ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมเสวนาและเวิร์กช็อปขับเคลื่อนสังคมในชื่อ Meeting the Inventor “No Allergy Zone ปลอดภัยทุกมื้อ” นำโดย อาจารย์ ดร.รุจาภัค สุทธิวิเศษศักดิ์ และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อาหาร มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนพื้นที่ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยและโอบรับคนทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน
โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เปิดรากฐานสำคัญของการสร้างความยั่งยืนด้านสุขภาวะเริ่มต้นจากการปรับทัศนคติและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลไกภายในร่างกาย ผ่านการจำแนกความแตกต่างระหว่างอาการผิดปกติหลังมื้ออาหารออกเป็นสองมิติ มิติแรกคือ “ภาวะร่างกายทนไม่ได้” (Food Intolerance) ซึ่งเป็นข้อจำกัดทางสรีระเฉพาะบุคคลที่ไม่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น อาการท้องอืด ท้องเสีย หรืออาการใจสั่น ซึ่งภาวะเหล่านี้สามารถบริหารจัดการได้ง่ายเพียงแค่หลีกเลี่ยงหรือปรับเปลี่ยนประเภทอาหาร
มิติที่สองคือ “การแพ้อาหารที่แท้จริง” ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ผ่านระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง ร่างกายจะหลั่งสารฮิสตามีนออกมาโจมตีโปรตีนในอาหาร ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวเฉียบพลันและระบบอวัยวะต่าง ๆ ล้มเหลว ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่อาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
การทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้นำไปสู่บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยทางอาหารภายในระบบการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนใช้เวลาใช้ชีวิตมากกว่าครึ่งหนึ่งของวัน

ในงานเสวนาได้มีการสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านกรณีศึกษาจริงของครูที่มีนักเรียนเผชิญภาวะความจำเพาะทางพันธุกรรมร่วมกับโรคภูมิแพ้ เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และการแพ้แป้งสาลีอย่างรุนแรง ซึ่งบ่อยครั้งกลายเป็นข้อจำกัดในการเข้ารับการศึกษา เนื่องจากโรงเรียนบางแห่งยังขาดบุคลากรที่มีความพร้อมและมีความเข้าใจเชิงลึกในการดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ นำไปสู่การปฏิเสธการรับเข้าเรียนหรือการสร้างความกังวลใจให้แก่ครอบครัว
ทีมแพทย์ได้ให้คำแนะนำเชิงนโยบายว่า สถานศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมุมมอง โดยแยกแยะระหว่างโรคทางพันธุกรรมที่ต้องการการดูแลแบบป้องกันอย่างโรคจีซิกพีดี กับภาวะแพ้รุนแรงเฉียบพลันหรืออนาฟิแลกซิส (Anaphylaxis) จากการแพ้แป้งสาลี ซึ่งระบบการศึกษาจำเป็นต้องมีแผนเผชิญเหตุและมาตรฐานการดูแลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เด็กคนใดต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษาจากข้อจำกัดทางด้านร่างกาย
ความท้าทายที่แท้จริงของการจัดการภาวะแพ้รุนแรงในสถานศึกษาและอุตสาหกรรมบริการอาหาร คือการป้องกันสารปนเปื้อนข้ามขั้น (Cross-contamination) ซึ่งมักเกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ดร.รุจาภัคเปิดเผยว่า ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ในระดับวิกฤต ละอองหรือเศษอาหารเพียงเล็กน้อยที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการช็อกจนหมดสติได้ทันที เช่น การใช้เขียงใบเดียวกัน กระทะใบเดียวกัน หรือแม้กระทั่งการลวกอาหารในหม้อน้ำซุปชาบูหม้อเดียวกันในร้านอาหาร หรือกรณีอุทาหรณ์ในต่างประเทศที่เด็กเล็กเกิดอาการช็อกบนเครื่องบิน เพียงเพราะผู้โดยสารแถวใกล้เคียงเปิดซองรับประทานถั่ว
โรงเรียนและสถานประกอบการจำเป็นต้องมีระบบครัวแยกเฉพาะ มีการทำความสะอาดอุปกรณ์อย่างถูกสุขลักษณะ เพื่อรองรับความหลากหลายทางกายภาพของผู้บริโภคและสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่เท่าเทียม
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทีมแพทย์เน้นย้ำ เพื่อสร้างความยั่งยืนในการดูแลสุขภาพคือ การยุติพฤติกรรมการใช้ยาที่ผิดวิธี โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าการรับประทานยาแก้แพ้ชนิดเม็ดดักไว้ก่อน จะช่วยให้สามารถรับประทานอาหารที่แพ้ได้ ซึ่งทางการแพทย์ชี้ว่าเป็นพฤติกรรมที่อันตรายและมีความเสี่ยงสูงมาก
เนื่องจากยาแก้แพ้ทั่วไปทำหน้าที่ยับยั้งสารฮิสตามีนได้เพียงบางส่วน แต่ไม่สามารถสกัดกั้นโมเลกุลสื่อประสาทอื่น ๆ ที่หลั่งออกมาในกรณีกลไกการแพ้รุนแรงได้ หากเกิดอาการช็อก ความดันตก หรือหลอดลมหดตัว ยาเม็ดจะไม่สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้เลย

ดร.รุจาภัคได้กล่าวถึงการจัดสรรยาต้องคำนึงถึงความปลอดภัยระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งแพทย์แนะนำให้หลีกเลี่ยงยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม มึนงง อันเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุการพลัดตกหกล้ม และหันมาใช้ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ที่ไม่มีฤทธิ์กดประสาทตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น
เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน ระบบการศึกษาและระบบสาธารณสุขไทยจำเป็นต้องร่วมกันผลักดันให้ “อะดรีนาลีน” (Adrenaline) หรือ “เอพิเนฟริน” (Epinephrine) ชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นยาช่วยชีวิตตัวจริงในภาวะวิกฤต กลายเป็นยาสามัญประจำห้องพยาบาลในสถานศึกษา
เช่นเดียวกับในประเทศพัฒนาแล้ว ที่กฎหมายกำหนดให้โรงเรียนต้องมีปากกาฉีดอะดรีนาลีนอัตโนมัติ และฝึกอบรมให้คุณครูรวมถึงบุคลากรทางการศึกษาสามารถสังเกตอาการแพ้เฉียบพลัน ไม่ว่าจะเป็นผื่นลมพิษที่ขึ้นทั่วตัวร่วมกับอาการแน่นอก หายใจเหนื่อยหอบ หรือความดันตก และสามารถตัดสินใจฉีดเขียนยา เพื่อรักษาชีวิตเด็กได้ทันท่วงทีในระหว่างรอรถพยาบาล