กลุ่มยานยนต์ สะท้อนภาครัฐ มาตรการ EV ต้องไม่ใช้มาตรการจูงใจทางการเงิน แนะปกป้องรถผลิตในประเทศอย่างยั่งยืน
สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์-กลุ่มยานยนต์ ประสานเสียง เร่งมาตรการป้องรถยนต์ผลิตในประเทศ หวั่นค่าย EV หันนำเข้าแทนการผลิตในประเทศ ย้ำชัดมาตรการสนับสนุน EV ระยะต่อไปต้องไม่ใช่ “ตัวเงิน” เน้นให้เกิดความยั่งยืนของอุตสาหกรรม
นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ (TAIA) เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมได้ร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (AIC) เพื่อร่วมกันหาแนวทางเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สร้างสมดุล ยกระดับศักยภาพ สู่อนาคตที่ยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยรักษาความสามารถในการผลิต ทั้งระบบซัพพลายเชนได้อย่างแข็งแกร่ง และสามารถก้าวข้ามการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่ได้อย่างแข็งแรง
โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ที่จะต้องหากลไกเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์โดยเฉพาะ การสร้างสมดุลทางด้านภาษี ระหว่างรถยนต์ที่ผลิตใน และรถยนต์นำเข้า หลังจากตลอดช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับสัดส่วนการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาจำหน่ายผ่านมาตรการ EV3.0 และ EV3.5
ส่งผลให้ศักยภาพทางการแข่งขันของค่ายรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศหายไปพอสมควรทำให้เกิดความกังวลถึงความสามารถในการแข่งขันของรถที่ประกอบในประเทศ

ทั้งนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยและประเทศไทย จะต้องหามาตรการ มาปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ โดยเฉพาะ ส่วนต่างทางด้านภาษีสรรพสามิต ระหว่างรถยนต์อีวีนำเข้าที่ปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 10% ขณะที่รถยนต์ที่ประกอบในประเทศ จัดเก็บในอัตรา 2% ซึ่งตัวเลขดังกล่าว มีส่วนคตค่างกันเพียงแค่ 8% เท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่เพีนยนงพอใจการจูงใจให้ผู้ประกอบการเหล่านี้หันมาผลิต หรือประกอบรถยนต์อีวีในประเทศไทย
“ตอนนี้สมาชิกในสมาคม ร่วมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็พยายามหารือถึงประเด็นตรงนี้เพื่อคำนวนว่า ความเหมาะสมอยู่ และควรต้องให้ระยะเวลาในการปรับตัวกับผู้ประกอบการด้วยตรงไหน ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้และต้องรอความชัดเจนจากหน่วยงานที่ดูเเลเรื่องนี้“

และการพิจารณากึงกลไกโควตาผู้ปรนะกอบการที่พบว่ายังมีการนำเข้ารถบางรุ่นผ่านโควตาการนำเข้าซึ่งกระทบกับผู้ผลิตในไทย และควรเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสำหรับรถ xEV และควรส่งเสริมให้สิทธิประโยชน์สำหรับการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย การสร้างมูลค่าเพิ่มที่นอกเหนือจากการผลิต รวมทั้ง จัดหามาตรการส่งเสริมการผลิตสำหรับผู้ผลิตทุกระดับ
โดยยอาจจะต้องมาดูว่าในส่วนของ Common Past อะไรที่สามารถบังคับให้ใช้จากผู้ผลิตภายในประเทศได้ เช่น ประตู ขอบยาง กระจก ฯลฯด้วยการหนดสัดส่วนที่ชัดเจน จากปัจจุบันใช้ที่ 40% ควบคู่ไปกับการเดินหน้าพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ส่งเสริมและ รวมถึง การกระตุ้นตลาดในประเทศ ผ่านนโยบาย การสนับสนุนอุตสาหกรรมฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้หน่วยงานราชการหันมาใช้รถยนต์ xEV มากขึ้นหรือการสนับสนุนแนวทางการนำค่าใช้จ่ายในการซื้อรถยนต์ xEV และ B20

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โอกาสและความเป็นไปได้ หลังจากสิ้นสุดมาตรการ EV 3.5 มีความเป็นไปได้ว่า รถอีวีจะทะลักเข้าประเทศไทย เนื่องจากความได้เปรียบทางด้านต้นทุน และ ส่วนต่างภาษีระหว่างรถนำเข้า และผลิตในประเทศไทย มีช่องว่างที่ไม่มาก ประกอบกับ เทรนด์ความต้องการผู้บริโภค หันไปสนใจรถอีวีเพิ่มขึ้น เห้นได้จากตลอดช่วงที่ผ่านมี รถอีวีแนะนำออกสู่ตลาดบ้านเรา เกือบ 100 รุ่น

แต่ ยังต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกว่าจะมีรถสักกี่รุ่นที่อยู่กับผู้บริโภคชวงไทย ไม่หนีหายไป และต้องใช้งานได้ระยะยาว เพราะ คนไทยถือว่ารถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง
ดังนั้น ประเทศไทยเองจะต้องเร่งหามาตรการลดความร้อนแรงตรงนี้ และเมื่อสิ้นสุดมาตรการ EV3.5 ลงในปี 2570 ยังมีเวลาอีก 2 ปี ที่ ไทยจะไปสู่เป้าหมาย 30@30 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาว่าจะขับเคลื่อนและปกป้องอุตสาหกรรมฯ ได้อย่างไร เพื่อไปสู่ความยั่งยืน
โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุน EV ระยะต่อไปต้องไม่ใช่ “ตัวเงิน” มากระตุ้น แต่ทำอย่างไรจะก่อให้เกิดการลงทุนทั้งระบบซัพพลายเชนจ์อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนมากกว่า