เปิดโมเดล OCN ทางรอด SMEs ? ในวันที่ ‘แพลตฟอร์มต่างชาติ’ ยึดตลาด
ท่ามกลางข้อวิพากษ์วิจารณ์การขึ้นค่าธรรมเนียมการขายอย่างต่อเนื่องของแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลซ 3 รายใหญ่ ที่ครอบครองส่วนแบ่งแทบทั้งหมดของอีคอมเมิร์ซไทย ที่บีบคั้นต้นทุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ทำให้เผชิญภาวะ “วิกฤตกำไร” เพราะนอกจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นแล้ว ต้นทุนค่าธรรมเนียมการขายผ่านออนไลน์โดยรวมขึ้นไประดับ 20-30%
เรื่องนี้ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เสนอแนวคิดเรื่อง OCN (Open Commerce Network) ในรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” ว่า อาจเป็นหนึ่งในหนทางที่จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการไทยมีภาระต้นทุนลดลง และสามารถพลิกมายืนได้อย่างมั่นคง
“แทนที่จะสร้างแพลตฟอร์มแข่ง ควรสร้างโครงสร้างกลางให้เป็นเลนที่ทุกคนมาเกาะอยู่ เช่น โลจิสติกส์ มาร์เก็ตติ้งกฎระเบียบ ราคาสินค้า ที่สำคัญคือเพย์เมนต์ที่แพลตฟอร์มต่าง ๆ ยังพึ่งพาระบบของเราอยู่ โดยถ้าเรายกเอาโครงสร้างที่รัฐพอจะคุมได้ เช่น ระบบเพย์เมนต์ ขนส่ง การตลาดมาไว้ตรงกลาง และเมื่อมาใช้ OCN ก็ต้องมาอยู่ภายใต้กฎระเบียบของเรา เช่นการคิดค่า GP ได้ไม่เกินเท่าไหร่ ไม่สามารถทำเรื่องไม่ถูกต้องเป็นธรรม ชวนผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยให้มาใช้โครงสร้างพื้นฐานแล้วนำไปต่อรอง”
โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดการขาดดุลทางดิจิทัล และสร้างอำนาจต่อรองในการคุมเกมแอปพลิเคชั่น หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ต่างชาติ
OCN คืออะไร
“ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตเคยคลุกคลีกับวงการอีคอมเมิร์ซมายาวนาน ได้ออกมาโพสต์สนับสนุนแนวคิดของ “ศุภจี” ซึ่งภาวุธได้เคยเขียนถึงรายละเอียดของโมเดลที่คล้าย OCN ในหลายวาระ ทั้งในคอลัมน์ Pawoot.com รวมถึงบนข้อเสนอนโยบายของพรรคประชาชน ด้วยโมเดล ONDC (Open Network for Digital Commerce) เป็นการสร้าง “โปรโตคอลมาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ที่มีลักษณะเหมือนระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) สำหรับการค้าขาย
โดยแยกส่วนระหว่างแอปฝั่งคนซื้อและคนขายออกจากกัน เพื่อป้องกันการผูกขาด ทำให้แอปพลิเคชั่นที่คนไทยใช้อยู่แล้ว เช่น แอปธนาคาร หรือแอปเป๋าตัง สามารถค้นหาและสั่งซื้อสินค้าจากระบบจัดการร้านค้าใดก็ได้ที่เชื่อมต่อในเครือข่าย พร้อมสร้างความเป็นธรรมทางการค้า (Democratize Commerce) โดยสามารถลดค่าธรรมเนียมคนกลาง (GP) ลงมากกว่า 50% เพื่อให้ร้านค้าตัวเล็ก ๆ เข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงอย่างเดียว
และยังมุ่งเน้นการสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิตในประเทศ, OTOP, สินค้าเกษตร ให้เข้าถึงคนไทยทั่วประเทศด้วยต้นทุนต่ำที่สุด
ความเป็นไปได้ และจุดอ่อน
“อนุพงศ์ ทะสดวก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Scale และ Plants.work ผู้เชี่ยวชาญด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลอีคอมเมิร์ซ ได้เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความเป็นไปได้ของโมเดล OCN ว่า จากข้อมูลของ Priceza ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปี 2568 อยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท คิดเป็นเกือบ 30% ของตลาดค้าปลีกทั้งประเทศ แต่กว่า 90% ของตลาดดำเนินการโดยแพลตฟอร์มต่างชาติ โดยมาร์เก็ตเพลซและวิดีโอคอมเมิร์ซครองรวมกัน 70-80% ดังนั้นประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมแล้ว ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
“ประเทศไทยมี ThaiID / NDID สำหรับยืนยันตัวตน มี PromptPay-National ITMX สำหรับชำระเงิน และมีไปรษณีย์ไทย ด้านโลจิสติกส์ครอบคลุมทุกตำบล ทั้งสามมีคนใช้จริงในระดับมวลชนแล้ว”
