงข่ายคมนาคมหลักของภาคตะวันออก ในจำนวนนี้โครงการโรจนะแหลมฉบังและโรจนะหนองใหญ่ได้รับการประกาศเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษของ EEC และได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจากภาครัฐ

สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ดินประมาณ 2,500 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของ EEC ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการขยายตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

กนอ.ชี้ ตปท.ไม่ถามหาไฮสปีด

ด้านนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ใช้ระบบขนส่งสินค้าผ่านรถบรรทุกและรถไฟทางคู่เป็นหลัก เพื่อเชื่อมต่อไปยังท่าเรือสำหรับการส่งออก ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ไฟฟ้า ถนน และสาธารณูปโภคต่าง ๆ มีความพร้อมครบถ้วน

จากการหารือกับนักลงทุนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีนักลงทุนรายใดสอบถามถึงความคืบหน้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เนื่องจากนักลงทุนเข้าใจว่าโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายหลักเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางของประชาชนและส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวและบริการมากกว่าการขนส่งสินค้า

“นักลงทุนให้ความสำคัญกับต้นทุนการผลิต ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภค และการเชื่อมต่อท่าเรือมากกว่า ดังนั้น มีหรือไม่มีรถไฟความเร็วสูงจึงไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในพื้นที่ EEC”

ขณะที่นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ผลกระทบจากความล่าช้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงต่อการดึงดูดการลงทุน ยังต้องรอความชัดเจนของแนวทางการดำเนินโครงการก่อน จึงจะสามารถประเมินผลกระทบได้อย่างเหมาะสม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

EEC กนอ.