เมื่อบริษัทเยอรมันย้ายฐาน ‘เอเชีย’ ได้รับอานิสงส์
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ธุรกิจและอุตสาหกรรมในเยอรมนีกำลังเผชิญกับวิกฤตหลายขนานพร้อม ๆ กัน ด้านหนึ่งคือเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศกำลังชะลอตัวลง พร้อมกันนั้น “ต้นทุน” การผลิตในประเทศก็สูงมากขึ้นตามลำดับ ผลก็คือผู้นำองค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรมที่นั่นกำลังพิจารณาย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เริ่มต้นหาที่ทางเพื่อ “ลงทุนใหม่” ในต่างแดน
และเป้าหมายหลักไม่ใช่ดินแดนที่พัฒนาแล้วอย่างภูมิภาคอเมริกาเหนือ แต่กลับเป็นเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิกของเรานี่เอง
ธุรกิจที่ใคร่ครวญเรื่องย้ายฐานการผลิตที่ว่านี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ทุนหนาแต่อย่างใด แต่เป็นไปกับธุรกิจโดยรวมในทุกขนาด ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตจำหน่ายอุปกรณ์ทำสวนอย่าง “การ์เดนา” ธุรกิจจากแคว้นอุล์ม ก็วางแผนที่จะปรับลดพนักงานในประเทศลง 250 ตำแหน่ง หรือเทียบเท่ากับ 10% ของพนักงานทั้งหมด เพื่อย้ายฐานการผลิตไปยังสาธารณรัฐเช็ก
เช่นเดียวกัน บริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ในระดับนานาชาติอย่าง “บีเอเอสเอฟ” ก็กำลังลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีนี้เรื่อยมา จนเป็นที่รู้กันดีว่าบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่นี้มีเป้าหมายจะย้ายฐานการลงทุนไปยังอินเดียแม้ว่าจะทำให้กำลังแรงงานในกรุงเบอร์ลินของบริษัทตกอยู่ภายใต้แรงกดดันว่าจะถูกเลย์ออฟอย่างหนักก็ตาม
สถานการณ์การย้ายฐานการผลิตทำนองดังกล่าวลุกลามขยายวงมากขึ้นในปี 2025 ที่ผ่านมา นิตยสารไฟแนนซ์มัคท์เวลท์ นิตยสารทางการเงินรายงานไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 โดยอ้างตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2018 เรื่อยมาจนถึงปี 2023 บริษัทเยอรมันเริ่มย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยจำนวนราว 1,300 บริษัทที่มีพนักงานเกินกว่า 50 คน ได้ย้ายฐานการผลิตออกไปนอกประเทศในช่วงระหว่างปี 2021-2023 หรือเทียบเป็นสัดส่วนเท่ากับราว 2.2% ของบริษัทธนกิจขนาดเดียวกันทั้งหมดในเยอรมนีในปี 2023
การย้ายฐานการผลิตดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อตำแหน่งงานในประเทศราว 50,800 ตำแหน่ง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เป็นกังวลว่าแนวโน้มนี้จะเกิดต่อเนื่องต่อไปหรือไม่ก็เร่งความเร็วสูงมากขึ้น เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งด้านพลังงานและต้นทุนด้านค่าจ้างแรงงาน
อย่างไรก็ตาม เคเอฟดับเบิลยู ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งรัฐของเยอรมนี กลับชี้ว่ามีแนวโน้มที่แตกต่างออกไปกำลังเกิดขึ้น นั่นคือเกิดการย้ายฐานกลับประเทศของบริษัทธุรกิจขนาดกลาง โดยที่จำนวนบริษัทขนาดดังกล่าว ซึ่งเคยดำเนินการอยู่ในแวดวงธุรกิจนานาชาติ ลดลงจาก 880,000 บริษัทในปี 2022 เหลือเพียงราว 760,000 บริษัทในปีถัดมา
เดิร์ก ชูมักเคอร์ หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำเคเอฟดับเบิลยู ระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว เงื่อนไขทั่วไปโดยรวมในการทำธุรกิจระดับนานาชาติเสื่อมทรามลงอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาใหญ่อย่างสงครามในยูเครนและความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ควบคู่ไปกับการแข่งขันการส่งออกจากจีนในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ แถมยังมีนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกาแทรกซ้อนเข้ามาอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สมาคมหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งเยอรมัน (ดีไอเอชเค) กลับมองเห็นแนวโน้มที่แตกต่างออกไปอีกทางว่า บรรยากาศการทำธุรกิจที่ดีไอเอชเคสำรวจไว้ตั้งแต่ต้นปี 2026 แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันจากต้นทุนที่มีต่ออุตสาหกรรมในเยอรมนีนั้นพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้หลายต่อหลายบริษัทเริ่มวางแผนที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศ แม้ว่าสถานการณ์เชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่ดีนักก็ตาม
รายงานผลการสำรวจดังกล่าวพบว่า 43% ของบริษัทในอุตสาหกรรมเยอมรนีมีแผนจะลงทุนต่างประเทศภายในปี 2026 นี้ “เหตุผลนั้นเห็นได้ชัดเจน เพราะต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ โครงสร้างทางอุตสาหกรรมมีปัญหาและสภาพเศรษฐกิจในเยอรมนีอ่อนแอเกินไปที่จะเป็นฐานการดำเนินธุรกิจ” โฆษกของธนาคารระบุ
แนวโน้มดังกล่าวนี้แตกต่างออกไปจากในอดีตโดยสิ้นเชิง ที่ผ่านมาบริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะพัฒนาธุรกิจในประเทศให้แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้การจ้างงานในท้องถิ่นเพิ่มสูงขึ้น การลงทุนในต่างประเทศมักเป็นไปเพื่อการเปิดตลาดใหม่ ๆ หรือขยายยอดขาย และอำนวยความสะดวกในการให้บริการต่อลูกค้า แต่ในทุกวันนี้มักเป็นไปเพื่อลดต้นทุนลงมากกว่าอย่างอื่น โดยสัดส่วนบริษัทที่ลงทุนในต่างประเทศด้วยวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตลาดนั้นลดลงอย่างชัดเจนจาก 30% เหลือเพียง 28% เท่านั้น และโดยหลักแล้วพวกเขาถูกบีบให้ลงทุนในต่างประเทศจากต้นทุนที่สูงขึ้นมากกว่า ส่งผลให้เกิดการปรับลดการดำเนินงานในประเทศลงอย่างมีนัยสำคัญ
ศาสตราจารย์สเตฟเฟน มุลเลอร์ จากสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์แห่งเฮล ในเมืองไลบ์ซิก ชี้ให้เห็นว่า แนวโน้มทั้งสองแนวทางนั้นยังไม่สามารถชี้ชัดได้ ทำให้สถานการณ์ในปัจจุบันควรเคลื่อนไหวในทางไซด์เวย์ ดูจะดีกว่าอย่างอื่น แต่ก็ชี้ให้เห็นในคราวเดียวกันว่า ยอดเม็ดเงินลงทุนของบริษัทเยอรมันในต่างแดนก็ลดลงมากจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านี้ โดยตามสถิติของธนาคารกลาง (แบงก์ชาติ) หรือบุนเดสแบงก์ของเยอรมนี แสดงให้เห็นการโยกเงินเฉลี่ยมูลค่าราว 120,000 ล้านยูโรต่อปีในช่วงปี 2017-2022 แต่ลดลงมาเหลือเพียง 80,000 ล้านยูโรในปี 2024 และไม่ถึง 100,000 ล้านยูโรในปี 2025 ซึ่งแสดงให้เห็นแนวโน้มว่าในปีนี้ก็น่าจะมีเงินทุนไหลออกไปยังต่างประเทศในระดับใกล้เคียงกัน
รายงานผลการสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในแง่ของเป้าหมายการลงทุนของบริษัทเยอรมัน เพราะแสดงให้เห็นว่าภูมิภาคอเมริกาเหนือลดความน่าดึงดูดลง โดยสัดส่วนของบริษัทเยอรมันที่ไปลงทุนที่นั่นลดลงจาก 48% มาสู่ระดับ 44% เท่านั้น และกลับมาเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียแทน
ตามการสำรวจของดีไอเอชเคสัดส่วนบริษัทเยอรมันที่ลงทุนในจีนเพิ่มขึ้น จาก 31% เป็น 34% ส่วนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) ก็เริ่มมีนัยสำคัญมากขึ้นตามลำดับ คือโตจาก 2% เป็น 26% แม้ปัญหานโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกาจะส่งผลให้หลายบริษัทจำเป็นต้องชะลอการตัดสินใจหรือเลื่อนออกไปก็ตาม
กระนั้นก็ดีเขตประเทศในกลุ่มยูโรโซนก็ยังเป็นดินแดนลงทุนที่มีความสำคัญสูงสุดของเยอรมนี โดยบริษัทเยอรมันไปลงทุนในเขตยูโรโซนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 64% ของทั้งหมด โดยมีเหตุผลเรื่องเสถียรภาพของดินแดนเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญที่สุด