นอกจากนี้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่าประเทศไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 3.26 ล้านราย หรือราว 99.5% ของภาคธุรกิจทั้งประเทศ คิดเป็น 34.8% ของ GDP, จ้างงาน 13.4 ล้านคน หรือเกือบ 70% ของการจ้างงานทั้งหมด แต่คนกลุ่มนี้ไม่มีทางเลือกอื่นเลยในวันนี้
“OCN ไม่ได้สร้างแพลตฟอร์ม แต่สร้างราง รัฐไม่ได้เปิดห้างแข่งกับใคร แต่วางระบบให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไทย ค้าปลีก ธนาคาร ขนส่ง เสียบเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ คนที่ได้ประโยชน์คือทุกคนที่วิ่งบนถนน รวมถึงแพลตฟอร์มต่างชาติเองถ้าเขาอยากเข้าร่วมก็ได้”
อย่างไรก็ดี OCN ยังมีจุดอ่อนและอุปสรรค คือ
1.แพลตฟอร์มต่างชาติที่คุมตลาดอยู่ อาจยังมองไม่เห็นเหตุผล หรือยังไม่มีแรงจูงใจใด ๆ ที่จะต้องมาปลั๊กอินเข้า OCN ที่ทำให้ลูกค้าย้ายออกง่ายขึ้น ดังนั้นจึงต้องออกแบบให้เกิดขึ้น โดยไม่มีเขา แล้วค่อยดึงเข้ามาตอนที่ “ไม่เข้ามาแล้วเสียเปรียบ”
2.รัฐบาลเปลี่ยนบ่อย ทำให้นโยบายขาดตอน ด้วย OCN ต้องเป็นองค์กรกลางที่อยู่รอดข้ามรัฐบาล ใช้นโยบายรัฐเป็นแรงผลัก ไม่ใช่เป็นเจ้าของ โดยดึงภาคธุรกิจต่าง ๆ ที่เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ เช่น ธนาคาร ขนส่ง เทคโนโลยี
3.แพลตฟอร์มไทยแข่งกันเองไม่ได้สู้กับต่างชาติ ทั้ง Pantip Mall, ThaiMart, NexGen ต่างคนต่างสร้าง ต่างคนต่างเล็ก สุดท้ายไปแย่งตลาดแค่ 1.2% ที่เหลือกันเอง ดังนั้น OCN ต้องเป็นรางที่ทำให้แพลตฟอร์มไทย “รวมดีมานด์” ได้โดยไม่ต้องควบรวมกิจการ
“ที่ผ่านมาล้มเหลว เพราะรัฐมองในแง่ของการเปิดร้านแข่งขัน หน่วยงานต่าง ๆ สร้างเว็บ สร้างแอปแล้วรอให้คนเข้ามา ไม่มีดีมานด์ ไม่มีคนดูแล พองบฯ หมดก็ตาย แต่โมเดล OCN ต่างตรงที่รัฐวางถนน แล้วให้เอกชนวิ่ง”
ปมขึ้นค่า GP ตีกลับไป ETDA
ทั้งนี้ OCN เป็นโมเดลที่พัฒนามาจากผลการศึกษาของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ซึ่ง “ศุภจี” ได้ส่งต่อโจทย์นี้กลับให้ ETDA ภายใต้กำกับของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พิจารณาในรายละเอียด ถึงความเป็นไปได้ทางเทคนิค กฎหมาย การลงทุน และการแข่งขันอย่างรอบด้าน
เช่นเดียวกับการกำกับดูแลค่า GP ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่เดิมทีอยู่ภายใต้การทำงานร่วมกันของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และ ETDA รวมถึงบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการภาษี จะมีกระทรวงการคลังเข้ามาช่วย เพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลการแข่งขัน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ “ไชยชนก ชิดชอบ” และ “บุญธิดา สมชัย” รมว-รมช.ดีอี ได้ประกาศยกระดับคุมเข้มแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เนื่องจากปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎหมายกำกับโครงสร้างค่า GP และค่าบริการของแพลตฟอร์มได้โดยตรง ซึ่งต่อมาได้หลีกทางให้ทาง กขค. กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้นำในการแก้ปัญหาการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม หรือค่า GP ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
อย่างไรก็ดี “ศุภจี” ระบุว่ารัฐบาลได้มอบหมายให้ ETDA เป็นผู้ศึกษาโครงสร้างค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มมาเกือบ 2 เดือน เพื่อพิจารณาว่าควรกำหนดรูปแบบการเรียกเก็บอย่างไรจึงจะเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยที่มีอำนาจต่อรองจำกัด นอกจากนี้ ต้นทุนของผู้ขายไม่ได้มีเฉพาะค่า GP แต่รวมถึงค่าคอมมิชชั่น ค่าเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย และค่าใช้จ่ายโฆษณา
ทั้งนี้ ETDA ยังอยู่ระหว่างเปรียบเทียบแนวทางกำกับแพลตฟอร์มของไทยกับสิงคโปร์และประเทศใกล้เคียง เพื่อนำแนวปฏิบัติที่เหมาะสมมาออกแบบมาตรการ