พิพัฒน์ลุยบิ๊กโปรเจ็กต์ 2.2 แสนล้าน ดัน ‘โมเดลใหม่’ แก้เกมไฮสปีดล้ม
เปิดเมกะโปรเจ็กต์คมนาคม ปี’70 ลงทุน 2.2 แสนล้าน สร้างมอเตอร์เวย์ ทางด่วน วงแหวนรอบที่ 3 ทางคู่ รถไฟฟ้าสายสีแดง สนามบิน ดันโมเดลใหม่แก้เกมไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินล้ม เร่ง Missing Link ขยายแอร์พอร์ตลิงก์ อัพเกรดสายตะวันออก-อู่ตะเภา ความเร็ว 160 กม./ชม. กลุ่ม ซี.พี.ขีดเส้นเจรจาต้องจบ 30 ก.ย.นี้ ยกเหตุส่งมอบพื้นที่ช้า แบงก์ไม่ปล่อยกู้ ไม่ได้รับบีโอไอ “รมช.คมนาคม” เผยจบไม่ง่าย “อีอีซี” ชี้ไม่สะเทือนเมืองใหม่ EECiti 1.4 หมื่นไร่ ปลุกไทย-เทศลงทุน 1.1 ล้านล้าน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมวางแผนขับเคลื่อนโครงการลงทุนสำคัญ ทั้งโครงการต่อเนื่องและใหม่รวม 262 โครงการ เงินลงทุนทั้งโครงการกว่า 4.94 ล้านล้านบาท
เร่งมอเตอร์เวย์-วงแหวนรอบที่ 3
โดยวงเงินเฉพาะปี 2570 อยู่ที่ 229,769 ล้านบาท ทั้งบก ราง น้ำ และอากาศ เพื่อกระจายการพัฒนาไปทุกภูมิภาค อาทิ เร่งพัฒนาโครงการค้างท่อมอเตอร์เวย์ ทางด่วน ถนนวงแหวน และสะพาน โดยปลายเดือนสิงหาคมนี้เปิดทดลองใช้ M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว และปลายปีทดลองใช้ตลอดสาย M6 บางปะอิน-นครราชสีมา และทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนฯ ตะวันตก เร่งก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตาและสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา
ประมูล M9 ทางยกระดับบางขุนเทียน-บางบัวทอง, M5 ส่วนต่อขยายโทลล์เวย์รังสิต-บางปะอิน, M8 นครปฐม-ปากท่อ, ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง และช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้, ถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่, วงแหวนกรุงเทพฯ รอบที่ 3 ด้านตะวันออก
จะเปลี่ยนรถโดยสารประจำทางเป็น EV รวม 2,320 คัน ระยะที่ 1 จำนวน 1,520 คัน และระยะที่ 2 จำนวน 800 คัน

ต่อสีแดง-ทางคู่ใต้-รถไฟไทย-จีน
ระบบราง เร่งสายสีแดง Missing Link ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง, ทางคู่สายใต้ชุมพร-สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา และหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์, สายสีแดงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ และศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา รวมถึงรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2 นครราชสีมา-หนองคาย
ทางน้ำ พัฒนาท่าเรือโดยสาร ท่าเรือท่องเที่ยว ท่าเรือสินค้าให้ทันสมัย มีมาตรฐาน เช่น ปรับปรุง Smart Pier ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 29 ท่า พัฒนาท่าเทียบเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ที่เกาะสมุย ท่าเรือกรุงเทพ และพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3
ขยายสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง
ทางอากาศจะเพิ่มศักยภาพท่าอากาศยานหลักและภูมิภาค เพื่อรองรับผู้โดยสาร นักท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยทำแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผลักดันส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก พัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองระยะที่ 3 ท่าอากาศยานเชียงใหม่ระยะที่ 1 และท่าอากาศยานภูเก็ตระยะที่ 2
รวมทั้งขยายทางวิ่งของท่าอากาศยานภูมิภาค ได้แก่ ชุมพร ระนอง ตรัง แพร่ และบุรีรัมย์ รวมถึงพัฒนาท่าอากาศยานหัวหินให้รองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ เตรียมความพร้อมการให้บริการเดินอากาศท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Aviation Hub ของภูมิภาค
“โครงการต่าง ๆ ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก จะพิจารณาแหล่งเงินลงทุนเพิ่ม ทั้งจากเอกชน ตลาดทุน ผ่านกองทุน Thailand Future Fund หรือ TFFIF รวมถึงให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน PPP เพื่อให้โครงการเดินหน้าตามแผน” นายพิพัฒน์กล่าว

ผุดโมเดลแก้เกมไฮสปีดสะดุด
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า ในแผนลงทุนกระทรวงคมนาคมได้มีการผลักดันโครงการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าวิ่งด้วยความเร็ว 160 กม./ชม. มารองรับรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ถ้าหากมีการสิ้นสุดสัญญากับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่ม ซี.พี.) ผู้รับสัมปทาน
โดยเร่งสายสีแดง Missing Link ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง ระยะทาง 25.9 กม. วงเงิน 44,573 ล้านบาท, ขยายแอร์พอร์ตเรลลิงก์จากสถานีพญาไท-สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ระยะทาง 7.8 กม. ลงทุน 14,984 ล้านบาท และติดตั้งระบบรถไฟทางคู่ติดไฟฟ้าช่วงหัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-อู่ตะเภา ระยะทาง 187 กม. ขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินเงินลงทุน คาดว่าจะถูกกว่าการลงทุนรถไฟความเร็วสูงเดิม
“เป็นแผนที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เตรียมไว้ ซึ่งถือว่าไม่ผิดคอนเซ็ปต์อีอีซีและรถไฟความเร็วสูง เพราะวิ่งด้วยความเร็ว 140-160 กม./ชม. เหมือนกับรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว และเชื่อว่าทางบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ผู้พัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกเข้าใจและไม่นำมาพิจารณาเพื่อขอยกเลิกสัญญา”
รอบอร์ดอีอีซีเคาะ-จบไม่ง่าย
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีบทสรุปโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งแนวทางการสิ้นสุดสัญญาเป็นหนึ่งในทางเลือกที่จะต้องนำเสนอ เพื่อประกอบการพิจารณาให้แก่คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ดอีอีซี เพราะตัวเลขค่าก่อสร้างเปลี่ยนไป
“ส่วนตัวเชื่อว่าการสิ้นสุดสัญญาไม่น่าจบง่าย ต้องมาพิจารณาการผิดสัญญา หรือเหตุแห่งการเลิกสัญญา ใครที่ทำผิดต่อสัญญาบ้าง เพราะรัฐและเอกชนคงไม่ยอม ต้องสู้กันในทางกฎหมาย และต้องรักษาประโยชน์ของรัฐให้มากที่สุด”

CP เจรจาสิ้นสุดสัญญา 1 ต.ค.นี้
แหล่งข่าวจาก ร.ฟ.ท.กล่าวว่า วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 กลุ่ม ซี.พี.ทำหนังสือมาที่ ร.ฟ.ท.และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) แจ้งขอใช้สิทธิให้สัญญาร่วมลงทุนฯ มีผลสิ้นสุดลงตามข้อ 6.2 และให้สัญญาร่วมลงทุนฯ มีผลสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เนื่องจากการดำเนินการตามสัญญาร่วมทุนไม่สำเร็จตามกำหนดภายในเวลา 30 กันยายน 2569 โดยอ้างเงื่อนไขไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่ม ซี.พี.ขอสละสิทธิ์เงื่อนไข และขอแก้ไขสัญญาเป็นสร้างไปจ่ายไป แต่จากท่าที่ของรัฐบาลที่จะไม่แก้ไขสัญญาให้ ทางกลุ่ม ซี.พี.นำเรื่องการออกบัตร BOI ไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถออกหนังสือเริ่มโครงการ หรือ NTP ได้ จึงขอเจรจาสิ้นสุดสัญญา
“เป็นการใช้สงวนสิทธิตามสัญญาของเอกชน และการแก้ไขสัญญาเป็นสร้างไปจ่ายไปตามที่เอกชนยื่นเสนอ ยังไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนที่จะนำมาพิจารณาเป็นเหตุให้ตัดสินใจแก้ไขสัญญาได้หรือไม่ และกลุ่ม ซี.พี.รู้อยู่แล้วว่าภาครัฐไม่แก้ไขสัญญาให้จึงขอเจรจาสิ้นสุดสัญญาตามข้อ 6.2 ซึ่งวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ คณะกรรมการกำกับสัญญาจะนำหนังสือของกลุ่ม ซี.พี.มาพิจารณา เพื่อสรุปแนวทางเสนอต่อคณะกรรมการบริหารโครงการและบอร์ดอีอีซีกลางเดือนสิงหาคมนี้”
ส่งมอบพื้นที่ช้า-หาเงินทุนยาก
ด้าน นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด กล่าวว่า กลุ่ม ซี.พี.มีความตั้งใจผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงมาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ การยื่นหนังสือใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุนเพื่อสิ้นสุดสัญญา ไม่ใช่ความต้องการยกเลิกสัญญาของภาคเอกชน แต่คือข้อจำกัดหลายประการที่หาทางออกร่วมกันไม่ได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการก่อสร้างและการจัดหาเงินทุนของโครงการ เช่น ส่งมอบพื้นที่ล่าช้า ข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับลำรางสาธารณะ และสภาพพื้นที่สถานีมักกะสัน
นอกจากนี้ข้อมูลมีความแตกต่างในช่วงจัดทำโครงการและการประกวดราคา คือสมมติฐานปริมาณผู้โดยสารของสนามบินอู่ตะเภาและการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ประมาณการผู้โดยสารของอู่ตะเภาต่ำลงไป ส่งผลต่อแบบจำลองทางการเงินของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ
“การส่งมอบพื้นที่ที่ล่าช้า ส่งผลกระทบต่อการจัดหาแหล่งเงินทุน เพราะสถาบันการเงินให้ความสำคัญกับความพร้อมของพื้นที่ก่อสร้างและความสามารถดำเนินโครงการตามแผน หากพื้นที่ยังไม่พร้อม กระทบต่อการประเมินความเสี่ยง การระดมทุนของโครงการ อย่างไรก็ตามหากในที่สุดไม่สามารถแก้ไขได้จริง จนปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาไม่ได้ การพิจารณาทางเลือกตามกระบวนการของสัญญาอาจเป็นทางออก ซึ่งทุกฝ่ายต้องหารือร่วมกันในอนาคต” นายสฤษดิ์กล่าว

ไม่สะเทือนเมืองใหม่ EECiti
แหล่งข่าวจาก สกพอ.กล่าวว่า การไม่มีรถไฟความเร็วสูงอีอีซี ไม่กระทบต่อโครงการพัฒนาเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti บริเวณ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เนื้อที่ 14,619 ไร่ ที่อีอีซีมีแผนลงทุน 15 ปี มูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านบาท เนื่องจากอยู่ไกลจากสถานีรถไฟความเร็วสูง และยังมีมอเตอร์เวย์สาย 7 และถนนสาย 331 ที่รองรับการพัฒนาโครงการ ขณะที่รถไฟความเร็วสูงเป็นส่วนสนับสนุนนำคนจากพัทยาเข้ามายังโครงการเท่านั้น
โครงการเมืองใหม่วางแผนพัฒนา 3 เฟส ซึ่งเฟสแรกมีเนื้อที่ 6,000 ไร่ ลงทุนกว่า 5-6 แสนล้านบาท เป็นระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน 72,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นที่อยู่อาศัย เช่น คอนโดฯ บ้าน หอพัก สำนักงาน ศูนย์บริการทางการเงิน ศูนย์การแพทย์ จัดทดสอบความสนใจจากนักลงทุนไทยและต่างชาติวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ เริ่มพัฒนาปี 2570-2577 เฟส 2 เนื้อที่ 5,000 ไร่ ลงทุน 5-6 แสนล้านบาท มีศูนย์กีฬา สวนสนุกไฮเทค ธุรกิจ BCG เริ่มปี 2578-2581 ที่เหลือเป็นเฟส 3 เนื้อที่ 3,000 ไร่ มีมิกซ์ยูส ที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้า เป็นต้น เริ่มตั้งแต่ปี 2582 เป็นต้นไป