บัญชีกลางแก้ 2 ปมใหญ่ ขจัดรับเหมาชุ่ย-ทุจริตเบิกค่ายา
ข้อเสนอให้ “ปฏิรูปภาครัฐ” มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยโจทย์ใหญ่ของภาครัฐที่ต้องเร่งสะสางแก้ไขมีด้วยกันหลายเรื่อง ซึ่งล่าสุดมี 2 เรื่องสำคัญที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ ก็คือการปรับปรุงระเบียบจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เพื่อควบคุมคุณภาพของ “ผู้รับเหมา” ก่อสร้างโปรเจ็กต์รัฐ ล้อมคอกสารพัดปัญหา อุดช่องโหว่ความบกพร่องในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็เริ่มพูดถึงการปรับ “สวัสดิการ” ให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นภารกิจของกรมบัญชีกลาง ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลัก
ถึงเวลาคุมเข้มผู้รับเหมางานรัฐ
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการแก้ไขกฎกระทรวง และออกระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 ซึ่งจะเป็นการ “ประเมินผล” การปฏิบัติงานของผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่เข้ารับงานกับภาครัฐ ให้มีคุณภาพและศักยภาพ รวมทั้งกำหนดมาตรการลงโทษผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่ละเลยการปฏิบัติตามสัญญา หรือตามหลักวิชาช่างในงานก่อสร้าง หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชนและหน่วยงานของรัฐ
โดยระเบียบใหม่จะบังคับใช้กับ 1.งานก่อสร้างทั่วไปที่มีมูลค่าสัญญาตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปของ 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรน้ำ และกรมโยธาธิการและผังเมือง 2.งานอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ หรืออาคารชุมนุมคน และ 3.งานก่อสร้างทุกประเภทที่มีมูลค่าสัญญาตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป
ขณะที่การประเมินและให้คะแนนความเสียหายจะแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงระหว่างการปฏิบัติงานตามสัญญา ซึ่งจะมีกรณี 1.ปฏิบัติงานล่าช้า มีค่าปรับเกิน 10% ของวงเงินค่าจ้าง จะถูกหัก 30 คะแนน 2.ถูกหน่วยงานรัฐบอกเลิกสัญญา หัก 60 คะแนน และ 3.ปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาช่าง หรือประมาทเลินเล่อ หักตั้งแต่ 5-60 คะแนน
ส่วนช่วงรับประกันความชำรุดบกพร่อง ที่จะดูว่ามีผลกระทบต่อโครงสร้างหลักหรือไม่
ลงโทษหนักสุดเพิกถอน
ขณะที่ “บทลงโทษ” จะดูจากคะแนนสะสม ถ้า 1-9 คะแนน จะยังไม่มีการระงับการเสนองาน หรือปรับลดชั้น แต่หากมีคะแนนสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะห้ามรับงานใหม่ อย่างเช่น สะสม 10-29 คะแนน ระงับการเสนองาน 30 วัน, 30-59 คะแนน ระงับ 90 วัน, 60-119 คะแนน ระงับ 180 วัน, 120-179 คะแนน ระงับ 360 วัน และปรับลดชั้น 720 วัน, 180-239 คะแนน ระงับ 540 วัน และปรับลดชั้น 1,080 วัน และหากคะแนนมากกว่า 240 คะแนน จะถูกระงับ 720 วัน และลดชั้น 1,440 วัน
ทั้งนี้คะแนนความเสียหายจะพิจารณาจากกรณีต่าง ๆ เช่น ถูกบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 103 วรรคหนึ่ง คะแนนความเสียหาย 60 คะแนน ปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานของหลักวิชาช่างในงานก่อสร้าง หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันมีผลกระทบให้ถึงแก่ความตาย คะแนนความเสียหาย 60 คะแนน หรืออันตรายสาหัส คะแนนความเสียหาย 30 คะแนน เป็นต้น
ด้านการปรับลดระดับชั้น ผู้ประกอบการที่มีคะแนนความเสียหายตั้งแต่ 120 คะแนนขึ้นไป จะถูกปรับลดระดับชั้นลงครั้งละ 1 ระดับ ตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งกำหนดโทษสูงสุด 1,440 วัน ขณะที่การเพิกถอนรายชื่อออกจากทะเบียน ผู้ประกอบการที่ถูกปรับลดระดับชั้นลง 1 ระดับแล้วอยู่ระดับต่ำสุด หรือกรณีร้ายแรงเนื่องจากปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาช่าง ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้เพิกถอนชื่อออกจากทะเบียน แต่สามารถขอขึ้นทะเบียนใหม่ได้เมื่อพ้น 2 ปี
“ถ้าถูกปรับลดชั้นลงมาแล้วจะต้องไต่กลับขึ้นไปใหม่ ไม่ใช่ว่าครบกำหนดเวลาแล้วจะกระโดดกลับไปที่ชั้นเดิม แต่ต้องสะสมผลงาน และหากบริษัทใดถูกลดชั้น ลดแล้วลดอีก สุดท้ายคือจะถูกเพิกถอนจากทะเบียนเลย ก็หวังว่าจะทำให้ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบต่องานที่รับ และรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้น”

อุโมงค์รถไฟฟ้ารอ รฟม.
อธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าวว่า ระเบียบใหม่ดังกล่าวเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. 2569 ดังนั้นจะมีผลทันทีกับโครงการที่ประกาศและเอกสารเชิญชวน (TOR) และเซ็นสัญญา หลังจากวันที่ 10 ก.ค.เป็นต้นไป รวมถึงมีบทเฉพาะกาลระบุด้วยว่า โครงการใดที่ยังอยู่ในกระบวนการทำงานอยู่ หากมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น ระเบียบฉบับนี้ก็ใช้ได้ทันทีกับโครงการที่เซ็นไปแล้ว และอยู่ระหว่างบริหารสัญญา
ส่วนกรณีอุโมงค์รถไฟฟ้าตรงวงเวียนใหญ่จะเข้าเงื่อนไขตามระเบียบนี้หรือไม่นั้น ต้องให้ทางการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้พิจารณา ขณะที่โครงการรถไฟฟ้า 3 สนามบินไม่ขึ้นกับระเบียบของกรมบัญชีกลาง เนื่องจากใช้ระเบียบของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
“ลดข้าราชการ-ปรับสวัสดิการ”
ส่วนอีกเรื่องสำคัญคือ แนวทางการปรับลดอัตราข้าราชการ และการปรับสวัสดิการต่าง ๆ ของข้าราชการ โดยอธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำลังพิจารณาเรื่องนี้กันอยู่ ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ได้ไปยุ่งกับข้าราชการปัจจุบัน แต่จะเป็นการพูดถึงข้าราชการที่จะบรรจุใหม่
“คนที่เราเซ็นสัญญาจ้างไปแล้วจะไม่มีการเข้าไปยุ่ง จะไม่มีการปรับบำเหน็จบำนาญอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่รัฐจะทำใหม่ ไอเดียที่เกิดขึ้นมา น่าจะเป็นการทำกับข้าราชการใหม่ที่จะเข้ามา ซึ่งก็น่าจะมีโมเดลต่าง ๆ ที่กำลังพิจารณากันอยู่ ว่าโมเดลนั้นจะเป็นอย่างไร ตอนนี้ยังรวบรวมข้อมูลกันอยู่ ในส่วนที่กรมบัญชีกลางก็จะสนับสนุนข้อมูลให้แก่ระดับนโยบาย อย่างเรื่องสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ซึ่งทุกคนยอมรับว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ปัจจุบันสูงถึงปีละ 90,000 ล้านบาท จากจำนวนผู้ได้รับสิทธิที่กรมบัญชีกลางดูแลกว่า 5 ล้านคน คือทั้งตัวข้าราชการและบุคคลในครอบครัว”
นางแพตริเซียกล่าวว่า การจะปรับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการคงต้องเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยขณะนี้กรมบัญชีกลางกำลังรับฟังความคิดเห็นพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ซึ่งจะสรุปภายใน 1 เดือน ขณะเดียวกันก็มีแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบการทุจริตค่ารักษาพยาบาลด้วย
“ที่พิจารณากันอยู่คือ ข้าราชการใหม่จะต้องมีแพ็กเกจใหม่เลย ต้องมาพร้อมกัน ทั้งเงินเดือน สวัสดิการทั้งหมด ต้องเปลี่ยนใหม่หมด จะเปลี่ยนเฉพาะค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ ซึ่งวันก่อนได้คุยกับข้าราชการรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 30 ปี ไม่ได้ต้องการเงินบำนาญ แต่ต้องการเงินเดือนที่สูงขึ้น แล้วไปลงทุนด้วยตัวเอง หรือซื้อประกันเอง แต่ขอความชัดเจนว่าจะให้อะไร เขาบอกว่าเขามีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) อยู่แล้ว” อธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าว
ทั้งสองเรื่องถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งเป็นปัญหาหมักหมมมานาน นับเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง